เทพสงครามมังกรเทวะ

    ทดสอบลูกเขย

    เมื่อตบปากรับคำหมิงเย่เสียดิบดีแล้วนั้น เช้าวันต่อมาเฟยหรงและหมิงเย่ได้ออกเดินทางไปยังตระกูลหมิงที่คุมเขตใต้ของต้าเซียนในทันที ในเขตใต้ของเมืองนี้ติดกับมหามสุทรอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต เฟยหรงที่เห็นคฤหาสน์ติดกับชายทะเลเขาถึงกับผงะในความงามไม่เหมือนใครแม้แต่ชีวติที่แล้วของเขายังไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อน

     

    หมิงเย่ที่เห็นท่าทางตื่นเต้นของชายหนุ่มก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้เพราะท่าทางของเฟยหรงในเวลานี้มันช่างน่ารักจริงๆในสายตาของนาง

     

    "อะแฮ่ม คุณชายดูเหมือนเราจะลืมเรื่องสำคัญไปอย่างอย่างไร"หมิงเย่กล่าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม

     

    "เรื่องสำคัญ??"

     

    "ใช่แล้ว หากเราจะแสดงเป็นคนรักกันแน่นอนว่าต้องรู้ชื่อกันและสิ่งที่ชอบพอสมควรถูกหรือไม่"นางกล่าว

     

    "อ่อ เรื่องนั้นเอง ข้ามีนามว่าเฟยหรง ส่วนเรื่องที่ชอบแน่นอนว่าเป็นหญิงงาม"เฟยหรงกล่าวอย่างเรียบเฉยหมิงเย่ที่ได้ยินถึงกับประหลาดใจและอุทานออกมาว่า "เฟยหรง!! ท่านแซ่เฟย??"

     

    "ใช่ ข้าแซ่เฟย ถึงข้าจะพูดได้ไม่เต็มปากว่าตัวเองเกี่ยวข้องกับตระกูลเฟยของทวีปนี้หรือไม่ แต่ข้าก็ไม่ได้สนใจอะไรพวกเขาเช่นกัน ดังนั้นการช่วยท่านจึงไม่ได้เป็นปัญหาอะไรสำหรับข้า"เฟยหรงกล่าวออกมาเช่นนั้น หมิงเย่ที่ได้ยินก็เอามือป้องปากก่อนจะหัวเราะเบาๆชายหนุ่มคนนี้ดูลึกลับซับซ้อนกว่าที่นางจะคาดเดา แต่นางกลับรู้สึกว่าเขาเชื่อใจได้อย่างแน่นอน

     

    "หากคุณชายว่าเช่นนั้นเราก็เข้าไปกันเถอะ ท่านพ่อท่านแม่คงรออยู่แล้วรวมไปถึงพวกคนของตระกูลเฟยด้วย"เฟยหรงพยักหน้าก่อนที่จะเข้าไปจับมือที่ขาวนุ่นของหมิงเฟยจนนางถึงกับตกใจไม่คิดว่าเฟยหรงจะรุกหนักเช่นนี้ แต่ในเวลานี้นางผู้ว่าจ้างจะทำตัวร้อนรนได้อย่างไร หญิงสาวได้แต่ให้ชายหนุ่มมือของนางก็เดินไปด้านในคฤหาสน์ทั้งอย่างนั้น

     

    ทั้งสองเดินเข้าไปด้านในคฤหาสน์นั้นบรรยาของพวกเขาเต็มไปด้วยความรักไคร่จนใครต่อใครไม่สามารถจับได้เลยว่าพวกเขาเพียงแค่แสดงละครเพียงเท่านั้น เฟยหรงเมื่อเห็นแบบนี้เขายิ่งได้ใจยกใหญ่มือไม้อันซุกซนโอบเอวหญิงสาวจนนางถึงกับสะดุ้งขึ้นมาบ้างครั้งบางคราวและใบหน้าแดงระเรื้อเต็มไปด้วยความอาย จนในที่สุดทั้งสองก่อนเดินมาถึงโถงใหญ่ซึ่งมีคนอยู่มากมายซึ่งแบ่งออกเป็นสองฝ่ายซึ่งแยกได้จากอาภรณ์ที่ฝั่งตระกูลหมิงสวมใส่สีขาวลวดลายสีทองกลับอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นกลุ่มของตระกูลเฟยซึ่งสวมใส่สีดำลวดลายสีแดงนั่นเอง

     

    "ท่านพ่อท่านแม่ข้าพาเขามาแล้วเจ้าค่ะ"หมิงเย่กล่าวอย่างนอบน้อมทันทีเมื่อมาถึง ส่วนทางด้านชายหนุ่มอย่างเฟยหรงนั้นตั้งแต่เข้ามาเขาก็ได้รับแรงกดดันจากบุคคลระดับสูงมากมายแต่ก็ยังยืนอยู่ได้และไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา

     

    "หืม เจ้าหนุ่มคนนี้น่ะหรือคนรักของลูก อายุยังน้อยแต่กลับบรรลุระดับจักรพรรดิแล้วถือว่าพรสวรรค์ฟ้าประทานเสียจริงๆแต่ทว่าแค่ด้วยพรสวรรค์เพียงเท่านี้แล้วคิดจะเป็นคู่ครองของเจ้าหญิงน้อยของตระกูลหมิงนั้นยังไม่พอหรอกนะ"หมิงอู่ ประมุขของตระกูลหมิงและเป็นบิดาของหมิงเย่กล่าวออกมา ทันทีที่เขากล่าวจบเหล่ารุ่นเยาว์ระดับจักรพรรดิของตระกูลหมิงจำนวนมากก็เข้ามาราบล้อมทั้งสองเอาไว้พร้อมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาตอย่างเห็นได้ชัด

     

    "ท่านพ่อ นี่มันหมายว่าอย่างไร!! ไหนท่านบอกให้ข้าพาเขามาพบท่านเพียงเท่านั้น แล้วนี่มันอะไรกัน!!"หมิงเย่กล่าวอย่างโกรธเคืองนี่มันผิดกับที่ตกลงกันไว้อย่างชัดเจนแม้นางจะทราบดีถึงพลังแก่นแท้กระบี่ของชายหนุ่มแต่การที่จะรับมือรุ่นเยาว์ระดับจักรพรรดิทั้งตระกูลเช่นนี้มันออกจะมากเกินไปหน่อย แต่ก่อนที่นางจะพูดอะไรมากไปกว่านั้นเฟยหรงก็ดึงมือนางไว้ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างสบายใจพร้อมทั้งเดินไปด้านหน้าของหมิงเย่ก่อนจะกล่าวเพียงสั้นๆ "เข้ามา!!"

     

    "หยิ่งผยองนัก!!"เหล่าผุ้อาวุโสทั้งหลายเมื่อเห็นท่าทีไม่เห็นใครอยู่ในสายตาของชายหนุ่มกล่าวขึ้น บรรดาเหล่ารุ่นเยาว์ของทั้งตระกูลหมิงพุ่งเข้ามาหาชายหนุ่มประดุจห่าฝนที่ไม่อาจหลบเลี่ยง ในชั่วพริบตานั่นเองเฟยหรงระเบิดพลังวิญญานระดับภัยพิบัติวิญญานของตนเองออกมาเปลวเพลิงที่เปล่งประกายไปด้วยสายฟ้าหลอมรวมกันเป็นกระบี่หนึ่งเล่มอยู่ในมือของชายหนุ่ม

     

    ทันใดนั้นเหล่าคนที่อยู่ด้านในถึงกับทำสีหน้าแปลกประหลาดพร้อมมองไปที่เฟยหรงด้วยความตกตะลึงในใจ ชายหนุ่มเคื่อนไหวไหลลื่นประดุจมังกรของเขาพริบตารุ่นเยาว์จำนวนสิบคนก็โดนฟันเป็นที่เรียบร้อยโดยที่คนที่อยู่ในระดับนักบุญลงไปไม่มีทางรู้เลยว่าพวกเขาถูกฟัน ส่วนระดับประจักษ์แจ้งทำได้เพียงแค่เห็นลางๆเท่านั้น จะมีเพียงระดับนิพพานขึ้นไปที่เห็นเฟยหรงลงมืออย่างชัดเจน

