ตอนที่ 176 เดิมพันข้อตกลง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เฟิร์สมีท่าทางตกใจเมื่อเบรกอร์กล่าวถึงกฎเกณฑ์โลก เขาไม่รู้ว่าตัวตนที่เดม่อนตนนี้กล่าวถึงนั้นเป็นตัวตนเช่นใด หรือว่าเดม่อนตนนี้จะสามารถทำเช่นนั้นได้
ถ้าอย่างนั้นก็มีผู้ใช้อักขระอยู่ที่นั่นหรือ?
หรือว่าไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ใช้อักขระก็สามารถทำได้?
ภายในหัวปรากฏคำถามผุดขึ้นมามากมาย
ในตอนนี้เฟิร์สแทบจะรู้สึกว่าตนเองยังเป็นตัวตนที่เล็กจ้อยมาก ในระดับที่สูงขึ้นไปยังมีเรื่องราวต่างๆ มากมายที่เขาไม่รู้
หากไม่นับเรื่องสิ่งมีชีวิตหลากโลกา ขอบเขตบ่มเพาะครึ่งเทพหรือครึ่งเซียนนั้นก็เป็นขอบเขตสูงสุดที่เขารับรู้ ซึ่งหากจะให้คาดเดา แน่นอนว่าย่อมต้องมีขอบเขตที่สูงขึ้นไป อย่างเทพแท้จริงหรือเซียนแท้จริงเป็นต้น
‘หรือว่าเหล่าเทพเซียนจะมีอำนาจในการกำหนดกฎเกณฑ์เหล่านี้’ เฟิร์สคิดอย่างไม่แน่ใจ
เขารู้สึกมึนงงอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเอ่ยต่อไป
“เพียงแค่สร้างกฎเกณฑ์โลกให้แข็งแกร่งก็ป้องกันการรุกรานจากต่างมิติได้อย่างนั้นหรอ?”
“ใช่” เกรบอร์เอ่ยตอบ
ร่างอันมหึมาจ้องมองสิ่งมีชีวิตอันเล็กจ้อยตรงหน้าแล้วแสดงความหงุดหงิดออกมา
“เจ้ามีอะไรอีกหรือไม่ หากไม่มีก็ไสหัวออกไปจากที่นี่ซะ” น้ำเสียงที่ขุ่นเคืองดังขึ้นอย่างกึกก้อง
เฟิร์สมองเห็นท่าทางที่อารมณ์ไม่ดีของเดม่อนตรงหน้าแล้ว เขาก็ไม่ได้คิดที่จะสืบอะไรอีกต่อไป
เขาที่อ้างผู้อยู่เบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่ทำให้เดม่อนตรงหน้านั้นยอมพูดคุยดีๆ หากมันผู้นี้หมดความอดทนแล้วล่ะก็ เขาอาจจะระเบิดโทสะทุ่มเทพลังลงมาที่นี่ ซึ่งเฟิร์สในตอนนี้ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมันอย่างแน่นอน
เห็นได้ชัดว่าร่างที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่พลังทั้งหมดของเดม่อน แต่มันถูกจำกัดไว้ด้วยกฎเกณฑ์บางอย่างของอบิส ทำให้พลังถูกจำกัดอยู่ในแรงค์ SSS เท่านั้น
หากมันปะทุโทสะขึ้นมา ส่งพลังมาที่ร่างจุตินี้ในคราเดียว ไม่เพียงร่างจุติจะถูกทำลายแต่พลังทำลายล้างย่อมสามารถคุกคามชีวิตของเฟิร์สได้
ดังนั้นเฟิร์สจึงไม่ต้องการที่จะยั่วโทสะตัวตนเช่นนี้มากนัก เขาต้องอาศัยจังหวะที่อ้างตัวตนเบื้องหลังนี้ได้ผล หาทางกลับบ้านของเขาให้ได้
“ได้ ข้าเองก็ไม่อยากรบกวนท่านนัก แต่ปัญหาก็คือข้าไม่มีพลังที่จะกลับดาวเคราะห์เดิม จึงต้องรบกวนเรียกท่านมา แท้จริงแล้วจุดประสงค์ของข้าคือต้องการให้ท่านเปิดประตูกลับบ้านให้กับข้า” เฟิร์สเอ่ยออกมาตามตรง
ในแววตาของเดม่อนเบรกอร์ลอบตกใจขึ้นมา
“ไม่ใช่ว่าเบื้องหลังของเจ้ายิ่งใหญ่มากอย่างนั้นหรอ? ทำไมไม่เรียกให้เขามาช่วยเหลือเจ้าล่ะ” เบรกอร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูแคลน
“ท่านแน่ใจหรอว่าจะให้เบื้องหลังของข้าร่อนลงมาที่นี่? หากไม่เห็นแก่ท่าน เมื่อเขาร่อนลงมาที่นี่จริงเกรงว่ามิติแห่งนี้คงจะรองรับพลังไว้ไม่ไหว แต่หากท่านไม่ถือสาข้าก็จะเรียกเขาออกมา” เฟิร์สกล่าวด้วยท่าทีที่สบายๆ เขาอ้างชื่อสิ่งมีชีวิตหลากโลกาท่านนั้นอีกครั้ง ด้วยหัวใจที่หวั่นๆ
ท่าทางของเบรกอร์ดูชะงักไปทันที ในหัวคิดถึงผลลัพธ์ที่อีกฝ่ายกล่าวอย่างรวดเร็ว
‘บรรพชนโบราณร่อนลงมาที่นี่หรือ? นั่นย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ตัวตนที่สูงส่งอย่างนั้น เพียงแค่คิดก็สามารถทำลายอบิสแห่งนี้ได้ง่ายดายแล้ว แต่ถ้าหากเขาลงมือให้กับสิ่งมีชีวิตเล็กจ้อยตรงหน้านี้จริงๆ เกรงว่าหลังจากนั้นที่นี่จะต้องถูกทำลายอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นทางใดก็ล้วนมีแต่เสียหายทั้งสิ้น’ เบรกอร์เกิดความจนใจขึ้นมา
เขาเก็บกดความเจ็บใจเอาไว้แล้วเอ่ย
“การจะเปิดประตูอบิสแต่ละครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มันจำเป็นต้องใช้พลังสปีริตจำนวนมหาศาล อบิสแห่งนี้พึ่งเปิดประตูไปไม่นานพลังสปีริตก็ลดน้อยลงอยู่แล้ว แต่เจ้ายังดูดพลังสปีริตของข้าเข้าไปอีกทำให้มันลดลงเข้าไปใหญ่ หากเจ้าต้องการเปิดประตูอีกครั้ง เจ้าจำเป็นต้องคืนพลังสปีริตเหล่านั้นออกมา”
เฟิร์สมองคำพูดของเบรกอร์ออกในทันที เขาไม่ใช่เด็กน้อยที่ไร้เดียงสาถึงจะเชื่อลมปากเช่นนี้
แต่ถึงอย่างนั้นอย่างน้อยๆ เขาก็รู้ว่าการเปิดประตูอบิสนั้นต้องใช้พลังสปีริตเป็นกุญแจ
“ใช้พลังสปีริตเป็นกุญแจ ถ้าอย่างนั้นหากต้องการทำลายประตูเพื่อไปอีกโลกหนึ่งก็ต้องใช้พลังสปีริตจำนวนมากใช่หรือไม่?” เฟิร์สแอบล้วงความลับอีกอย่างของเดม่อน
เบรกอร์ชะงักในทันที มันหรี่ดวงตาลงและจ้องมองไปที่เฟิร์สอย่างไม่สบอารมณ์นัก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมา
การไม่พูดนั้นเป็นคำตอบอย่างหนึ่ง
ตอนนั้นเองเฟิร์สก็รู้แล้วว่าสิ่งที่มนุษย์คิดว่าราชาหรือนางพญาเป็นผู้ที่ทำลายประตูอบิสนั้นเป็นเรื่องที่ผิด แต่เจ้าของอบิสที่เป็นคนทำมันขึ้นมานั้นกลับเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
เพราะหากเป็นอย่างที่มนุษย์คิด จ้าวมิติอบิสคงจะชี้นำมอนสเตอร์ให้บุกทำลายประตูนับตั้งแต่มันเปิดออกมา เพราะวิญญาณของมนุษย์เป็นทรัพยากรคุณภาพสูง หากไปเก็บเกี่ยวยังโลกโดยตรงย่อมสามารถเก็บเกี่ยวได้มากกว่า แต่พวกเขากลับไม่ได้ทำเช่นนั้น
เหตุผลที่แท้จริงเพราะมีพลังสปีริตไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องสั่งสมระยะหนึ่งเพื่อกัดกร่อนประตูแล้วใช้มอนสเตอร์บุกทำลายเข้าไป เพราะเหตุนี้มนุษย์จึงคิดว่าราชามอนสเตอร์หรือนางพญาเป็นผู้ที่ทำลายประตูเหล่านั้นจนทำให้เกิดเหตุการณ์อบิสแตก
“เอาล่ะๆ ข้าไม่ล้อท่านเล่นแล้ว แต่น่าเสียดายที่พลังสปีริตของท่านข้าไม่สามารถคืนให้ท่านได้เพราะข้าหลอมแปรมันไปหมดแล้ว” เฟิร์สกล่าวอย่างทีเล่นทีจริง
ตอนนั้นเองใบหน้าของเบรกอร์ก็กลายเป็นขึงขังขึ้นมา
“ถ้าอย่างนั้นก็ยังเปิดประตูไม่ได้ ถ้าเจ้าต้องการเปิดก็ต้องรอพลังสปีริตฟื้นฟูกลับมาอีกครั้งเสียก่อน เพราะหากเปิดประตูในตอนนี้พลังสปีริตที่สูญเสียไปจะทำให้มอนสเตอร์ของข้าต้องล้มตายและการผลิตขึ้นมาใหม่จะต้องหยุดชะงัก การสูญเสียนี้ข้าไม่มีทางยอมรับได้” เบรกอร์กล่าวเสียงดังกึกก้อง ท่าทีของเขาเต็มไปด้วยความไม่ยอม
เฟิร์สยังคงสงบนิ่งเหมือนดังเริ่มแรก เขาไม่ได้หวั่นไหวไปกับท่าทีเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
“ข้ารอนานขนาดนั้นไม่ได้หรอก และแน่นอนว่าเบื้องหลังของข้าก็รอข้านานขนาดนั้นไม่ได้เช่นกัน หากท่านไม่ยอมรับข้อเสนอของข้า ข้าก็คงต้องพึ่งพลังของเบื้องหลังแล้วล่ะ ท่านแน่ใจแล้วจริงๆ หรอว่าจะยอมให้พลังของคนผู้นั้นร่อนลงมาที่นี่?” เฟิร์สกล่าวออกมาอย่างมั่นใจ
เขานั้นใจกล้าเป็นอย่างมาก กล้าที่จะข่มขู่เดม่อนที่ทรงพลังด้วยการโกหกเอ่ยอ้าง
นี่คือการเดิมพันของเขา!
สีหน้าของเดม่อนเบรกอร์เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมในทันที
หากสิ่งมีชีวิตบรรพชนโบราณร่อนลงมาแน่นอนว่าอบิสแห่งนี้ต้องพังทลาย แต่แค่อบิสพังทลายก็แล้วไปเถอะ ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นบรรพชนโบราณอาจจะต้องการระบายโทสะ ชีวิตน้อยๆ ของเขาย่อมไม่มีทางรองรับโทสะนั้นได้ ต่อให้จะพึ่งพิงผู้มีอำนาจในเผ่าก็แทบไม่มีความหวังเลย
เบรกอร์เป็นสิ่งมีชีวิตระดับนี้ย่อมต้องไตร่ตรองทุกอย่างอย่างรอบคอบ
เมื่อชั่งผลดีผลเสียแล้ว มันก็แทบจะไม่เหลือทางเลือกให้กับเขา
แต่หากต้องทำการเปิดประตูอบิสอีกครั้งแล้ว การบ่มเพาะของเขาจะต้องหยุดชะงักไปเป็นเวลานาน
เขานั้นเสาะหาอบิสสีแดงมาในมูลค่าสูง การจะเสียมันไปย่อมต้องทำให้เจ็บปวดใจ
เฟิร์สที่เห็นเบรกอร์ขบคิดอยู่นานก็เริ่มร้อนรนขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทางใดๆ เผยออกมา
เขานั้นรู้ว่าเดม่อนตนนี้กลัวที่จะสูญเสียพลังอบิสไปจนทำให้การบ่มเพาะหยุดชะงัก แล้วตอนนั้นเองเขาก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้
“อ้อ! หากท่านเกรงกลัวเรื่องพลังสปีริต ฉันไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะทดแทนได้หรือไม่ แต่ไม่นานมานี้ดูเหมือนฉันจะพบหนอนแมลงแฝงตัวอยู่ในอบิสของท่าน” เฟิร์สเอ่ยพร้อมกับโบกมือไปข้างหน้า
ภาพเหตุการณ์ตอนที่เขาต่อสู้กับมอนสเตอร์ต้นไม้ปีศาจพลันปรากฏออกมา
สิ่งนี้เองทำให้โทสะของเบรกอร์ต้องลุกโชน
“กล้ามากที่แฝงตัวเข้ามาหาผลประโยชน์ในอบิสของข้า ก็ได้ ... เห็นแก่ความดีความชอบของเจ้าในครั้งนี้ ข้าจะช่วยเจ้าเปิดประตูให้เจ้ากลับบ้าน” เบรกอร์เอ่ยด้วยท่าทางที่ขึงขังราวกับมีโทสะเป็นอย่างมากที่ได้พบว่ามีคนแอบเป็นกาฝากในอบิสของเขา
แต่ท่าทางที่เขาแสดงออกมานั้นเกินจริงไปอยู่บ้าง เพียงแค่มองเฟิร์สก็รู้ว่านี่คือการแสดง
ใช่แล้ว ... แท้จริงแล้วเบรกอร์ได้ตัดสินใจไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่เขากำลังแสดงละครเพื่อไม่ให้ตนเองผูกอาฆาตกับผู้มีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่เช่นเฟิร์ส
‘คนคนนี้ต่อให้ไม่เป็นมิตรก็ไม่ควรเป็นศัตรู ฉันไม่สามารถก้าวเดินอย่างผิดพลาดได้’ เบรกอร์คิดในใจ