การกลับเข้าวังของฉิวหลิวซีในฐานะหลงฮองเฮาสร้างความมั่นคงให้กับราชสำนักอย่างรวดเร็วและน่าอัศจรรย์ ในยามกลางวัน หลงฮองเฮาไม่ได้ประทับอยู่หลังม่านมุกอย่างสตรีทั่วไป นางได้ก้าวออกมาเคียงข้างฮ่องเต้ บริหารราชการแผ่นดินอย่างจริงจัง โดยใช้วิชาเต๋าและหลักการแห่งธรรมชาติในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
ครั้งหนึ่งเกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างเสนาบดีฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมและการเสริมกำลังทหารชายแดน ความขัดแย้งนี้ยืดเยื้อจนเกือบจะนำไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในราชสำนัก หลงฮองเฮาได้เสนอทางออกโดยใช้หลัก "หยินหยางสมดุล" นางชี้ให้เห็นว่า การป้องกันน้ำท่วมคือหยิน ซึ่งหมายถึงการบำรุงรักษาและปกป้องภายใน ส่วนการเสริมกำลังทหารคือหยาง ซึ่งหมายถึงการป้องกันและขยายอำนาจภายนอก ทั้งสองสิ่งต้องดำเนินไปพร้อมกัน
นางจึงเสนอให้ใช้พลังปราณสวรรค์ของตนเองในการสำรวจเส้นทางน้ำและจุดที่อ่อนแอของเขื่อน เพื่อลดงบประมาณการก่อสร้างลงครึ่งหนึ่ง และนำงบประมาณที่เหลือไปเสริมกำลังทหารแทน ความเฉลียวฉลาดและสติปัญญาที่เหนือกว่าทำให้ฮ่องเต้ทรงไว้วางพระทัยอย่างที่สุด ทรงให้ขุนนางเข้าเฝ้าฮองเฮาได้โดยตรงในบางเรื่องเพื่อขอคำปรึกษา การทำงานร่วมกันของทั้งสองพระองค์ทำให้แผ่นดินสงบสุขและเจริญรุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ยุคสมัยของฮ่องเต้องค์ใหม่จึงถูกขนานนามว่า "ยุคแห่งมังกรและหงส์คู่"
ในยามค่ำคืน บทบาทของหลงฮองเฮาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นางคือแหล่งพลังงานอันบริสุทธิ์ที่คอยเสริมสร้างพลังมังกรให้กับฮ่องเต้ เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า และแสงเทียนในพระราชวังเริ่มส่องประกายระยิบระยับ ทั้งสองพระองค์จะเข้าสู่ห้วงแห่งความรักที่ลึกซึ้งและศักดิ์สิทธิ์
ฮ่องเต้ทรงเดินเข้าไปในพระราชวังส่วนพระองค์ของหลงฮองเฮาด้วยก้าวเดินที่เต็มไปด้วยความปรารถนา แววตาของพระองค์เปล่งประกายด้วยไฟแห่งความรักที่ลุกโชน หลงฮองเฮานั่งอยู่ริมหน้าต่างใหญ่ที่มองเห็นสวนไผ่ใต้แสงจันทร์ ผมยาวสีดำราวกับไหมพรมถูกลมค่ำพัดปลิวไสว นางสวมชุดนอนสีขาวบางเฉียบที่ทำจากผ้าไหมเนื้อละเอียด เผยให้เห็นรูปร่างอันงดงามราวกับเทพธิดา
"ฮองเฮา..." เสียงเรียกของฮ่องเต้แผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความหวาดระวัง
หลงฮองเฮาหันมามองด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน ดวงตาคู่งามของนางเปล่งประกายด้วยแสงหยินที่อ่อนโยน "ฝ่าบาทเสด็จมาแล้วเจ้าคะ" นางลุกขึ้นเดินเข้าหาอย่างช้าๆ ทุกก้าวเดินของนางราวกับการเต้นรำที่งดงาม
ฮ่องเต้ทรงยื่นพระหัตถ์ออกไป หลงฮองเฮาวางมือเล็กๆ ของนางลงบนฝ่าพระหัตถ์ ความอบอุ่นจากการสัมผัสทำให้พลังปราณของทั้งสองเริ่มสั่นสะเทือนและผสานเข้าหากัน
"ข้าคิดถึงเจ้าตลอดทั้งวัน" ฮ่องเต้ทรงกระซิบ พระองค์ทรงดึงนางเข้ามาใกล้ จนสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอันหวานหอมจากผมของนาง
"ข้าก็เช่นกัน ฝ่าบาท" หลงฮองเฮาตอบด้วยเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย "ข้ารู้สึกได้ถึงพลังมังกรของฝ่าบาทที่เรียกหาข้าตลอดเวลา"
ฮ่องเต้ทรงโอบกอดนางเข้าในอ้อมพระอุระ ความอบอุ่นจากร่างกายของพระองค์ทำให้หลงฮองเฮารู้สึกปลอดภัยและเต็มไปด้วยความสุข พลังหยินมังกรสวรรค์ของนางเริ่มหมุนเวียนและตอบสนองต่อพลังมังกรทองของฮ่องเต้
"เจ้ารู้ไหมว่า ทุกครั้งที่ข้าสัมผัสเจ้า ข้ารู้สึกราวกับได้กลับบ้าน" ฮ่องเต้ทรงกระซิบข้างหูนาง ลมหายใจอุ่นๆ ของพระองค์ทำให้หลงฮองเฮาตัวสั่นเล็กน้อย
"ฝ่าบาท..." นางเรียกชื่อพระองค์ด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความรัก "ข้าอยากให้เวลานี้หยุดนิ่งตลอดไป"
ฮ่องเต้ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นลูบแก้มของนางอย่างอ่อนโยน "ในห้วงเวลาแห่งความรักของเรา เวลาคือสิ่งที่ไร้ความหมาย" พระองค์ทรงก้มพระเศียรลงจูบริมฝีปากของนางอย่างอ่อนหวาน
จูบแรกนั้นอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรัก แต่เมื่อพลังปราณของทั้งสองเริ่มผสานเข้าหากัน ความปรารถนาก็เริ่มลุกโชนขึ้น หลงฮองเฮาโอบคอฮ่องเต้และตอบสนองการจูบด้วยความกระตือรือร้น ลิ้นของทั้งสองเต้นรำกันอย่างลงตัว ราวกับการบ่มเพาะพลังหยินหยางที่สมบูรณ์แบบ
ฮ่องเต้ทรงอุ้มหลงฮองเฮาขึ้นและเดินไปยังเตียงที่ปูด้วยผ้าไหมสีทอง พระองค์ทรงวางนางลงอย่างอ่อนโยน ราวกับกำลังจัดวางดอกไม้อันล้ำค่า แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างทำให้ผิวขาวเนียนของหลงฮองเฮาเปล่งประกายราวกับหยกขาว
"เจ้างดงามเหลือเกิน" ฮ่องเต้ทรงกระซิบด้วยความชื่นชม พระองค์ทรงลูบไล้ผมยาวของนางที่กระจายอยู่บนหมอน
หลงฮองเฮายิ้มอย่างขี้อาย "ฝ่าบาทก็เช่นกัน พระองค์ทรงงดงามราวกับเทพบุตรที่ลงมาจากสวรรค์"
ฮ่องเต้ทรงเริ่มถอดเสื้อผ้าของพระองค์อย่างช้าๆ เผยให้เห็นร่างกายที่แข็งแรงและเต็มไปด้วยพลังมังกร ผิวของพระองค์เปล่งประกายด้วยแสงทองอ่อนๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของพลังมังกรทอง หลงฮองเฮามองด้วยความชื่นชมและความปรารถนา
"ข้าอยากสัมผัสพลังมังกรของฝ่าบาท" นางกระซิบ ขณะที่ยื่นมือไปสัมผัสอกของฮ่องเต้
เมื่อมือของนางสัมผัสผิวของฮ่องเต้ ประกายไฟแห่งพลังปราณก็พุ่งผ่านร่างกายของทั้งสอง ฮ่องเต้ทรงครางเบาๆ ด้วยความสุขสม พระองค์ทรงก้มลงจูบคอของนาง ลิ้นของพระองค์เลียไล้ผิวนวลของนางอย่างอ่อนโยน
"อ๊าห์..." หลงฮองเฮาครางเบาๆ เมื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นจากลิ้นของฮ่องเต้ ร่างกายของนางเริ่มสั่นเครือด้วยความปรารถนา
ฮ่องเต้ทรงค่อยๆ ถอดชุดนอนของหลงฮองเฮาออกอย่างอ่อนโยน เผยให้เห็นร่างกายที่สมบูรณ์แบบ พลังหยินมังกรสวรรค์ของนางเปล่งประกายด้วยแสงเงินอ่อนๆ ที่สวยงามเหมือนแสงจันทร์
"เจ้าช่างงดงามเหลือเกิน" ฮ่องเต้ทรงกระซิบด้วยความหลงใหล พระองค์ทรงใช้ปลายนิ้วลูบไล้ผิวของนางอย่างอ่อนโยน ทำให้หลงฮองเฮาสั่นเครือด้วยความสุข
ฮ่องเต้ทรงจูบลงไปตามลำคอของนาง ไล่ลงมาที่กระดูกไหปลาร้า หลงฮองเฮาโค้งหลังขึ้นเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นจากริมฝีปากของฮ่องเต้ ความรู้สึกนี้ทำให้พลังหยินในร่างกายของนางเริ่มหมุนเวียนอย่างรุนแรง
"ฝ่าบาท... ข้า..." นางพยายามพูดแต่เสียงก็สั่นเครือไปด้วยความปรารถนา
"อย่าพูดอะไร เจ้าแค่รู้สึกไปตามธรรมชาติ" ฮ่องเต้ทรงกระซิบ ขณะที่พระองค์ทรงใช้มือลูบไล้ร่างกายของนางอย่างช้าๆ ทุกการสัมผัสทำให้พลังปราณของทั้งสองผสานเข้าหากันมากขึ้น
หลงฮองเฮาใช้มือสัมผัสร่างกายของฮ่องเต้ เธอรู้สึกถึงพลังมังกรทองที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวของพระองค์ ความแข็งแกร่งและความอ่อนโยนผสมผสานกันอย่างลงตัว
"ข้าอยากให้ฝ่าบาทรู้สึกถึงพลังหยินของข้า" นางกระซิบ ขณะที่ใช้มือทั้งสองข้างโอบหน้าของฮ่องเต้และจูบพระองค์อย่างเร่าร้อน
การจูบครั้งนี้เต็มไปด้วยความปรารถนาและความรัก ลิ้นของทั้งสองเต้นรำกันอย่างลงตัว พลังหยินและหยางเริ่มหมุนเวียนระหว่างร่างกายของทั้งสอง ทำให้ทั้งคู่รู้สึกถึงความสุขสมที่ไม่เคยพบมาก่อน
ฮ่องเต้ทรงค่อยๆ เคลื่อนไหวร่างกายของพระองค์ให้ใกล้ชิดกับหลงฮองเฮามากขึ้น ความอบอุ่นจากผิวของทั้งสองทำให้พลังปราณเริ่มผสานเป็นหนึ่งเดียว
"เจ้าพร้อมแล้วหรือ?" ฮ่องเต้ทรงถามด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความรักและความเอาใจใส่
หลงฮองเฮาพยักหน้าเบาๆ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความไว้วางใจและความรัก "ข้าพร้อมแล้ว ฝ่าบาท"
เมื่อทั้งสองผสานเป็นหนึ่งเดียว ห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยแสงทองและแสงเงินที่เปล่งประกายสลับกัน พลังหยินหยางหมุนเวียนรอบตัวทั้งสองราวกับพายุหมุนแห่งพลังปราณ ความสุขสมที่ทั้งสองได้รับไม่ใช่เพียงแค่ความสุขทางกาย แต่เป็นการบ่มเพาะพลังที่ลึกซึ้งที่สุด
"อ๊าห์... ฝ่าบาท..." หลงฮองเฮาครางเบาๆ เมื่อรู้สึกถึงพลังมังกรทองที่ไหลเข้ามาในร่างกายของนาง
ฮ่องเต้ทรงเคลื่อนไหวอย่างอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรัก พระองค์ทรงระมัดระวังไม่ให้พลังของตนเข้มข้นเกินไป เพราะกลัวว่าจะทำให้นางรับไม่ไหว ทุกการเคลื่อนไหวของพระองค์เต็มไปด้วยความเอาใจใส่และความปรารถนาที่จะให้นางได้รับความสุขสูงสุด
"เจ้าช่างสวยงามเหลือเกิน" ฮ่องเต้ทรงกระซิบข้างหูนาง "ข้ารักเจ้ามากกว่าชีวิตของข้าเอง"
หลงฮองเฮาโอบคอฮ่องเต้แน่นขึ้น "ข้าก็รักฝ่าบาทเช่นกัน ข้าอยากอยู่กับฝ่าบาทแบบนี้ตลอดไป"
ขณะที่ทั้งสองจมอยู่ในห้วงแห่งความรัก พลังปราณของทั้งคู่ก็หมุนเวียนและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฮ่องเต้ทรงรู้สึกได้ว่าพลังมังกรทองของพระองค์กำลังแข็งแกร่งขึ้น แต่พระองค์ก็ทรงระมัดระวังไม่ให้พลังนั้นบรรลุถึงขีดสุด เพราะกลังว่าจะขึ้นสวรรค์ไปเหมือนพระราชบิดา
"ข้าต้องควบคุมตัวเอง" ฮ่องเต้ทรงคิดในใจ ขณะที่พระองค์ทรงใช้พลังปราณของตนโอบอุ้มพลังหยินของหลงฮองเฮาไว้ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนและดูดซับอย่างช้าๆ
หลงฮองเฮารู้สึกได้ถึงความระมัดระวังของฮ่องเต้ นางเข้าใจดีว่าพระองค์กำลังยับยั้งตัวเองเพื่อไม่ให้พลังบรรลุถึงขีดสุด นางจึงใช้พลังหยินมังกรสวรรค์ของตนช่วยปรับสมดุล ทำให้การบ่มเพาะพลังเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ
เวลาผ่านไปราวกับชั่วนิรันดร์ ทั้งสองจมอยู่ในห้วงแห่งความสุขสมและการบ่มเพาะพลัง เมื่อถึงจุดสูงสุด แสงทองและแสงเงินก็ระเบิดออกมาเป็นวงกลมใหญ่ ทำให้ทั้งห้องสั่นเครือเล็กน้อย
"อ๊าห์!" ทั้งสองครางพร้อมกัน เมื่อพลังปราณของทั้งคู่ผสานเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์
หลังจากนั้น ทั้งสองก็นอนโอบกอดกันอย่างแน่นแฟ้น ร่างกายของทั้งคู่ยังคงเปล่งประกายด้วยแสงอ่อนๆ จากพลังปราณที่เพิ่งผสานกัน
"ข้ารักเจ้า หลงฮองเฮา" ฮ่องเต้ทรงกระซิบ ขณะที่พระองค์ทรงลูบผมของนางอย่างอ่อนโยน
"ข้าก็รักฝ่าบาทเช่นกัน" หลงฮองเฮาตอบ ขณะที่นางซบหน้าเข้าหาอกของฮ่องเต้ "ข้าหวังว่าเราจะได้อยู่ด้วยกันแบบนี้ตลอดไป"
ทุกค่ำคืนที่ผ่านมาเป็นเช่นนี้ การร่วมรักของทั้งสองไม่ใช่เพียงการแสดงความรัก แต่เป็นการบ่มเพาะพลังหยินหยางขั้นสูงสุด ความสัมพันธ์ทางกายและใจที่ลึกซึ้งนี้ทำให้ทั้งสองไม่เพียงแต่เป็นคู่รัก แต่ยังเป็นคู่บำเพ็ญที่สมบูรณ์แบบ
สามปีผ่านไป หลงฮองเฮาก็ให้กำเนิดองค์ชายน้อยอีกพระองค์ ซึ่งเป็นทายาทที่ถอดแบบมาจากนางเอกอย่างชัดเจน องค์ชายมีรูปลักษณ์ที่งดงามราวกับหยกสลัก และที่สำคัญคือ มีร่างกายหยางสวรรค์ ซึ่งเป็นพลังหยางที่บริสุทธิ์และหายากยิ่ง
ในวันที่ประสูติ ซึ่งเป็นช่วงเวลากลางคืน ท้องฟ้ากลับมีปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์ แสงสว่างเจิดจ้าดุจเวลากลางวันส่องไปทั่วหล้า เป็นเวลาหนึ่งชั่วยามเต็ม แสงนั้นมิใช่แสงจากดวงอาทิตย์ แต่เป็นแสงสีทองอร่ามที่เต็มไปด้วยพลังปราณสวรรค์ ปรากฏการณ์นี้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนทั่วทั้งแผ่นดิน
เหล่าโหรหลวงต่างกราบทูลว่า "นี่คือบุตรแห่งแสงสว่าง มังกรหยางผู้จะนำพาความรุ่งโรจน์มาสู่แผ่นดิน" ฮ่องเต้ทรงทราบทันทีว่าบุตรชายผู้นี้คือมังกรหยางที่แท้จริง พระองค์จึงพระราชทานนามว่า "หลงหมิง" ซึ่งหมายถึงมังกรผู้ส่องสว่าง
การมีทายาทมังกรทองถึงสององค์ องค์ชายองค์โตเป็นมังกรหยิน และองค์ชายหลงหมิงเป็นมังกรหยาง ทำให้ราชวงศ์มีความมั่นคงและพลังอำนาจเหนือกว่าแคว้นใดๆ องค์ชายทั้งสองเติบโตขึ้นภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของบิดาและมารดา โดยเฉพาะองค์ชายหลงหมิงที่พลังหยางสวรรค์ของเขาช่วยปรับสมดุลพลังหยินในวังหลวงได้อย่างน่าอัศจรรย์
แม้ว่าชีวิตในวังจะเต็มไปด้วยความรัก ความสุขสม และความรุ่งโรจน์ แต่สำหรับหลงฮองเฮาที่เคยใช้ชีวิตแบบอิสระไร้กังวล การต้องเผชิญกับการแย่งชิงดีชิงเด่นของเหล่าสนมกำนัล กฎระเบียบที่เคร่งครัดของวังหลวง และพิธีรีตองอันน่าเบื่อหน่าย ก็กลายเป็นชีวิตที่น่าเบื่อหน่าย
นางรู้สึกราวกับนกที่ถูกขังอยู่ในกรงทอง แม้จะเป็นกรงที่สวยงามและเต็มไปด้วยความรักก็ตาม นางโหยหาอิสรภาพ การได้ท่องไปในธรรมชาติ การได้บ่มเพาะพลังอย่างสงบ ฮ่องเต้ทรงสังเกตเห็นความหม่นหมองในแววตาของนาง และทรงเข้าใจดีว่าความสุขที่แท้จริงของนางมิได้อยู่ในอำนาจและยศถาบรรดาศักดิ์
พระองค์ทรงตระหนักว่าความสุขของพระองค์คือการได้อยู่เคียงข้างนาง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม พระองค์ทรงเริ่มวางแผนการสละราชสมบัติอย่างลับๆ
เมื่อรัชทายาทองค์โต ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิชาและความรู้จากทั้งบิดาและมารดา อายุครบ 18 ปี และมีความสามารถในการปกครองแผ่นดินได้อย่างสมบูรณ์ ฮ่องเต้และหลงฮองเฮาก็ตัดสินใจครั้งสำคัญ ทั้งสองพระองค์สละราชสมบัติให้รัชทายาทขึ้นครองราชย์แทน
การสละราชสมบัติของฮ่องเต้ผู้ทรงอำนาจและฮองเฮาผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญา สร้างความตกตะลึงให้กับเหล่าขุนนางและพสกนิกร แต่ก็เป็นไปตามความต้องการของทั้งสองพระองค์ พระองค์ทรงทิ้งท้ายไว้เพียงว่า "แผ่นดินนี้มีผู้ดูแลที่เหมาะสมแล้ว ถึงเวลาที่ข้าจะต้องออกไปแสวงหาความสงบที่แท้จริง"
การสละราชสมบัติในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น ด้วยการเตรียมการมาอย่างดี องค์ชายหลงหมิงยังคงอยู่ในวังเพื่อช่วยพี่ชายบริหารราชการ ทั้งสองพระองค์จากไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงตำนานแห่งความรักและการเสียสละ
หลังจากสละราชสมบัติ ทั้งสองพระองค์ก็ออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วแผ่นดิน พวกเขาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ช่วยเหลือผู้ยากไร้ และเผยแผ่วิชาเต๋าให้แก่ผู้มีบุญ การเดินทางนี้กินเวลานานถึงแปดสิบปี เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุขและการบ่มเพาะพลังอย่างแท้จริง
พลังปราณของทั้งสองบรรลุถึงขั้นสูงสุด จนกระทั่งอดีตฮ่องเต้ก็สิ้นชีพลงด้วยวัยอันชรา แม้จะมีพลังปราณสูงส่งเพียงใด แต่ก็มิอาจต้านทานกฎแห่งวัฏสงสารได้ ฮ่องเต้จากไปอย่างสงบในอ้อมกอดของฉินหลิวซี ทิ้งไว้เพียงความทรงจำอันงดงามและพลังมังกรทองที่บริสุทธิ์
ก่อนสิ้นใจ พระองค์ทรงกระซิบว่า "ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่ทางช้างเผือก"
หลังจากนั้น หลงฮองเฮาก็ออกท่องยุทธภพตามลำพัง นางใช้ชีวิตอย่างอิสระอีกครั้งในนาม "เซียนหญิงหลิวซี" นางกลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันไปทั่ว เซียนหญิงผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์ราวกับหญิงสาววัยแรกแย้ม แต่มีพลังปราณที่ลึกล้ำเกินหยั่งถึง
นางยังคงช่วยเหลือผู้คน และแสวงหาความรู้ในเส้นทางแห่งเต๋า ชีวิตของนางดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด พร้อมกับความทรงจำอันล้ำค่าของมังกรทองผู้เป็นที่รัก การเดินทางของเซียนหญิงหลิวซีคือการค้นหาความหมายของชีวิตที่แท้จริง
นางใช้พลังหยินมังกรสวรรค์ของตนบ่มเพาะโลกใบนี้ และรอคอยวันที่พลังปราณของตนจะแข็งแกร่งพอที่จะทะลวงมิติไปพบกับคนรักอีกครั้ง ตำนานของเซียนหญิงหลิวซีจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของโลกและสวรรค์ตลอดไป