     

    "รวดเร็วมากหากเป็นเช่นนี้ระดับจักรพรรดิของตระกูลเราถูกจัดการหมดแน่ ผู้อาวุโสใหญ่ส่งนักบุญออกไปข้าอยากรู้นักว่าเจ้าเด็กนี่จะรับมือได้หรือไม่"หมิงอู่หันไปหาผู้อาวุโสใหญ่ที่อยู่ข้างกาย ไม่นานเหล่านักบุญก็ลงสู่สนามในทันที

     

    "ท่านพี่ นี่มันออกจะมากเกินไปหน่อย ความจริงเราควรหยุดได้แล้ว"หมิงเหยียนผู้เป็นภรรยากล่าวออกมาด้วยความเหนื่อยใจ สามีของนางคนนี้ดูเหมือนจะสนใจในเจ้าหนุ่มคนนี้มากเกินไป มากจนอยากจะรู้ว่าขีดจำกัดของเจ้าหนุ่มนี่อยู่ตรงไหนอะไรอย่างนั้น นี่ขนาดยังไม่พูดคุยกันยังสนใจขนาดนี้นางไม่คิดเลยว่าหากทั้งสองได้พูดคุยกันมันจะขนาดไหน

     

    "เจ้าเด็กนั่นยังรับมือไหว"หมิงอู่กล่าวออกมาใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขายอมรับว่าในตอนแรกที่เข้ามาหมิงอู่คิดจะสั่งสอนเฟยหรงจริงๆเพื่อที่จะดูว่าเจ้าหนุ่มคนนี้จะยืนหยัดเพื่อลูกสาวของเขาได้สักเท่าไรกัน แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายรับมือคนของเขาได้สบายๆในใจก็เกิดตื่นเต้นและอยากจะรู้ขีดจำกัดของชายหนุ่มขึ้นมานั่นเอง

     

    "ข้าเห็นว่าควรพอได้แล้ว"เฟยหรงเอ๋ยขึ้นเสียงของเขาก้องไปทั่วทั้งบริเวณ กระบี่ลมปราณกว่าห้าสิบเล่มจ่อคอเหล่ารุ่นเยาว์ทั้งระดับนักบุญและระดับจักรพรรดิทั้งหมดที่เข้ามาจู่โจมเขา พร้อมทั้งแผ่ออร่าฆ่าฟันออกมาไม่สิ้นสุด

     

    และทันทีที่กระบี่ลมปราณสำแดงอำนาจของมันเหล่าคนที่มองดูไม่สามารถยืนติดเก้าอี้ได้อีกต่อไป พร้อมทั้งมองไปยังชายหนุ่มเป็นตาเดียวด้วยความตกตะลึงจนแทบหายใจไม่ออก

     

    "นะ นั่นมันกระบี่ลมปราณ!! เขาเป็นมือกระบี่ระดับแก่นแท้!!"ผู้อาวุโสพากันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ในตอนแรกที่เขาเห็นกระบี่เพลิงอัสนีของเฟยหรงนั่นไม่ได้ทำให้พวกเขาแปลกใจแต่อย่างใดเพราะมันเป็นการควบแน่นพลังวิญญาน แต่นี่คือการสร้างกระบี่ลมปราณนั้นแตกต่างออกไปเพราะมันเป็นตัวบ่งบอกว่าอีกฝ่ายอยู่ในระดับแก่นแท้กระบี่ แถมชายหนุ่มคนนี้ยังสร้างมันได้ถึงห้าสิบเล่มด้วยกันนี่มันมากกว่ามือกระบี่อันดับหนึ่งอย่างประมุขหอกระบี่ดาวตกด้วยซ้ำ

     

    นี่เป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่าอนาคตข้างหน้าของชายหนุ่มนั้นไร้ขีดจำกัดอย่างแท้จริง และการที่เจ้าหญิงของพวกเขาได้ครอบครองชายหนุ่มคนนี้ย่อมนำไปสู่ความรุ่งเรืองของตระกูลหมิงในอนาคตอย่างแน่นอน

     

    "ท่านประมุขข้าผ่านด่านทดสอบหรือยัง หรือมีใครยังต้องการจะประลองกับข้า!"เฟยหรงกล่าวออกไปสายตาชำเลืองมองเฟยอวิ้นเฉินที่นั่งสั่นอยู่ข้างๆผู้นำตระกูลเฟยนั่นเอง

     

    "เจ้าหนุ่มจริงอยู่เจ้ามีพรสวรรค์สูงล้ำแต่อย่าได้หยิ่งผยองมากเกินไป อย่าได้ลืมไปว่ามีพรสวรรค์มากมายล้วนแต่ไร้ค่าหากไม่ได้ใช้มัน"เฟยหวูคงกล่าวออกมาเช่นนั้น เฟยหรงที่ได้ยินถึงกับหัวเราะร่าออกมาอย่างช่วยไม่ได้ทำให้เหล่าคนที่อยุ่ ณ ที่นี้งุนงงกันไปตามๆกัน

     

    'หึ ชายคนนี้หากให้เทียบคงจะเป็นท่านลุงของข้าสินะ ดูเหมือนจะไม่ใช่คนดีสักเท่าไรเลยแห๊ะ"เฟยหรงคิดในใจ หากถามว่าทำไมเขาถึงคาดเดาเช่นนั้นคำตอบช่างง่ายดายเพราะชายคนนี้อายุเพียงแค่ร้อยกว่าปีเท่านั้นแถมพลังยังอยู่เพียงระดับประจักษ์แจ้งขั้นปลายไม่มีทางเป็นปู่ใหญ่ของเขาได้เลยแม้แต่น้อยนั่นเอง

     

    "หึ เช่นนั้นข้าจะจดจำเอาไว้ก็แล้วกัน"เฟยหรงกล่าวพร้อมเดินไปข้างๆหมิงเย่ที่กำลังเหม่อลอยอยู่ก่อนจะสกิดนางเบาๆจนหญิงสาวถึงกับสะดุ้งอย่างน่ารัก นั่นทำให้เฟยหรงอดที่จะขำท่าทางของนางตอนนี้ไม่ได้ ทางด้านตระกูลเฟยเมื่อเห็นท่าทางของตระกูลหมิงที่มีกับเฟยหรงแล้วพวกเขาก็ลุกขึ้นและไม่รั้งอยู่อีกต่อไปให้ขายหน้า

     

    "ยินดีกับตระกูลหมิงด้วยที่ได้รับลูกเขยดีๆเช่นนี้แต่ระวังไว้หน่อยก็ดี บางทีลูกเขยคนนี้ของท่านอาจจะอายุไม่ยืนกัน"เฟยหวูคงกล่าวจบก็สบัดอาภรณืเดินออกไป เห้นได้ชัดว่าคำกล่าวสุดท้ายคือคำขู่อย่างแน่นอน

     

    'เหอๆตระกูลเฟย ไม่คิดว่าจะเน่าเฟะได้ขนาดนี้ หากไม่ใช่เพราะเหล่าบรรพชนที่อยู่เบื้องหลังพวกมันจะยังคงครองตำแหน่งอันดับหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ได้อีกหรือ'เฟยหรงคิดในใจอย่างเบื่อหน่าย มิน่าปู่ของเขาถึงย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าเข้าไปในตระกูลหากไม่แข็งแกร่งพอ

     

    เฟยหรงส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ก่อนจะหันไปมองหมิงอู่และหมิงเหยียนที่มองเขาด้วยแววตาที่หลากหลายทั้งเต็มไปด้วยความประทับใจและความกังวลในเวลาเดียวกัน

     

    "การทดสอบลูกเขยข้าสิ้นสุดเพียงเท่านี้ ทุกคนแยกย้านกันได้ส่วนเย่เอ๋อกับเจ้าหนุ่มตามข้ามา"หมิงอู่กล่าวก่อนที่จะเดินออกไปบริเวณด้านหลังของโถงประชุม หมิงเย่และเฟยหรงเองก็ไม่รอช้าและรีบเดินตามทั้งสองไปในทันทีในระหว่างการเดินออกไปนี้เฟยหรงยังไม่วายที่จะจับมืออันเรียวงามของหญิงสาวเอาไว้จนทำให้นางทั้งเขินอายและอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก