ไม่มีใครติดใจคำตอบของเหอจิ่วเหนียง อย่างไรเสียในยุคนี้ก็มีความเชื่อว่าชีวิตของทุกคนถูกกำหนดด้วยโชคชะตา
“เช่นนั้นพวกเราก็รีบพักผ่อนเถอะ เ้าใหญ่กับเ้ารองสลับกันเฝ้าเวรยาม หากมีเื่อะไรก็รีบบอกให้ทุกคนรู้ทันที”
ปัจจุบันครอบครัวแซ่ลู่มีชายวัยหนุ่มเพียงแค่สองคนเท่านั้น นั่นก็คือบุตรชายคนโตและคนรองของผู้เฒ่าลู่กับนางซุน ตลอดการเดินทางพวกเขาสองคนจึงทำหน้าที่เฝ้ายามกลางคืนไปโดยปริยาย
บนพื้นมีกองหญ้าแห้ง เมื่อเทียบกับหลายคืนที่ผ่านมาที่ต้องอยู่ในป่าชื้นแฉะก็นับว่าดีกว่ามาก
เหล่าผู้ใหญ่เอนกายพักผ่อนอยู่ด้านนอกล้อมรอบเด็ก ๆ เอาไว้ แต่ละคนมีผ้าห่มที่นำติดตัวมาจากบ้านไว้ใช้คลุมกายในยามนอนหลับ
นางซุนผู้มีใจพะวงหลานชายที่ร่างกายไม่แข็งแรงตื่นขึ้นกลางดึกเพื่อมาดูโก่วเอ๋อร์ พบว่ายามนี้โก่วเอ๋อร์ไม่กระจองอแงเพราะความไม่สบายตัวเหมือนที่ผ่านมาแล้ว ไข้ก็ลดลงมาก ใบหน้าเล็กมีเืฝาด และดูเหมือนกำลังหลับอย่างสบาย
วัยที่้าการดูแลเป็พิเศษเช่นนี้ มีมารดาคอยอยู่ข้างกายมันต่างกับการไม่มีจริง ๆ
นางซุนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนสายตาจะเหลือบไปสังเกตเห็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีขาวแปะอยู่บนหน้าผากหลานตัวน้อย เดิมทีนางตั้งใจจะแกะออก แต่เมื่อเห็นหลานกำลังหลับสบายจึงยั้งใจไม่อยากรบกวน
.
ฟ้ายังไม่สางทุกคนก็ตื่นกันแล้ว นางหยูกับนางฉินรับหน้าที่จัดเตรียมข้าวปลาอาหาร ส่วนนางซุนและเหอจิ่วเหนียงพาเด็ก ๆ ออกไปทำธุระส่วนตัว
ในระหว่างที่ทุกคนปฏิบัติกิจวัตรของตัวเอง…
ชายที่นอนหมดสติอยู่บนพื้นพลันเบิกตากว้างราวกับกำลังเผชิญเื่ที่ทำให้สะดุ้งใ
“คุณชาย ฟื้นแล้วหรือ รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่?”
เนื่องจากจำที่เหอจิ่วเหนียงเล่าให้ฟังได้ และในใจพึงตระหนักว่าคนผู้นี้มีสถานะไม่ธรรมดา ผู้เฒ่าลู่จึงแสดงความเป็มิตรทันทีที่เห็นบุรุษปริศนาได้สติ
คนเพิ่งฟื้นกำลังอยู่ในอาการสับสน จู่ ๆ ใบหน้ายิ้มแย้มของชายชราผู้หนึ่งก็โผล่มาตรงหน้าจึงจะชักดาบข้างเอวออกมาป้องกันตัวตามความเคยชิน แต่กลับพบว่าดาบของตนหายไปแล้ว
สัญชาตญาณของชายหนุ่มทำให้ผู้เฒ่าลู่ใมากเช่นกัน หลังจากฝ่ายคนหนุ่มกว่าตั้งสติได้ก็รีบลุกขึ้นแล้วค้อมกายขอลุแก่โทษ “ต้องขอโทษที่ล่วงเกิน โปรดอภัยให้ข้าด้วย”
“ใจเย็น ๆ นะ ใจเย็น ๆ” ชายชรายังคงมีรอยยิ้มประดับใบหน้า และรีบอธิบายพร้อมเน้นย้ำบางคำออกไป “ตอนนี้ทุกคนก็ลำบากกันหมดนั่นแหละ สะใภ้สามของข้าช่วยชีวิตเ้าเอาไว้”
ใบหน้าสูงวัยฉีกยิ้มเกินงามจนหางตาพับเป็จีบ บวกกับน้ำเสียงหนักแน่นที่ใช้บอกกล่าวกับอีกฝ่าย เจตนาแสดงออกชัดเจน ขาดก็แค่เขียนคำว่า ‘ตอบแทนบุญคุณ’ ไว้บนใบหน้าแล้ว
ชายหนุ่มมองตามปลายนิ้วของชายชรา ก็เห็นเหอจิ่วเหนียงกำลังเดินอุ้มบุตรชายกลับมา ไม่รู้ว่าสองแม่ลูกพูดคุยสิ่งใดกันถึงได้หัวเราะร่ามาแต่ไกล
ภัยแล้งในสามปีนี้คร่าชีวิตไปนับไม่ถ้วน ตลอดการเดินทาง บุรุษภูมิฐาน—ฉินเจียน ประสบพบเจอกับคนมาแล้วแทบทุกประเภท
…แต่เขาไม่เคยเจอคนที่ยังยิ้มระรื่นได้เช่นนี้มาก่อน
พิจารณาจากสภาพของแต่ละคน เห็นได้ชัดว่าครอบครัวนี้ก็เป็หนึ่งในกลุ่มผู้หนีภัยแล้ง
ถึงขั้นนี้แล้วยังยิ้มอย่างมีความสุขได้ นับว่าน่าประหลาดใจไม่น้อยจริง ๆ
“ฉินเจียนขอบคุณพี่สะใภ้ที่ช่วยชีวิต”
แม้ฉินเจียนจะรู้สึกว่าสตรีผู้มีพระคุณอายุน้อยกว่าตน แต่สถานการณ์นี้ก็ไม่มีคำเรียกใดที่เหมาะสมกว่านี้อีกแล้ว
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าเล็กน้อย “ไม่ต้องกล่าวขอบคุณหรอก หากเ้าอยากขอบคุณจริง ๆ ก็ควรแสดงน้ำใจออกมาสักหน่อย”
มือที่ยกขึ้นคารวะของฉินเจียนชะงักค้างไปทันที นึกไม่ถึงเลยว่าสตรีผู้นี้จะตรงไปตรงมาเช่นนี้!
“ต้องเป็เช่นนั้นอยู่แล้ว ต้องเป็เช่นนั้น!”
ชายหนุ่มผู้ถูกทวงบุญคุณยกมือคลำอกเสื้อ ก่อนควักถุงเงินออกมา จากนั้นหยิบเหรียญเล็ก ๆ เหรียญหนึ่งเก็บไว้กับตัว ส่วนที่เหลือทั้งหมดมอบให้เหอจิ่วเหนียง
โชคดีที่สถานที่ที่เขาหมดสติค่อนข้างเปลี่ยวร้างไร้ผู้คน และโชคดียิ่งกว่าที่เจอกับครอบครัวนี้ หาไม่หากเจอกับผู้ลี้ภัยคนอื่น เกรงว่าเขาคงโดนปล้นไม่เหลือแม้แต่กางเกงในเป็แน่
เหอจิ่วเหนียงลองคำนวณน้ำหนักในมือ คะเนว่าน่าจะหลายสิบตำลึงทีเดียว ถึงกระนั้นนางกลับยังไม่พอใจ
หากนาง้าเงิน นางคงขโมยมาั้แ่ที่เจอเขานอนหมดสติแล้ว
สิ่งที่นาง้าคือ การอาศัยสถานะของชายผู้นี้หาที่อยู่ดี ๆ สักแห่งให้ครอบครัว
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าความคิดของนางอาจจะไม่เป็ดังหวัง
คนสกุลลู่รู้สึกกระดากใจ เหมือนว่าครอบครัวของตนกำลังบีบบังคับให้อีกฝ่ายตอบแทนบุญคุณมากเกินไป
“ข้าน้อยมีบางเื่ที่สงสัย โปรดพี่สะใภ้ชี้แนะให้กระจ่างด้วย”
หลังจากส่งถุงเงินให้อีกฝ่ายแล้วเงียบไปสักพัก ฉินเจียนก็ตัดสินใจเอ่ยปากเปิดประเด็นที่ตนนึกเคลือบแคลง
เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วเล็กน้อย
นางพอจะคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายอยากถามอะไร
จึงจงใจพยักหน้าอนุญาต “ว่ามาสิ”
“ข้าน้อยโดนพิษรุนแรง มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ไม่ทราบว่าคนที่ถอนพิษให้ข้าน้อยคือพี่สะใภ้หรือ?”
ความรู้สึกแรกที่เขาฟื้นขึ้นมาก็พบว่าร่างกายเบาสบายไม่เ็ป เป็สัญญาณว่าไม่มีพิษหลงเหลืออยู่ในตัวแล้ว และหากสำรวจร่างกายอย่างละเอียดจะพบว่าปลายนิ้วมือของเขามีรอยถูกแทงจากเข็มเงินอยู่ ชี้ชัดว่าเขาได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ
แม้ดูแล้วหญิงสาวตรงหน้าจะเป็เพียงชาวนาธรรมดา แต่เขาก็รู้สึกว่านางต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างที่เห็นภายนอกแน่นอน
“ไม่รู้สิ” เหอจิ่วเหนียงปฏิเสธ “ข้าแค่ป้อนน้ำให้เ้าดื่มเท่านั้น”
คำถามของฉินเจียนทำให้สมาชิกตระกูลลู่ต่างเบิกตากว้างด้วยความใ เพราะสะใภ้สามเป็คนช่วยชีวิตชายแปลกหน้าคนนี้และพาเขามาที่นี่ พวกเขาจึงอยากรู้เหมือนกันว่าหลังจากที่นางรอดพ้นจากความตายจะมีความสามารถพิเศษจริง ๆ หรือไม่ แต่เมื่อได้ฟังคำตอบของนางก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผล
ฉินเจียนพลันขมวดคิ้วด้วยความผิดหวัง แล้วใครกันที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้?
เื่นี้เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน สักวันหนึ่งเขาจะหาคำตอบให้ได้ แต่ตอนนี้ยังมีเื่สำคัญกว่า อย่าได้เสียเวลาอยู่ที่นี่เลย ดังนั้นชายหนุ่มมาดผู้ดีจึงหันไปกล่าวกับทุกคน “ข้าน้อยยังมีเื่สำคัญต้องทำ ขอไม่รบกวนทุกท่านแล้ว หากมีวาสนาหวังว่าจะได้พบกันใหม่ ข้าน้อยขอตัวลา!”
สิ้นวาจาร่างบุรุษแซ่ฉินก็อันตรธานหายไปต่อหน้าครอบครัวลู่
“คุณชายผู้นี้จริง ๆ เลย ดาบเขาก็ไม่เอาไป!”
ผู้เฒ่าลู่บ่นกระปอดกระแปดด้วยความราอา ขณะกำลังจะพูดต่อก็หันไปเห็นสะใภ้คนที่สามเทเงินในถุงออกมานับ ทันใดนั้นดวงตาฝ้าฟางก็เป็ประกาย สองขารีบก้าวเข้าไปด้วยความตื่นเต้น
ไอ้หยา! นี่มันกองเงินกองทองชัด ๆ!
ั้แ่เกิดมาครอบครัวตระกูลลู่ั้แ่ปู่ย่าจนถึงรุ่นหลาน ยังไม่เคยมีใครเห็นเงินจำนวนมากมายขนาดนี้มาก่อน!
หลังจากนับเสร็จก็สรุปได้ว่า มีก้อนเงินสิบตำลึงสามก้อน ห้าตำลึงสองก้อน ทั้งยังมีเหรียญเงินอีกหลายเหรียญ รวม ๆ แล้วเป็จำนวนประมาณห้าสิบตำลึง
เหอจิ่วเหนียงส่งเงินทั้งหมดให้นางซุน “ท่านแม่ ท่านเก็บเอาไว้นะเ้าคะ”
นางซุนไม่รับไว้ “เ้าเป็คนช่วยชีวิตเขา เงินนี่เ้าก็เก็บเอาไว้เองเถอะ สุขภาพของโก่วเอ๋อร์ก็ไม่แข็งแรง วันข้างหน้ายังต้องใช้เงินอีกเยอะ”
“ท่านแม่ ครอบครัวของเราไม่ได้แยกกันอยู่เสียหน่อย หลายปีที่ผ่านมาข้ากับโก่วเอ๋อร์ก็มีครอบครัวที่ช่วยดูแล เงินนี่ควรเก็บไว้เป็ทรัพย์สินส่วนรวมให้ได้ใช้ร่วมกัน ท่านแม่เก็บไว้เถอะเ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงยืนกรานพลางยัดถุงเงินใส่มือแม่สามี นางจงใจทำเช่นนี้ต่อหน้าทุกคน
เ้าของร่างเดิมเพิ่งแต่งงานได้วันเดียวก็ไร้ซึ่งเสาหลัก เรือกสวนนาไร่ของครอบครัวล้วนเป็พี่ชายคนโตและพี่ชายคนรองรับผิดชอบ โก่วเอ๋อร์ก็เจ็บป่วยออดแอดจนดื่มยาแทนน้ำ แม้ว่าครอบครัวของพี่ใหญ่กับพี่รองจะใจดีต่อนางและลูก แต่คงไม่พ้นที่พวกเขาจะแอบบ่นกันส่วนตัว นางจึงตั้งใจเอาเงินก้อนนี้วางไว้ในกองกลางให้ทุกคนได้ใช้ ถือเป็การตอบแทนครอบครัวฝั่งสามีด้วย
นางซุนอายุปูนนี้แล้ว อีกทั้งมีครอบครัวมานานเกินกว่าครึ่งชีวิต ย่อมจัดการเื่ภายในบ้านได้อย่างเหมาะสม เมื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งหญิงชรามากประสบการณ์ก็เก็บเงินไว้ที่ตัวเองสี่สิบตำลึง และส่งอีกสิบตำลึงคืนให้เหอจิ่วเหนียง
“เอาเช่นนี้ เก็บไว้ในกองกลางแปดส่วน อีกสองส่วนเ้าเก็บเอาไว้ก็แล้วกัน”
กล่าวจบแม่เฒ่าซุนก็หันไปเอ่ยกับครอบครัวของบุตรชายทั้งสอง “พวกเ้าก็เห็นแล้วนะว่าเงินนี่เป็เงินที่สะใภ้สามได้มา ถึงแม้เงินจำนวนนี้จะเพียงพอให้เราทุกคนในครอบครัวใช้จ่ายกันสบาย ๆ ไปอีกสิบปีได้เลย แต่ตอนนี้ก็อย่างที่เห็น ทุกอย่างลำบากยากเข็ญไปหมด ไม่แน่ว่าวันข้างหน้าเงินก้อนนี้อาจเป็สิ่งที่ช่วยชีวิตพวกเราก็ได้ ถึงแม้เ้าสามจะไม่อยู่ แต่เมียของเขาก็ทุ่มเทให้กับครอบครัวใหญ่ของเรา ดังนั้นแม่แก่ ๆ อย่างข้าหวังว่าพวกเ้าคงไม่คิดเื่ไม่เข้าท่า หากเป็เช่นนั้นข้าไม่ยอมเด็ดขาด!”
บุรุษสองพี่น้องกล่าวออกมาทันทีว่า แม้น้องชายจะไม่อยู่ แต่พวกเขาในฐานะพี่ชายจะดูแลน้องสะใภ้สามและหลานชายให้ดีที่สุด
นางหยูกล่าว “พวกเราเข้าใจที่ท่านแม่พูดดีเ้าค่ะ พวกเราคือครอบครัวเดียวกัน ช่วยเหลือประคับประคองกันเป็เื่ที่ควรทำอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นหากน้องสะใภ้ลำบาก ก็จะมีพวกเราคอยช่วยแน่นอนเ้าค่ะ”
นางฉินสะใภ้รองพยักหน้าสมทบ “ต่อให้ท่านแม่ไม่พูด ในใจของพวกเราก็รู้ดีอยู่แล้วเ้าค่ะ น้องสะใภ้สามกลับมาครั้งนี้ขนเอาอาหารน้ำดื่มมาไม่น้อย แถมยังได้เงินมากมายเช่นนี้มาอีก นี่นับว่าเป็การช่วยชีวิตทุกคนในครอบครัวเลยนะเ้าคะ! พวกเราจะคิดไม่ดีต่อนางกับหลานได้อย่างไรกัน”
ลูก ๆ ของทั้งสองครอบครัวได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกว่าอาสะใภ้สามเก่งกาจยิ่งนัก ต่อไปพวกเขาต้องดีกับโก่วเอ๋อร์ให้มาก ๆ
ไข้ของโก่วเอ๋อร์ลดลงมากแล้ว แต่เขามีร่างกายอ่อนแอมาั้แ่เกิดจึงยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ เขารู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย ใบหน้าเล็กจึงซุกอกมารดาและหลับไปั้แ่ตอนที่ผู้ใหญ่เริ่มคุยกัน
แม้จะพลาดเื่ในครอบครัวไปแต่เขาก็กำลังฝัน ขณะที่ฝันปากเล็ก ๆ ก็ยิ้มอยู่ตลอดเวลา
.
หลังจากทุกอย่างลงตัว ครอบครัวลู่ก็ไม่อยากเสียเวลาอยู่ตรงนี้อีกต่อไป พวกเขารีบเก็บข้าวของแล้วออกเดินทาง
หลายวันก่อนหน้าโก่วเอ๋อร์ป่วยหนัก พวกเขาจึงรั้งท้ายกลุ่มลี้ภัยของหมู่บ้านไปไกลโข ตอนนี้ทุกคนเติมแรงกายพลังใจเต็มเปี่ยมแล้ว ดังนั้นต้องรีบตามให้ทัน มิเช่นนั้นจะเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นอีกได้
.
.
.