ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 121 ต่อให้ต้องถางก็ต้องหาให้เจอ

            เมื่อพูดถึงพวกเฮยชี

            พวกเขาทั้งห้าลากร่างกายที่หมดสภาพไม่มีชิ้นดีเดินทางรวดเร็ว ไม่กล้ารีรอแม้สักครู่

            พวกเขาจึงออกมาจากป่าสายหมอกอย่างรวดเร็ว

            เป็นยามเช้าตรู่ที่ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง

            ยามนี้พวกเสิ่นซือหยางเองก็ออกมาแล้ว กำลังรออยู่ด้านนอกป่าสายหมอก

            เพียงแวบแรกพวกเสิ่นซือหยางก็เห็นพวกเฮยชีทั้งห้าคนเสื้อผ้าบนร่างกายขาดวิ่น บนร่างมีบาดแผลถูกสัตว์ป่ากัดไม่น้อยไม่ใหญ่ราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้อันดุเดือดมา

            ทว่า...ทว่าพวกเขากลับไม่เห็นมู่จื่อหลิง

            พวกเฮยชีที่รีบร้อนมาทั้งทางจนเหนื่อยหอบกลับไม่สนใจจะหายใจ วิ่งเหยาะๆ ไปเบื้องหน้าเสิ่นซือหยางอย่างเร่งรีบ

            เมื่อเห็นเช่นนั้นเสิ่นซือหยางก็มีลางสังหรณ์ไม่ดีหัวคิ้วเขาขมวดน้อยๆ “หวางเฟยเล่า?”

            “โอ้กๆๆ” นายน้อยเล่านายน้อยเล่า

            เสี่ยวไตกูที่เดิมหมอบอยู่บนมือเสิ่นซือหยางอย่างเรียบร้อยไม่เห็นมู่จื่อหลิงก็ร้องขึ้นมาอย่างร้อนรนในทันที

            “ใต้เท้า หวางเฟยนาง...นางหายสาบสูญไปแล้ว”เฮยชีรู้สึกผิดนัก น้ำเสียงเจือไปด้วยความโทษตนเอง

            “เล่า เกิดเรื่องใดขึ้น?” สีหน้าเสิ่นซือหยางเย็นจัดในใจหดหู่ ท่าทางเผยให้เห็นความว้าวุ่นบางๆ

            “ใต้เท้าการเดินทางพวกเราราบรื่นไปทั้งทาง เพียงแต่ต่อมา...” เฮยอู่นำเรื่องของพวกเขาที่เกิดขึ้นในป่าสายหมอกบอกกับเสื่นซือหยางโดยไม่ตกหล่น

            “เลอะเทอะ” สีหน้าของเสิ่นซือหยางเปลี่ยนไปทันทีคิ้วทั้งสองข้างขมวดแน่น สีหน้าปรากฏความตื่นตกใจ

            เมื่อคืนพวกเขาก็ได้ยินเสียงเสือขู่หมาป่าหอนที่ดังก้องในบริเวณป่าลึกในใจเขาก็กังวลอยู่ลางๆ เกิดเรื่องจริงๆ

            “โอ้กๆๆ” ไม่มีทางนายน้อยไม่มีทางเป็นอะไรไป

            เสี่ยวไตกูฟังเฮยอู่พูดจบก็ร้องอย่างกังวล ขยับเล็กน้อย แล้วลำแสงสีม่วงสายหนึ่งก็หายไปต่อหน้าคนทั้งหมดด้วยความเร็วราวสายฟ้าแลบเพียงชั่วพริบตาวิ่งเข้าไปในป่าสายหมอก

            ตอนที่พวกเสิ่นซือหยางได้สติกลับมาต้องการจะตามไปเสี่ยวไตกูก็หายไปในป่าสายหมอกแล้ว

            “ข้าน้อยมีความผิดไม่ได้ปกป้องหวางเฟยให้ดี ใต้เท้าโปรดลงโทษ” พวกเฮยชีคุกเข่าลงต่อหน้าเสิ่นซือหยางอย่างพร้อมเพรียงก้มศีรษะลงต่ำ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิดและละอายใจ

            “ลงโทษ? กลับเข้าไปหาให้ข้าทั้งหมดมีชีวิตรอดต้องเห็นคน สิ้นลมต้องเห็นร่าง เฮยอีกลับไปที่ศาลต้าหลี่ส่งคนทั้งหมดมาช่วยค้นหา” เสิ่นซือหยางสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง ส่งเสียงอย่างเด็ดขาดใบหน้าที่ไม่ยิ้มแย้มในที่สุดก็มีร่องรอยโทสะที่ยากต่อการปกปิด

            เขาเสียใจในภายหลังแล้วเขาไม่ควร ไม่ควรเห็นชอบให้เด็กสาวคนนั้นนำกลุ่มค้นหาด้วยตนเอง

            เดิมในป่าสายหมอกก็อันตรายยิ่งนักต่อให้หลบการจู่โจมของสัตว์ร้ายไปได้อย่างหวุดหวิดก็หลบการทำร้ายของผู้มีเจตนาไม่พ้น และหนีการไล่ล่าของฝูงสัตว์ป่าไม่พ้นเช่นกัน

            เผชิญกับฝูงหมาป่าที่ดุร้ายโหดเหี้ยมต่อให้เด็กสาวผู้นั้นจะเฉลียวฉลาดขึ้นไปอีก ใช้ยาพิษเชี่ยวชาญขึ้นไปอีกแต่ไร้ซึ่งวรยุทธ์ก็ไร้ประโยชน์

            สตรีบอบบางมือเปล่าไร้อาวุธเช่นมู่จื่อหลิงจะวิ่งหนีฝูงหมาป่าที่เกิดและเติบโตในป่าไปได้อย่างไร? จะสู้กับหมาป่ามือเปล่าได้อย่างไร?

            นัยน์ตาของเสิ่นซือหยางปรากฏความสิ้นหวังที่ไม่เคยมีมาก่อน

            มีชีวิตอยู่ต้องเห็นคนตายไปต้องเห็นศพ! ก็แค่การปลอบโยนตนเองเท่านั้น

            ถูกฝูงหมาป่าไล่ล่าถ้ามู่จื่อหลิงยังมีชีวิตรอดก็ช่างเถิด ถ้าตายแล้วเช่นนั้นต้องตายไม่เห็นศพเป็นแน่

            นอกเสียจากว่ามีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นจริงๆมิเช่นนั้นก็คงจบชีวิตลงจริงๆ

            เฮยอีรีบร้อนรับคำ แล้วไปที่ศาลต้าหลี่อย่างเร่งรีบ

            ทว่าในเวลานี้เองบนถนนใหญ่ใกล้ๆ ก็มีเสียงเกือกม้าดังก้องกังวานลอยมา ทำให้เท้าที่กำลังจะก้าวไปของพวกเขาชะงักลงโดยทันที

            เสียงเกือกม้าใกล้เข้ามาจากไกลๆ

            ราวกับแค่เวลาในชั่วพริบตาเสียงลากยาวกู่ก้องที่สะเทือนฟ้า ทะลุท้องนภาก็ดังกลบเสียงทั้งสี่ทิศรอบตัว

            จากนั้น เสียงกู่ก้องก็หยุดลงกะทันหันอาชาสีดำงดงามไม่ธรรมดาก็หยุดลงตรงหน้าคนทั้งหมดอย่างหยิ่งยโส

            คนทั้งหมดล้วนตื่นตกใจจนไม่อยากจะเชื่อ

            อาชาสีดำตัวนี้ในแผ่นดินใหญ่หมิงเยว่สามารถพูดได้ว่าไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก

            อาชาสีดำที่สูงศักดิ์ตลอดกาล...อาชาเปินเหลย!

            ทว่าสิ่งที่พวกเขาตื่นตกใจมิใช่เพียงแค่อาชาเปินเหลยที่หยิ่งยโสไม่ธรรมดาตัวนั้นสิ่งที่น่าตื่นตกใจยิ่งกว่าคือผู้ที่ขี่อาชาเปินเหลยอยู่ต่างหาก

            ผู้ที่พวกเขาคาดไม่ถึงอย่างสิ้นเชิง

            เห็นเขาสวมใส่อาภรณ์สีเข้มไร้ลวดลาย ไร้อัญมณีเครื่องประดับ เครื่องประดับเพียงหนึ่งเดียวก็คือกระบี่อ่อนสีม่วงที่ม้วนอยู่รอบเอวต่างเข็มขัด

            การจับคู่สองสีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อประดับอยู่บนตัวเขากลับเข้ากันอย่างน่าประหลาดไร้ซึ่งความรู้สึกว่าไม่เข้ากัน

            ความน่าเกรงขามอันติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดความยอดเยี่ยมในทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหว หยิ่งทระนง ราวกับราชาผู้ปกครองใต้หล้า

            เขาผู้มีความน่าเกรงขามและสูงศักดิ์เกินกว่าจะเทียบทั้งตัวแผ่บรรยากาศเย็นชามิให้คนเข้าใกล้ ทำให้ผู้อื่นไม่กล้าจ้องมองตรงๆเคารพนอบน้อมอยู่ห่างๆ

            “ข้าน้อยคารวะฉีอ๋องขอให้ฉีอ๋องอายุยืนพันปีพันปีพันพันปี” เสิ่นซือหยางได้สติกลับมาก่อนโค้งคำนับด้วยความนอบน้อม

            พวกเฮยชีข้างหลังเขาตกใจจนคุกเข่าหมอบอยู่กับพื้นในทันทีก้มศีรษะลงไม่กล้าขยับเขยื้อน

            พวกเขาไม่คิดไม่ฝันเลยว่าฉีอ๋องจะมา

            เหตุใดฉีอ๋องถึงมาได้?

            หรือว่ามาเพราะคดีขององค์ชายห้า? หรือว่ามาเพราะฉีหวางเฟย?

            ทว่าความจริงนั้นเป็นอย่างหลัง

            หลงเซี่ยวอวี่ก้มตัวลงมา กวาดสายตามองคนทั้งหมดอย่างเย็นเยียบสายตาหนาวเหน็บคมปลาบ ราวกับกระบี่เย็นเยียบที่คมกริบและพร่างพราย

            คิ้วกระบี่ของเขายกขึ้นน้อยๆสายตาลุ่มลึกเย็นเฉียบราวกับบ่อน้ำแข็ง แผ่ความกดดัน น้ำเสียงเฉียบขาด“ฉีหวางเฟยเล่า?”

            หลงเซี่ยวอวี่ได้รับข่าวตั้งแต่เช้ากุ่ยเม่ยส่งองครักษ์เงาเข้าไปค้นหาในป่าสายหมอกทั้งคืนคาดไม่ถึงว่าจะไม่พบร่องรอยของพวกมู่จื่อหลิง

            ในระหว่างนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้พิษที่ซ่อนตัวอยู่คอยก่อกวนการค้นหาขององครักษ์เงาไปทั้งทาง

            ต่อมาองครักษ์เงาก็ได้ยินเสียงเสือคำรามหมาป่าหอนมาจากที่เดียวกันในป่าลึกรอจนยามที่พวกเขาไปถึงก็เห็นเพียงเสือที่ถูกยาพิษ ส่วนหมาป่านั้นไม่เห็นแม้แต่เงา

            จากนั้นองครักษ์เงาก็พบทหารที่บาดเจ็บและอิดโรย สีหน้าร้อนใจ พยุงกันออกไปจากป่าสายหมอกแต่กลับไม่มีเงาของมู่จื่อหลิงเช่นเดิม

            ตอนที่กุ่ยเม่ยไปรายงาน เขารู้สึกได้ว่ามีความรู้สึกกระวนกระวายบังเกิดขึ้นในหัวใจอย่างรางๆผู้ที่ทำให้องครักษ์ที่ฝึกฝนมาจากอวี่กงหาทั้งคืนก็ยังหาไม่พบได้แต่พูดว่าสตรีโง่งมผู้นั้นเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ แล้ว

            ทันทีที่คำพูดเรียบง่ายเพียงสี่คำของหลงเซี่ยวอวี่ออกมาบรรยากาศโดยรอบที่ถูกแสงอาทิตย์สาดส่อง ก็ลดลงจนถึงจุดเยือกแข็งในชั่วพริบตาความหนาวเหน็บอันเย็นเยียบเสียดแทงกระดูกราวกับกระบี่คมกริบแทรกซึมเข้าไปในหัวใจของทุกคน

            บรรยากาศโดยรอบประหนึ่งปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็งคนทั้งหมดรู้สึกว่าหัวใจทั้งเย็นเฉียบและสั่นระรัว ไอเย็นเยียบที่ไม่เคยมีมาก่อนในชั่วขณะนั้นก็ไหลเข้าสู่กระดูกในแขนและขา

            แม้พวกเขาจะคาดเดาได้ว่าฉีอ๋องมาในครานี้อาจจะมาเพราะฉีหวางเฟย แต่เมื่อได้ยินกับหูตนเอง ความรู้สึกกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

            สี่คำที่หนาวเหน็บไปถึงกระดูกนั้นเสมือนกับคำชี้ชะตาของพญายม

            หัวข้อนี้เพียงชั่วพริบตาก็ทำให้ในใจเสิ่นซือหยางที่ซื่อตรงเที่ยงธรรมปรากฏความหวาดกลัวไม่ทราบชื่อ

            เขาคุกเข่าลงกับพื้นจนเกิดเสียงตุ้บสีหน้าเต็มไปด้วยความอึดอัดใจ “ข้าน้อยประมาท เมื่อคืนหวางเฟยถูกฝูงหมาป่าไล่ตามยามนี้ไม่รู้”

            เสิ่นซือหยางยังไม่ได้พูด‘หายสาบสูญ’ คำนี้ออกมา ก็ถูกไอสังหารเย็นเยียบอันเข้มงวดตัดบท “ต่อให้ต้องพลิกทั้งป่าสายหมอกก็ต้องหานางให้เจอ”

            สิ้นคำพูด ได้ยินเพียงอาชาเปินเหลยส่งเสียงร้องยาวตะกุยสี่เท้า พัดละอองดินฟุ้ง วิ่งห้อเข้าไปในป่าสายหมอก...

            ในเวลาเดียวกันนี้กุ่ยหยิ่งกุ่ยเม่ยก็ควบม้ามาถึงอย่างเร่งรีบพวกเขาชำเลืองมองคนกลุ่มนั้นที่ตัวสั่นงันงก

            ทั้งสองคนสบสายตากันอย่างเคร่งขรึมเข้าใจกันโดยไม่ต้องปริปากพูด

            พวกเขาย่อมได้ยินประโยคสุดท้ายที่หลงเซี่ยวอวี่ทิ้งไว้ป่าสายหมอกกว้างใหญ่เพียงใดนั้นพวกเขาไม่รู้ แต่ถ้าหาหวางเฟยไม่พบไม่ว่าผืนป่ากว้างใหญ่แค่ไหนก็ต้องถูกทำให้ราบเป็นหน้ากลอง

            กุ่ยหยิ่งส่งสัญญาณพิเศษขึ้นไปบนท้องฟ้าไม่กล้ารั้งอยู่สักชั่วขณะ จากนั้นทั้งสองคนจึงติดตามหลงเซี่ยวอวี่ไปติดๆ

            กระทั่งเศษฝุ่นที่ลอยฟุ้งไปทั่วท้องฟ้าตกลงมา

            คนทั้งหมดถึงเงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวังและกระวนกระวายเมื่อมองไปทางป่าสายหมอกด้วยใจที่หวาดผวา เงานั้นก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว

            ‘ต่อให้ต้องพลิกทั้งป่าสายหมอกก็ต้องหานางมาให้เปิ่นหวาง’ประโยคนี้หลอกหลอนอยู่ในหัวคนทั้งหมดไม่จากไปไหนอยู่นาน

            ประโยคที่เด็ดเดี่ยวหนักแน่นเพียงนี้เพียงพออธิบายฐานะของฉีหวางเฟยในใจของฉีอ๋อง

            ฉีอ๋องผู้เย็นชาไร้ความปรานีคาดไม่ถึงว่าจะมีเวลาที่ใจร้อนรนดั่งไฟ

            ใจของฉีอ๋องร้อนรนเพราะสตรีเพียงผู้เดียว...มู่จื่อหลิง

            เรื่องนี้ใหญ่จริงๆไม่เพียงแค่เพราะการหายตัวไปของฉีหวางเฟยแต่ยิ่งไปกว่านั้นเป็นเพราะฐานะของฉีหวางเฟยในใจฉีอ๋อง

            ชั่วขณะนี้พวกเขารู้เพียงว่า...จบเห่แล้ว!

            จวบจนบัดนี้พวกเขาก็ไม่มีความหวังแม้แต่น้อย

            ถ้าหาฉีหวางเฟยไม่เจอจริงๆถ้าฉีหวางเฟยสิ้นลมหายใจในสภาพไม่สมบูรณ์จริงๆ ฉีอ๋องบันดาลโทสะขึ้นมาพวกเขาทั้งหมดคงจบสิ้นแล้ว

            และผู้ที่เกี่ยวพันกับคดีนี้จะหนีรอดสักกี่คน?

            เสิ่นซือหยางส่ายศีรษะพลางถอนหายใจอย่างอดไม่อยู่เขานึกไม่ถึงว่าเด็กสาวเฉลียวฉลาดน่าพิศวงผู้นั้นจะพิเศษจนทำให้หลงเซี่ยวอวี่สนใจได้

            แต่ตอนนี้ สนใจก็ดีไม่สนใจก็ช่าง หากหาคนไม่เจอ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไร้ค่า

            -

            เวลาเที่ยงวันใกล้จะมาถึงอย่างไม่รู้ตัว

            มู่จื่อหลิงไม่กล้าหมกมุ่นกับการสกัดยาในระบบซิงเฉินมากเกินไปอย่างไรเสียก็อยู่ในถิ่นของสัตว์ป่า ทั้งยังอยู่บนต้นไม้สูงนางเกรงว่าจะไม่ระวังจนตกลงไป

            นางจะตื่นขึ้นมาในช่วงเวลาที่ห่างกันสั้นๆหนึ่งครั้ง ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาหมาป่าก็ยังคงไม่จากไปไหน

            เย่จื่อมู่ก็ยังคงกอดอกปิดตางีบหลับอย่างสบายๆราวกับมองไม่เห็นหมาป่าที่ดุร้ายใต้ต้นไม้

            ในที่สุด...

            “พ่อค้าหน้าเลือด หมาป่าฝูงนี้ดูเหมือนจะมีความสามารถยิ่งนักไม่มีความคิดจะไปเลยแม้แต่น้อย มิอาจรอต่อไปได้แล้วขืนรอต่อไปอีกพวกเราคงได้หิวตายอยู่บนต้นไม้” มู่จื่อหลิงเท้าคางอย่างหงุดหงิดมองฝูงหมาป่าใต้ต้นไม้

            เย่จื่อมู่ลืมตาขึ้นน้อยๆริมฝีปากสีชมพูที่ค่อยๆ กลับมามีสีเลือดยกขึ้นน้อยๆ “เถ้าแก่มู่ที่แท้ท่านก็ต้องการรอให้สุนัขหมาป่าจากไปนี่เอง เช่นนั้นท่านต้องรอหน่อยแล้ว ไม่ถึงสิบวันพวกมันก็ไม่มีทางไป”

            “อะไรนะ? ท่านก็รู้อยู่แล้วเหตุใดยังต้องพูดว่ารอพวกมันไปเล่า?” มู่จื่อหลิงเบิกตากว้างขึ้นมาทันทีกระวนกระวายโดยพลัน

            ล้อเล่นอันใดกันถ้าสิบกว่าวันสุนัขหมาป่าไม่หิวตาย พวกเขาก็คงต้องหิวตาย พ่อค้าหน้าเลือดผู้นี้ยังจะให้รอ? รอได้ด้วยหรือ?

            “ข้าพูดตั้งแต่เมื่อใดว่ารอให้สุนัขหมาป่าจากไป?” เย่จื่อมู่พูดอย่างไม่ใส่ใจ

            มู่จื่อหลิงค้อนใส่เขาอย่างไม่พอใจ“ตอนเช้าตรู่เจ้าไม่ได้พูดว่าต้องรอหรือ?”

            “อืม เช่นนั้นก็รอต่อไป” เย่จื่อมู่ระบายยิ้มอย่างเกียจคร้าน

            ...ยังรอ?

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน