จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 154 ซีลั่วมาเยือน

                ยามที่ไป๋หยุนเฟยมาถึงห้องโถงใหญ่ก็พบว่านอกจากตนเองแล้ว จิ้งหมิงเฟิงและคนอื่นๆล้วนมาพร้อมหน้ากันแล้ว

                คนตระกูลเย่ยามนี้กำลังสนทนากันอย่างสนุกสนานจิ้งหมิงเฟิงกับเทียนหมิงก็พูดคุยกันอยู่ บนใบหน้าของทุกคนล้วนประดับด้วยรอยยิ้ม กล่าววาจาไปพลางยิ้มแย้มไปพลางขณะที่ไป๋หยุนเฟยก้าวเท้าเข้ามาในห้องก็พบเห็นใบหน้าอันสดใสเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาของเย่ถิงเพียงมองแวบเดียวก็ดูออกว่าแตกต่างจากก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายอันเข้มแข็งโอ่อ่าเปี่ยมบารมีอันเป็นผลจากความมั่นใจเปี่ยมล้นต่อพลังอันเข้มแข็งของตนเอง

                ไป๋หยุนเฟยเมื่อปรากฏกายขึ้นสายตาทุกคู่ในห้องโถงก็จับจ้องมาเย่ถิงและเย่เฉวียนเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกันด้วยความตกตะลึงเห็นได้ชัดว่าทั้งคู่มองออกถึงระดับพลังที่เพิ่มขึ้นของไป๋หยุนเฟย

                “ใช้เวลาเพียงคืนเดียวก็สามารถบรรลุด่านภูตวิญญาณระดับปลายได้แล้ว!” เย่ถิงลอบประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีอันใดออกมาก่อนหน้านี้มันทราบว่าไป๋หยุนเฟยเป็นภูตวิญญาณระดับกลางแต่ก็ไม่กล้าจะสำรวจอย่างละเอียดว่าเพิ่งบรรลุระดับกลางหรือใกล้จะบรรลุระดับปลายแล้วในใจจึงคาดเดาว่าจะเป็นอย่างหลังและเมื่อคืนอาจจะบังเอิญบรรลุพลังได้เท่านั้น ---แน่นอนว่ามันคุ้นเคยกับไป๋หยุนเฟยที่สร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้คนมาตลอดมากขึ้นแล้วดังนั้นจึงไม่ได้ตื่นตกใจอะไรนัก

                แต่เมื่อพบหน้าผู้มีพลังด้อยกว่าเช่นไป๋หยุนเฟยเย่ถิงกลับไม่กล้าแสดงท่าทีเพิกเฉย มันถึงกับลุกขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มก่อนจะเดินเข้ามาเชิญไป๋หยุนเฟย“คุณชายไป๋ ยินดีด้วย ยินดีด้วยท่านอายุเยาว์วัยแต่กลับบรรลุถึงด่านภูตวิญญาณระดับปลายแล้ว ช่างเป็นพรสวรรค์อันน่าตื่นตะลึงเป็นที่เลื่อมใสนัก!”

                ไป๋หยุนเฟยยิ้มพลางพยักหน้าให้แก่ทุกคนจากนั้นจึงผายมือเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายกลับไปยังที่นั่ง ส่วนตนเองก็เดินไปนั่งที่ด้านข้างจิ้งหมิงเฟิงก่อนจะยิ้มพลางกล่าวว่า“ท่านผู้นำตระกูลเย่ชมเกินไปแล้ว เพียงแค่บังเอิญทะลวงผ่านได้เท่านั้นข้าสมควรจะยินดีกับท่านมากกว่าที่บรรลุด่านบรรพวิญญาณได้สำเร็จนับแต่นี้ไปตระกูลเย่จะต้องรุ่งเรืองโชติช่วงอย่างแน่นอน”

                “ฮ่า ฮ่าพวกเราเป็นเพียงตระกูลเล็กไม่อาจทำการใหญ่ทั้งยังไร้ชื่อเสียงคงไม่อาจเป็นดังที่คุณชายไป๋ว่าไว้ได้มิหนำซ้ำที่ข้าบรรลุด่านบรรพวิญญาณได้ก็เพราะอาศัยความช่วยเหลือจากคุณชายไป๋บุญคุณในครั้งนี้นับว่าใหญ่หลวงนัก ตระกูลเย่จะไม่มีวันลืมเลือน!” เย่ถิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสัตย์ซื่อจริงใจไม่ใช่เพียงกล่าวอย่างเกรงใจเพื่อตอบแทนน้ำใจเท่านั้น

                ไป๋หยุนเฟยก็ไม่ได้ถ่อมตัวจนเกินงามเพราะนี่เป็นสิ่งที่มันสมควรได้รับหากว่าให้ความช่วยเหลือแก่ตระกูลเย่ถึงเพียงนี้แล้วยังถูกตระกูลเย่เพิกเฉยเย็นชา นั่นจึงแสดงว่าอีกฝ่ายไม่ควรค่าที่จะให้ความช่วยเหลืออีกแล้ว

                “จริงสิ ท่านผู้นำตระกูลเย่สถานการณ์ทางตระกูลจ้าวมีความเปลี่ยนแปลงใดหรือไม่?”ไป๋หยุนเฟยทราบว่าที่ผู้คนมารวมตัวกันมากมายเพียงนี้คงไม่ใช่เพื่อมาฟังจิ้งหมิงเฟิงเล่าเรื่องสนุกไร้สาระเป็นแน่ดังนั้นหลังจากพูดคุยกันชั่วครู่จึงได้เอ่ยปากถามเย่ถิง

                เมื่อเอ่ยถึงตระกูลจ้าวเย่ถิงก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น มันพยักหน้ากล่าวว่า “มิผิดตระกูลจ้าวในยามนี้มีท่าทีแปลกประหลาดตั้งแต่เมื่อคืนก่อนประตูใหญ่ของบ้านตระกูลจ้าวก็ปิดสนิทไร้ความเคลื่อนไหวคนที่พวกเราซื้อตัวไว้ส่งข่าวก็ไร้ข่าวคราวอันใด ยามนี้จึงไม่ทราบว่าพวกมันทำอะไรอยู่กันแน่”

                “ยิ่งไปกว่านั้น...เรื่องสำคัญที่สุดก็คือกลางดึกคืนก่อนผู้ที่ข้าให้เฝ้าสังเกตการณ์อยู่นอกคฤหาสน์ตระกูลจ้าวพบเห็นว่าผู้นำซึ่งพาศิษย์สำนักเจ้าอสูรมารับการสวามิภักดิ์จากตระกูลจ้าว ได้ออกจากตระกูลจ้าวก่อนจะใช้เส้นทางออกนอกเมืองจากไปโดยไม่กลับมาอีก”

                “โอ?” ไป๋หยุนเฟยตื่นตะลึง“คนสำนักเจ้าอสูรจากไปแล้ว? เป็นไปได้อย่างไรหรือจะกลับไปนำกำลังเสริมจากสำนักเจ้าอสูรมาอีก?”

            “ไม่น่าเป็นไปได้ จากที่ได้ยินมา ยามนั้นพวกมันมีทีท่าเดือดดาลอย่างยิ่งคล้ายกับถูกผู้คนขับไล่แต่ทว่าคนที่ข้าให้ไปสังเกตการณ์เพียงมีฝีมือต่ำต้อยไม่กล้าสะกดรอยต่อจนเกินไปจึงไม่ทราบว่าออกไปจากเมืองเกายี่จริงๆหรือไม่”

                ไป๋หยุนเฟยถามด้วยความสงสัย“ถูกขับไล่ออกไป? หรือจะเป็นตระกูลจ้าวขับไล่พวกมันออกไป?ตระกูลจ้าวจะอาจหาญถึงเพียงนี้หรือ?”

                “แน่นอนว่าไม่กล้านอกจากว่าจ้าวซิงคิดจะทำลายตระกูลของตนเท่านั้นไม่เช่นนั้นด้วยความสามารถอันต่ำต้อยของมันแล้วมีหรือจะบังอาจหาเรื่องกับสำนักเจ้าอสูร” เย่ถิงเองก็ไม่แน่ใจ“สถานการณ์ในยามนี้แตกต่างจากที่พวกเราคาดการณ์เอาไว้มากนัก หากเป็นเช่นนี้ ตระกูลจ้าวก็จะไร้กำลังสนับสนุนจากสำนักเจ้าอสูร  อย่างนั้นทุกสิ่งที่พวกเราเตรียมการไว้ทั้งหมดก็จะกลายเป็นไม่จำเป็น...ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้ข้าบรรลุด่านบรรพวิญญาณได้แล้ว เฮอะ!ต่อจากนี้จะเป็นเวลาที่พวกมันต้องชดใช้ต่อตระกูลเย่แล้ว!”

                ที่ผ่านมาตระกูลเย่ถูกตระกูลจ้าวบีบคั้นทุกทางเย่ถิงได้แต่อดทนกล้ำกลืนโทสะ ยามนี้เมื่อพลังฝีมือเพิ่มพูนขึ้นมิหนำซ้ำภูเขาใหญ่ที่คอยหนุนหลังตระกูลจ้าวก็ไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้วมันจึงเริ่มครุ่นคิดหาหนทางแก้แค้นแล้ว

                ขณะเดียวกันนั้นจู่ๆก็มีคนวิ่งเข้ามาในห้องโถงด้วยความร้อนรน ก่อนจะรายงายกับเย่ถิงว่า “นายท่านคน... คนจากตระกูลจ้าวมาขอเข้าพบท่าน!”

                ทุกคนในห้องงงงันวูบเย่ถิงถามด้วยความประหลาดใจ “ว่ากระไร? คนตระกูลจ้าวมาขอพบ?หรือจะมาพบเพราะเรื่องเมื่อวันก่อน? เฮอะ!จ้าวซิงช่างโอหังนัก ก่อนหน้านี้มันมีสำนักเจ้าอสูรคอยหนุนหลังตระกูลเย่เราจึงได้แต่อดทนกล้ำกลืน ยามนี้คนของสำนักเจ้าอสูรจากไปแล้วตระกูลเย่มิใช่คิดจะรังแกอย่างไรก็ได้เช่นเดิมอีกแล้ว!”

