เมื่อทุกคนเปลี่ยนอาชีพ: สัตว์อัญเชิญของข้าล้วนเป็นขนาดยักษ์!

    เล่มที่ 3 บทที่ 67 มุ่งสู่มหาวิทยาลัยเหยียนหลง

            มหาวิทยาลัยเหยียนหลง

            ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาทางตอนเหนือของเมืองหลวงหลงกั๋ว

            อาคารเรียนมากมายเรียงรายทั้งศาลาหอคอย อาคารสูงตระหง่านผสมผสานความงามแบบโบราณและความทันสมัยเข้ากันได้อย่างลงตัวก่อเกิดเป็นความงามลึกลับชวนตะลึง

            แม้จะถูกเรียกว่ามหาวิทยาลัยแต่กลุ่มอาคารที่ตั้งอยู่ในภูเขานี้กลับกินพื้นที่กว้างขวางไม่แพ้เมืองขนาดเล็กเลยทีเดียว

            ที่แห่งนี้มีประชากรอาศัยอยู่ถาวรราวสองล้านคนโดยมีจำนวนคณาจารย์และนักศึกษาเกือบหนึ่งพันคนส่วนที่เหลือล้วนเป็นผู้ที่คอยให้บริการแก่เหล่าอัจฉริยะและผู้แข็งแกร่งทั้งหลาย

            ใจกลางของกลุ่มอาคารแห่งนี้มีหอคอยสูงกว่าสามร้อยเมตรตั้งตระหง่านราวกับคมดาบที่แทงทะลุฟ้า

            นี่คืออาคารเรียนหลักของมหาวิทยาลัยเหยียนหลง‘หอคอยนิรันดร์’ นั่นเอง

            มันไม่เพียงเป็นสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่แต่ยังเป็นป้อมปราการแห่งสงครามระดับที่เกินจะจินตนาการได้

            ตลอด700ปีนับตั้งแต่เจตจำนงแห่งสวรรค์ตื่นขึ้นมาหอคอยนิรันดร์ได้ปรากฏกายขึ้นในสนามรบแห่งพิภพสวรรค์นับครั้งไม่ถ้วนบดขยี้ศัตรูนับไม่ถ้วนเพื่อหลงกั๋วและดาวเคราะสีน้ำเงิน

            พื้นผิวของมันเต็มไปด้วยรอยดำนับไม่ถ้วนรวมถึงร่องรอยการต่อสู้ที่พาดผ่านล้วนเป็นเหรียญตราแห่งเกียรติยศที่ส่องประกายหลังการต่อสู้แต่ละครั้ง

            แม้เพียงยืนมองใกล้ๆก็ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเลือดและไฟที่อบอวล

            ในตอนนี้

            ตึงตึง ตึง!!

            เสียงเคาะประตูดังขึ้นที่ชั้นบนสุดของหอคอยนิรันดร์

            “เชิญ!”

            เสียงอันอบอุ่นดังขึ้นเมื่อมู่หว่านอิ๋งอาจารย์ระดับหนึ่งผู้เป็นอาจารย์แนะแนวได้ผลักประตูเข้ามายังโต๊ะทำงานอันกว้างขวาง

            “ท่านคณบดี!”

            เธอเฝ้ามองร่างที่กำลังขะมักเขม้นเขียนหนังสืออยู่บนโต๊ะทำงานแล้วเอ่ยทักทายอย่างระมัดระวัง

            “มาแล้วเหรอ!”

            คณบดีได้ยินดังนั้นจึงวางปากกาในมือลงแล้วเงยหน้าขึ้นเผยรอยยิ้มอ่อนโยน

            ชายผู้นี้มีอายุราวสามสิบปีรูปร่างหน้าตาธรรมดา สายตาอบอุ่น ดูแล้วไม่สะดุดตาเป็นพิเศษ

            แต่ภายใต้สายตาอันอบอุ่นนี้ไม่ว่ามู่หว่านอิ๋งจะมาที่นี่กี่ครั้ง เธอก็ยังคงรู้สึกประหม่าหรือจะเรียกได้ว่านอบน้อมเป็นพิเศษ

            ท่านคณบดีผู้นี้คือผู้แข็งแกร่งระดับเปลี่ยนอาชีพขั้นแปดที่มีบทบาทสำคัญในหลงกั๋วชื่อเสียงของ ‘อัศวินโลหิต’ ก้องกังวานไปทั่วสมรภูมิพิภพสวรรค์เขาคือบุคคลผู้ผ่านการสังหารมานับไม่ถ้วน!

            “ท่านคณบดี วันนี้เป็นวันรายงานตัวนักศึกษาใหม่ฉันมารับรางวัลของนักศึกษาใหม่หวังเฉินค่ะ”

            เมื่อความคิดสงบลงแล้วมู่หว่านอิ๋งจึงกล่าวด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

            “หวังเฉิน?”

            “ลูกสัตว์อสูรยักษ์นั้นไม่ต้องรีบร้อนนักเล่าเรื่องเจ้าหนุ่มน้อยคนนี้ให้ฉันฟังหน่อยฉันต้องการความเห็นที่ตรงไปตรงมาที่สุดจากคุณ”

            คณบดีได้ยินดังนั้นก็ดูเหมือนจะสนใจเอนหลังพิงเก้าอี้พลางมองมู่หว่านอิ๋งอย่างอ่อนโยน

            “เขาอัจฉริยะเหนือโลกค่ะ!”

            มู่หว่านอิ๋งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม

            “ฉันไม่เคยเห็นนักเรียนคนไหนที่เชี่ยวชาญเทคนิคการต่อสู้ได้ถึงขีดสุดในวัยนี้ราวกับมันหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของสัญชาตญาณในร่างกายเลยค่ะ”

            “แล้วมังกรของเขาล่ะ?”

            “แม้ว่าครั้งนี้ฉันจะยังไม่เห็นมังกรน้ำแข็งตนนั้นออกมาต่อสู้แต่จากพลังที่หวังเฉินแสดงให้เห็น…” มู่หว่านอิ๋งเว้นช่วงไปครู่หนึ่งด้วยสีหน้าตกตะลึงแล้วกล่าวต่อว่า “น่าจะเป็นสัตว์อสูรเทพบรรพกาลระดับจักรพรรดิขึ้นไปเลยค่ะ!”

            “ระดับจักรพรรดิ?”

            เมื่อได้ยินดังนั้นดวงตาของคณบดีก็พลันมีประกายไฟฟ้าแลบแปลบปลาบราวกับมีสายฟ้ากำลังก่อตัวอยู่เบื้องหลัง

            “ช่างเป็นนักเรียนที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!”

            “เขามาถึงแล้ว…”

            รอยยิ้มบนใบหน้าของคณบดีกว้างขึ้นสายตาพลันหันไปมองนอกห้องราวกับจะทะลุสิ่งกีดขวางมากมายมองเห็นสิ่งที่ทำให้เขายินดี

            “ไปเถอะ มอบสัตว์อสูรยักษ์ให้เขา แล้วบอกเขาด้วยว่าหากมีอะไรสงสัยสามารถมาถามฉันได้ที่นี่”

            “นี่…”

            เมื่อได้ยินคำพูดแฝงนัยของคณบดีมู่หว่านอิ๋งก็ตกตะลึง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่ออย่างยิ่ง

            แต่ยังไม่ทันที่เธอจะถามรายละเอียดพลังเวทมนตร์สายหนึ่งก็เปล่งประกาย แล้วเธอก็ถูกส่งตัวออกจากห้องทันที

            ...

            ด้านหน้ามหาวิทยาลัยเหยียนหลง

            “นี่คือมหาวิทยาลัยเหยียนหลงเหรอ?”

            “ให้ความรู้สึกว่าใหญ่กว่าเมืองตงหลิงของเราซะอีก!”

            ซือถูอวี้พึมพำกับตัวเองหน้าตาท่าทางดูราวกับบ้านนอกเข้ากรุง

            ด้านข้างหวังเฉินเองก็มีสีหน้าเหม่อลอยเล็กน้อย

            กลุ่มอาคารอันยิ่งใหญ่แห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่จนมองไม่เห็นสุดขอบเขตด้วยตาเปล่า

            สิ่งที่เรียกว่าเมืองมหาวิทยาลัยในชาติก่อนของเขานั้นเปรียบเทียบกับที่นี่แล้วก็แค่เศษเสี้ยว!

            เมื่อคิดว่านี่จะเป็นที่ที่เขาจะใช้ชีวิตอยู่ไปอีกสามปีเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น

            “น่าตกตะลึงใช่ไหมล่ะ?”

            ในตอนนี้เสียงผู้หญิงใสๆ ก็ดังขึ้นจากด้านข้าง อาจารย์แนะแนว มู่หว่านอิ๋งมาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

            “ยินดีต้อนรับพวกเธอสู่มหาวิทยาลัยเหยียนหลง!”

            “สวัสดีครับ/ค่ะ อาจารย์มู่!”

            เมื่อเห็นอีกฝ่ายหวังเฉินและซือถูอวี้ก็รีบทักทายอย่างสุภาพ จากนั้นก็มองสำรวจอีกฝ่ายด้วยความสงสัย

            ทั้งสองคนได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเหยียนหลงมาบ้างในช่วงสองสามวันนี้จึงทราบดีว่าอาจารย์ผู้มีรอยยิ้มอ่อนโยนคนนี้คืออาจารย์ระดับหนึ่งผู้แข็งแกร่งระดับเปลี่ยนอาชีพขั้นห้า

            การที่เธอออกมาต้อนรับด้วยตัวเองเช่นนี้พวกเขารู้สึกเกรงใจเหลือเกิน

            “บังเอิญเจอกันพอดี งั้นฉันถือโอกาสพาพวกเธอไปลงทะเบียนเลยก็แล้วกัน”

            “จะได้ไม่โดนพวกรุ่นพี่ตัวร้ายเล่นงานเอา”

            มู่หว่านอิ๋งอธิบายสั้นๆแล้วหันหลังพาคนทั้งสองเดินเข้าไปในโรงเรียน

            โดนเล่นงาน?

            หวังเฉินที่เดินตามหลังมาหัวเราะหึๆในใจ แน่นอนว่าไม่ว่าจะที่ไหน ก็หนีไม่พ้นการที่รุ่นพี่‘แสดงความรัก’ ต่อรุ่นน้องหรอก

            “สวัสดีครับอาจารย์มู่!”

            ในเวลานั้นมู่หว่านอิ๋งพาคนทั้งสองมาถึงจุดลงทะเบียนภายในประตูของมหาวิทยาลัยนักเรียนสามคนซึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะก็รีบลุกขึ้นยืนทักทายอย่างนอบน้อม

            นักเรียนทั้งสามคนเป็นชายสองหญิงหนึ่งอายุไม่เกินยี่สิบปี และทุกคนมีพลังระดับเปลี่ยนอาชีพขั้นสามแล้ว

            “อาจารย์มู่คะ แบบนี้มันไม่ดีเลยนะคะ คะแนนหน่วยกิตแค่จิ๊บๆแบบนี้ก็ยังไม่เว้น”

            เมื่อมู่หว่านอิ๋งเดินมาใกล้เด็กสาวในสามคนก็เผยสีหน้าไม่พอใจออกมา

            “เอาล่ะ! ฉันก็แค่ผ่านมาพอดี ไม่ได้จะมาแย่งหน่วยกิตของพวกเธอหรอก”

            มู่หว่านอิ๋งมองเด็กสาวอย่างหงุดหงิด

            เด็กสาวได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าอย่างเชื่อฟังหยิบแบบฟอร์มลงทะเบียนขึ้นมา แล้วจ้องมองหวังเฉินตาไม่กะพริบ

            หล่อมาก!ดูเหมือนว่าตำแหน่งหนุ่มฮอตประจำมหาวิทยาลัยในปีนี้คงต้องเปลี่ยนคนแล้ว

            “สวัสดีจ้ะรุ่นน้อง รบกวนกรอกข้อมูลส่วนตัวด้วยนะจ๊ะ!”

            “สวัสดีครับรุ่นพี่!”

            หวังเฉินพยักหน้าอย่างสุภาพกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียนแล้วยื่นกลับไป

            “หวังเฉิน?!!!”

            รุ่นพี่ปีสองที่ตั้งใจจะแอบจดข้อมูลติดต่อได้เห็นชื่อบนแบบฟอร์มลงทะเบียนก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา

            ไม่น่าแปลกใจเลยที่อาจารย์มู่ถึงได้พาเขามาลงทะเบียนด้วยตัวเอง

            ที่แท้ก็คือผู้ฝึกสัตว์อสูรยักษ์ผู้ทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรเทพบรรพกาลนั่นเอง!

            “รุ่นน้อง มีแฟนหรือยังคะ?” รุ่นพี่ปีสองมองหวังเฉินดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับ

            นี่คือผู้แข็งแกร่งระดับเปลี่ยนอาชีพขั้นเจ็ดในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย!

            “รุ่นพี่คะ ของฉันกรอกเสร็จแล้วค่ะ!”

            ยังไม่ทันที่หวังเฉินจะพูดซือถูอวี้ก็เบียดเข้ามาด้วยความไม่พอใจจ้องมองรุ่นพี่สาวด้วยท่าทางดุดันราวกับเสือดาวตัวน้อยที่ถูกรุกรานอาณาเขต

            น่าโมโหชะมัด!

            ทำไมถึงทำเหมือนฉันไม่มีตัวตนแบบนี้ล่ะ?

            แต่รุ่นพี่ปีสองกลับไม่สนใจรับแบบฟอร์มลงทะเบียนอย่างขอไปที สายตายังคงจ้องมองหวังเฉินไม่วางตาราวกับติดหนึบอยู่บนตัวเขา

            ไม่รู้ว่ารุ่นน้องจะรังเกียจไหมถ้ามีแฟนเพิ่มอีกคน?

            เมื่อเห็นฉากนี้รุ่นพี่ปีสองอีกสองคนข้างๆ ก็เผยรอยยิ้มขมขื่นในใจ อดไม่ได้ที่จะอิจฉา

            ผู้หญิงคนนี้ช่างตื้นเขินเสียจริง

            จำเป็นต้องทำขนาดนั้นเลยเหรอ?

            รุ่นน้องคนนี้ก็แค่หล่อกว่าพวกเรานิดหน่อยเท่านั้นเอง!

             

    คล้ายกับเรื่องเมื่อทุกคนเปลี่ยนอาชีพ: สัตว์อัญเชิญของข้าล้วนเป็นขนาดยักษ์! ที่คุณอ่าน