                “ไม่ ไม่ใช่... นายท่านผู้นำตระกูลจ้าวไม่ได้มา ผู้ที่นำคนตระกูลจ้าวมาเป็นชายหนุ่มผู้หนึ่งเขาบอกว่าตนเองคือจ้าวซีลั่ว มาเพื่อเยี่ยมคารวะนายท่านอีกทั้งยังนำน้องชายมาเพื่อขอขมาโทษด้วย...”

                “หา? จ้าวซิงไม่ได้มา? ขอขมาโทษขอขมาโทษเรื่องใด? ช้าก่อน... เมื่อครู่เจ้าว่าอะไร?” เย่ถิงเดิมทีสีหน้ากังขาแต่จากนั้นก็กลายเป็นตกตะลึง “เจ้าว่าผู้ที่นำมาชื่อว่าอะไรนะ?!”

                “เขาบอก เขาบอกว่าชื่อ...จ้าวซีลั่ว.....”

                “อะไร? จ้าวซีลั่วเจ้าเด็กน้อยนั้นกลับมาแล้ว!” ครั้งนี้ผู้ที่นั่งเงียบงันไม่เอ่ยปากมาตลอดอย่างเย่เฉวียนก็ไม่อาจระงับความตื่นตกใจเอาไว้ได้“มันจากไปนับสิบปี ผู้คนทั้งเมืองเกายี่เข้าใจว่าเสียชีวิตที่ภายนอกแต่แรกคิดไม่ถึงว่าจะกลับมาแล้ว? มิหนำซ้ำ ยังกลับมาในช่วงเวลาเช่นนี้...หรือว่าที่สำนักเจ้าอสูรจากไป ก็เป็นเพราะคนผู้นี้?!”

                “จ้าวซีลั่วกลับมาแล้ว!” เย่ถิงแสดงท่าทีตื่นตระหนกอย่างยิ่ง หลังจากนิ่งงันไปชั่วครู่ก็เอ่ยปากขึ้น“ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ข้าจะออกไปชมดูสักหน่อย ในเมื่อคนตระกูลจ้าวมาแล้วคนตระกูลเย่ก็ไม่สมควรต้อนรับแขกเหรื่อ‘ล่าช้า’...”

                กล่าวจบจึงหันไปหาไป๋หยุนเฟยราวกับจะสอบถามความคิดเห็น ไป๋หยุนเฟยยิ้มพลางกล่าวว่า“ท่านผู้นำตระกูลเย่ไปรับแขกเป็นเรื่องอันสมควร ไม่จำเป็นต้องเกรงใจข้าจะคอยสังเกตการณ์อยู่ด้านข้างเอง”

                เย่ถิงเดินนำออกจากห้องโถงใหญ่ติดตามมาด้วยไป๋หยุนเฟยจิ้งหมิงเฟิงเอ่ยปากถามเทียนหมิงว่า “จ้าวซีลั่วผู้นี้เป็นใครกัน?ไฉนก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน?”

                เทียนหมิงตอบว่า“มันคือบุตรชายคนโตของตระกูลจ้าว เมื่อสิบปีก่อนได้ออกจากเมืองเกายี่ไปจากนั้นก็ไม่กลับมาอีกขณะนั้นข้ายังเล็กอยู่จึงจดจำได้ไม่มากนักเพียงแต่เคยได้ยินพี่ใหญ่เอ่ยถึงว่าคนผู้นี้ฝีมือไม่ธรรมดา...”

                “ซีลั่วแห่งตระกูลจ้าวในยามนั้นทุกคนในเมืองต่างให้ความสนใจต่อมันเพราะพรสวรรค์อันเด่นล้ำ แต่ก็จากไปเนิ่นนานหลายปีแล้วผู้ที่ยังจดจำมันได้ก็เหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้นคิดไม่ถึงว่าวันนี้จะกลับมาโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าไม่ทราบว่ายามนี้พลังฝีมือมันจะถึงระดับใดแล้วแต่เชื่อว่าน่าจะบรรลุด่านภูตวิญญาณระดับปลายได้แล้วกระมัง?ครั้งกระโน้นมันเก่งกาจกว่าข้ามากนัก...”เย่เทียนเหวินจงใจรั้งท้ายเพื่อเดินร่วมกับไป๋หยุนเฟยและพวกก่อนจะกล่าวแทรกอธิบายเพิ่มเติม

                “ตระกูลจ้าวกลับมีคนเช่นนี้อยู่...เชื่อว่าการจากไปของสำนักเจ้าอสูรย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับมันอย่างแน่นอนอีกทั้งยามนี้ยังเป็นตัวแทนตระกูลจ้าวมาที่นี่อีก ไม่ทราบว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลังอันใดหรือไม่ไฮ้! สถานการณ์ยิ่งมายิ่งแตกต่างจากที่ข้าคาดการณ์มากนัก...”ไป๋หยุนเฟยถอนหายใจ “ยามนี้คงได้แต่คอยเฝ้าดูสถานการณ์ไปก่อนเท่านั้น”

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน