เส้นทางแห่งจอมราชัน

    อำนาจที่แท้จริง.

    พริบตาเดียวก็ผ่านไปสองเดือนเศษ

    หยวนหมิงเย่เฝ้ามองการกระทำของเสวียนปิงหยุนด้วยความสนใจเพราะมันตรงกับในนิยายที่เขาอ่านมาเลย

    ภายในโรงน้ำชา - ห้องส่วนตัว

    หยวนหมิงเย่มองไปยังทิศทางของตระกูลเสวียนด้วยความพึงพอใจ เพียงแค่สองเดือนเศษเสวียนปิงหยุนก็เลื่อนระดับจากสร้างรากฐานขั้นต้นกลายเป็นขั้นกลางได้สำเร็จ นับว่าเร็วกว่าที่เขาคาดเดาได้หลายวัน 

    “ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็นับว่าเพียงพอต่อการพิสูจน์แล้ว ถึงเวลาไปหานางแล้วล่ะ ” หยวนหมิงเย่พึมพำออกมาเบาๆ

    ไม่นานหยวนหมิงเย่ก็มาถึงหน้าจวนตระกูลเสวียน โดยที่มีเหม่ยเจียงยืนอยู่ด้านหลัง

    เนื่องจากตระกูลเสวียนเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ของเมืองทะเลสาบ ทำให้จวนตระกูลเสวียนนั้นมีขนาดใหญ่ไปด้วย 

    ที่ทางเข้าจวนมีผู้เฝ้าประตูอยู่สองคน ซึ่งทั้งสองคนต่างก็เป็นเพียงแค่ระดับสร้างรากฐานเท่านั้น 

    “ หยุดก่อนนี้คือจวนตระกูลเสวียน พวกท่านเป็นใครกัน? ” ผู้คุ้มกันคนหนึ่งกล่าวออกมาด้วยความเคารพ เพราะชุดของหยวนหมิงเย่นั้นหรูหราอย่างมาก รวมไปถึงสาวใช้ที่อยู่ด้านหลังก็เป็นหญิงงาม ทำให้ทั้งสองไม่กล้าที่จะไม่ให้การเคารพ 

    หยวนหมิงเย่หยิบป้ายออกมาให้กับผู้คุ้มกันดู

    ป้ายหยกนี้คือป้ายหยกของราชครูเหยียนเซิ่นนั่นเอง

    เมื่อทั้งสองเห็นป้ายหยกก็ตัวสั่นและโค้งคำนับทันที

    เวลานี้ราชครูเหยียนเซิ่นนั้นแข็งแกร่งกว่าเดิมมาก ไม่สิต้องบอกว่าราชวงศ์เยว่ก็แข็งแกร่งขึ้นมาก เพราะเยว่หลงอี้ได้ส่งโอสถรวมไปถึงสมบัติมากมายกลับมาที่ราชวงศ์เยว่นั่นเอง

    ทำให้ตอนนี้เยว่เทียนซานกลายเป็นตัวตนระดับสวรรค์วิบัติขั้นต้น ราชครูเหยียนเซิ่นได้กลายเป็นตัวตนระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นสมบูรณ์ แต่โชคร้ายที่พวกเขาไม่ใช่คนของหอเฟิงเซียงทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้งานค่ายกลกลั่นสวรรค์ได้ ทำให้ความแข็งแกร่งของพวกเขาพัฒนาอย่างมีขีดจำกัด 

    “ คุณชายเชิญเข้ามาด้านในก่อนเดี๋ยวข้าจะไปตามผู้นำตระกูลมาพบคุณชาย ” ผู้คุ้มกันพาหยวนหมิงเย่เข้าไปด้านในทันที

    หยวนหมิงเย่เดินตามผูุ้คุ้มกันเข้าไปด้านในทันที

    ที่ห้องโถงของตระกูลเสวียน

    หยวนหมิงเย่ยืนมองดูห้องโถงที่ดูเรียบๆแต่กลับมีกลิ่นอายที่เก่าแก่ ส่วนเหม่ยเจียง นางยืนอยู่ด้านหลังของหยวนหมิงเย่ตลอดเวลา

    ไม่นานก็มีเสียงฝีเท้าของคนจำนวนมากกำลังเดินมาที่ห้องโถงด้วยความเร่งรีบ

    หยวนหมิงเย่หันไปก็พบว่าเป็นกลุ่มคนหลายคนที่แสดงสีหน้าตกใจและหวาดกลัว

    “ ข้าน้อยเสวียนฟู่กั่ว ผู้นำตระกูลเสวียนขอคาระวะคุณชาย ” เสวียนฟู่กั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคารพและโค้งคำนับให้กับหยวนหมิงเย่ 

    คนอื่นๆเองก็รีบทำความเคารพด้วยเช่นกัน

    หยวนหมิงเย่มองดูเสวียนฟู่กั่วและยิ้มออกมา 

    เสวียนฟู่กั่วเป็นชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบปี ใบหน้าคมคาย รูปร่างสูงใหญ่กำยำ 

    “ ไม่ทราบว่าคุณชายคือ? ” เสวียนฟู่กั่วถามด้วยความสงสัย เพราะเขาได้ยินมาว่าชายหนุ่มคนนี้มีป้ายของราชครูเหยียนเซิ่นแสดงว่าจะต้องรู้จักกับราชครูเหยียนเซิ่นอย่างสนิทสนมอย่างแน่นอน 

    “ พวกเจ้าเรียกข้าว่าคุณชายหยวนก็ได้ ” หยวนหมิงเย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม

    “ ขอรับคุณชายหยวน ไม่ทราบว่าคุณชายหยวนมาที่ตระกูลเล็กๆของข้ามีธุระอะไรหรือ? ” เสวียนฟู่กั่วถามขึ้นด้วยความสงสัย

    เนื่องจากช่วงเวลาที่หยวนหมิงเย่แสดงอำนาจก็เมื่อสี่ถึงห้าปีก่อนแล้ว ทำให้เสวียนฟู่กั่วลืมชื่อของคุณชายหยวนไปก็ไม่แปลก

    “ ข้ามาที่นี้ก็เพราะต้องการพูดคุยอะไรบางอย่างกับเสวียนปิงหยุน ” หยวนหมิงเย่กล่าว

    เสวียนฟู่กั่วและคนอื่นๆพากันตกใจ 

    “ คุยกับเศษสวะนั้น!! ” เป็นน้ำเสียงเย็นชาของหญิงสาวอายุประมาณสามสิบปีดังขึ้น

    หยวนหมิงเย่เหลือบมองก็ทำให้หญิงคนนั้นชะงักและรีบปิดปากของตัวเองทันที

    หยวนหมิงเย่รู้ได้ทันทีว่านี้น่าจะเป็นฮูหยินของตระกูลเสวียน นามว่าเจิ้งซีฮวา ในอดีตนางเป็นเพียงแค่ฮูหยินรองเท่านั้นแต่เมื่อแม่ของเสวียนปิงหยุนที่เป็นฮูหยินใหญ่เสียชีวิตก็ทำให้นางขึ้นมามีอำนาจ นอกจากนี้นางยังเกลียดเสวียนปิงหยุนอย่างมากอีกด้วย ทำให้นางวางแผนทำร้ายเสวียนปิงหยุนอยู่ตลอดเวลาในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา 

    ทันใดนั้นก็มีเสียงที่ไม่พอใจดังขึ้นมา

    “ ใครต้องการที่จะคุยกับคู่หมั้นของข้า? ” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจดังขึ้น

    หยวนหมิงเย่และคนอื่นๆหันไปมองก็พบว่าเป็นชายหนุ่มในชุดคลุมสีเขียวอ่อนเดินเข้ามา 

    ชายหมุ่นอายุประมาณสิบแปดปีใบหน้าคมเข้ม รูปร่างผอมสูง ออร่าของเขาอยู่ในระดับปรมาจารย์ยุทธ์

    “ ซุนผิงอวี้!! ” 

    ทุกๆคนพากันตกใจและไม่คิดว่าซุนผิงอวี้จะมาปรากฏตัวขึ้นที่นี้ แต่ถึงอย่างั้นถ้าหากเทียบกับอำนาจและเบื้องหลังแล้วเกรงว่าซุนผิงอวี้ไม่สามารถสู้ได้อย่างแน่นอน

    “ เจ้าเป็นใครถึงต้องการที่จะคุยกับคู่หมั่นของข้า? ” ซุนผิงอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา เขารีบมาที่นี้ก็เพราะสายของเขาบอกว่ามีชายหนุ่มที่ไหนไม่รู้เข้ามาในตระกูลเสวียน และเขาก็อยู่ใกล้ๆพอดีจึงรีบมาทันที เขาคิดไม่ถึงเลยว่าชายหนุ่มคนนั้นจะมาคุยกับคู่หมั่นขยะของเขา

    หยวนหมิงเย่ไม่ได้ตอบแต่เขามองไปที่เสวียนฟู่กั่ว

    เสวียนฟู่กั่วที่ถูกสายตาของหยวนหมิงเย่กดดันก็ยิ่งตกใจและคิดว่า สายตาของชายคนนี้สามารถกดดันได้ถึงขนาดนี้เลยงั้นหรือ

    “ คุณชายหยวน เชิญ ” เสวียนฟู่กั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว

    ซุนผิงอวี้หรี่ตาลง เขาสัมผัสได้ถึงความกลัวของเสวียนฟู่กั่ว 

    “ ใครสั่งให้เจ้าไป ” ซุนผิงอวี้กล่วด้วยน้ำเสียงไม่พอใจและรีบเดินไปขวาง

    “ ซุนผิงอวี้เจ้าถอยไปก่อน ” เสวียนฟู่กั่วรีบกล่าวด้วยความตกใจ เขากลัวว่าหยวนหมิงเย่จะไม่พอใจขึ้นมาแล้วทำลายตระกูลของเขาทิ้ง

    “ ท่านลุงเสวียน ท่านไม่ต้องกลัว ท่านอย่าลืมว่าข้าเป็นถึงศิษย์สายในของสำนักจิ๋วกง ” ซุนผิงอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและไม่พอใจอย่างมาก

    “ สำนักจิ๋วกง? ” หยวนหมิงเย่เหลือบมองเล็กน้อยพร้อมกับครุ่นคิด

    “ เป็นสำนักระดับสองที่อยู่แถวหน้าของแคว้นกุ่นเจ้าคะนายน้อย ” เหม่ยเจียงตอบ

    หยวนหมิงเย่พยักหน้ารับเบาๆ 

    “ ข้าจะไม่สนใจนิสัยของเจ้าในตอนนี้ แต่ถ้าหากเจ้ายังกล้าขัดตอนที่ข้ากำลังคุยธุระอยู่ก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน! ” หยวนหมิงเย่กล่าวอย่างเย็นชา

    ซุนผิงอวี้หัวเราะอย่างบ้าคลั่งราวกับว่าคำกล่าวของชายหนุ่มด้านหน้านั้นตลกที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมาเลย

    หยวนหมิงเย่ถอนหายใจและกล่าวขึ้นว่า “ ไปบอกคนของเราให้เอาเจ้าบ้านี้ออกจากสำนักจิ๋วกงและบอกกับกองกำลังทุกกองกำลังว่าห้ามไม่ให้รับตัวของเจ้านี้เข้าร่วมโดยเด็ดขาด ถ้าหากใครกล้ารับเท่ากับเป็นศัตรูกับข้า นอกจากนี้ดูเหมือนว่าเจ้าเมืองนี้จะค่อนข้างเลวทรามอยู่บ้าง บอกเซี่ยอิงโหรวให้ปลดออกการเป็นเจ้าเมืองและมีผลตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ” 

    ทุกๆคนที่ได้ยินก็พากันตัวสั่นด้วยความตกใจ เพราะคำกล่าวของหยวนหมิงเย่นั้นอหังการมาก แต่มีคนเดียวที่ยังหัวเราะอยู่ก็คือซุนผิงอวี้ที่ไม่รู้ว่าหยวนหมิงเย่คือใคร นอกจากนี้เซี่ยอิงโหรวก็คืออ๋องแห่งแคว้นกุ่น 

    การที่ชายคนนี้เรียกชื่ออ๋องเซี่ยอิงโหรวด้วยชื่อธรรมดาก็สามารถบอกได้ทันทีว่าชายคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่ชายคนนี้จะมีป้ายของท่านราชครูเหยียนเซิ่น 

    “ น้อมรับคำสั่งนายน้อย ” เหม่ยเจียงโค้งคำนับและหายตัวไปทันที

    “ ตลกจริงๆ เจ้าเนี้ยนะสามารถสั่งการอะไรแบบนี้ด้วย จริงไหมท่านลุงเสวียน!! ” ซุนผิงอวี้หัวเราะจนเหนื่อยและมองไปยังเสวียนฟู่กั่วเพื่อหาเพื่อนร่วมทาง

    ทันใดนั้นซุนผิงอวี้ก็ต้องหยุดชะงักเพราะเขาสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ เพราะคนของตระกูลเสวียนพากันหน้าซีดไปหมดแล้ว

    ซุนผิงอวี้ขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัย 

    “ ท่านลุงเสวียนเกิดอะไรขึ้น ทำไมท่าทีของท่านถึงไม่ดีแบบนั้น ” ซุนผิงอวี้ถามขึ้น

    “ หลานผิงอวี้เจ้ารีบกลับไปหาท่านเจ้าเมืองและพาเขามาขอโทษต่อคุณชายหยวนเดี๋ยวนี้เลย ” เสวียนฟู่กั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    “ หมายความว่ายังไงท่านลุงเสวียน ” ซุนผิงอวี้รับรู้ถึงความผิดปกติทันที

    “ คุณชายหยวนถือป้ายหยกของท่านราชครูเหยียน ” เสวียนฟู่กั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    ทันใดนั้นทุกๆคนก็ได้ยินเสียงดังตุบ 

    ทุกๆคนเห็นว่าร่างกายของซุนผิงอวี้ได้นั่งคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตกใจและไม่อยากเชื่อ 

    ไม่นานเหม่ยเจียงก็ปรากฏตัวขึ้นอยู่ที่ด้านหลังของหยวนหมิงเย่และกล่าวอย่างเคารพว่า “ นายน้อยคำสั่งของท่านได้กระจายไปทั่วอาณาจักรแล้ว และอีกไม่นานเซี่ยอิงโหรวจะมาที่เมืองนี้เพื่อตรวจสอบการทำงานของซุนหวังซินด้วยตัวเองและนางจะหาคำตอบให้นายน้อยพึงพอใจเจ้าคะ ” 

    ทุกๆคนพากันตกใจเพราะไม่คิดว่าคำกล่าวของหยวนหมิงเย่ที่เพิ่งจะกล่าวขึ้นเมื่อกี้จะรวดเร็วเพียงนี้ เวลายังไม่ถึงเค่อคำสั่งของเขาก็กระจายไปทั่วอาณาจักรแล้ว

    “ ไม่จริง เป็นไปไม่ได้!! ” ซุนผิงอวี้เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ เขามองไปที่หยวนหมิงเย่ด้วยความโกรธก่อนที่จะพุ่งเข้ามาทำร้ายทันที

    “ ตายไปซะ!!! ” 

    เสียงคำรามของซุนผิงอวี้ดังขึ้นก่อนที่จู่ๆร่างกายของเขาจะหยุดชะงัก

    “ ช่างเป็นความโง่เง่าจริงๆ ” หยวนหมิงเย่เหยียดยิ้มออกมาอย่างไม่แยแส 

    “ นายน้อยให้ข้าสังหารเขาเลยดีไหมเจ้าคะ? ” เหม่ยเจียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา การที่มีคนต้องการทำร้ายนายน้อยเท่ากับเป็นศัตรูของนางและเป็นศัตรูของหอเฟิงเซียงทันที 

    “ ปล่อยไปก่อน อีกอย่างเจ้าหมอนี้ก็เป็นคู่หมั้นของเสวียนปิงหยุน ข้าต้องการให้เสวียนปิงหยุนมาจัดการด้วยตัวเอง จับมันนั่งคุกเข่าและปิดปากของมันด้วยล่ะข้าไม่ได้ยินเสียงของมัน ” หยวนหมิงเย่กล่าว

    “ รับคำสั่งนายน้อย ” เหม่ยเจียงตอบรับและทำตามทันที

    “ เอาล่ะเจ้าไปตามนางมาข้าจะคุยกับนาง ” หยวนหมิงเย่กล่าว 

    “ รอสักครู่ขอรับคุณชายหยวน ” เสวียนฟู่กั่วพยักหน้าก่อนที่จะหันไปมองข้ารับใช้คนหนึ่ง

    ข้ารับใช้คนนั้นพยักหน้าก่อนที่จะรีบวิ่งไปทันที

    ภายในห้องเล็กๆห้องหนึ่งที่อยู่ด้านหลังจวนตระกูลเสวียน

    ภายในห้องมีหญิงสาวอายุสิบห้าปีกำลังนั่งหลับตาพร้อมกับดูดซัพโอสถแก่นแท้อย่างต่อเนื่อง ร่างกายของนางก็เปร่งแสงสีเขียวอ่อนอยู่ต่อเนื่อง 

    นางเป็นหญิงสาวที่มีใบหน้ารูปไข่เรียวยาวและน่ารัก รูปร่างอรชร เส้นผมสีน้ำตาลแดงดูสวยงาม

    ในขณะที่นางกำลังดูดซัพโอสถอยู่ จู่ก็มีเสียงตะโกนดังขึ้น

    “ เสวียนปิงหยุนออกมาและตามข้าไปที่ห้องโถงทันที มีคนต้องการพบเจ้า ” ข้ารับใช้กล่าวขึ้นอย่างเย็นชา ถึงอย่างไรนางก็เป็นเพียงเศษขยะสำหรับตระกูลเสวียน แม้ว่านางจะกลับมาอยู่ในระดับสร้างรากฐานแล้วก็ตาม 

    เสวียนปิงหยุนลืมตาขึ้นและถอนหายใจออกมา

    “ ให้ตายสิจะให้ข้าอยู่เฉยๆบ้างไม่ได้หรือไงกัน ” เสวียนปิงหยุนกล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ลุกขึ้นยืนและเดินออกไปด้านนอก 

    “ คุณหนู ” หลั่นเฟยโค้งคำนับให้เล็กน้อย

    “ เจ้ามากับข้า ” เสวียนปิงหยุนกล่าวด้วยรอยยิ้มและเดินนำหลั่นเฟยไป

    ไม่นานเสวียนปิงหยุนก็เดินเข้าไปในห้องโถง ก่อนที่นางจะต้องแสดงสีหน้าประหลาดใจ เพราะที่ห้องโถงมีตัวตนระดับสูงของตระกูลเสวียนกำลังยืนอยู่ฝั่งหนึ่ง อีกฝั่งหนึ่งมีซุนผิงอวี้กำลังนั่งคุกเข่าอยู่พร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธไม่อยากเชื่อและไม่เต็มใจ 

    ส่วนตรงกลางห้องโถงมีชายหนุ่มในชุดคลุมสีน้ำเงินยืนอยู่ ด้านหลังของเขามีสาวใช้คนหนึ่งยืนอยู่เช่นกัน

    ชายหนุ่มแม้ว่าจะไม่ใช่คนหล่อเหลาแต่กลับมีออร่าที่อบอุ่น ใบหน้าดูเงียบครึมแต่ก็นับว่าดูดีอย่างมาก นอกจากนี้นางสัมผัสได้ถึงออร่าบางอย่างที่คนธรรมดาไม่ค่อยมี นั่นก็คือออร่าของผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่เด็ดขาดและอหังการ

    หลั่นเฟยเมื่อเห็นหยวนหมิงเย่และเหม่ยเจียงยืนอยู่นางก็ชะงักเล็กน้อยก่อนที่จะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว 

    หยวนหมิงเย่มองไปที่เสวียนปิงหยุนและพยักหน้ารับเบาๆ เพราะนางนั้นเหมือนกับในนิยายที่กล่าวออกมาเลย

    เสวียนปิงหยุนไม่ใช่หญิงงามแต่นางเป็นคนที่มีความน่ารักเป็นของตัวเอง แต่ด้วยนิสัยที่เย็นชาและไม่ต้องการสุงสิงกับใครก็ทำให้นางมีเสน่ห์อีกแบบ 

    คล้ายกับเรื่องเส้นทางแห่งจอมราชัน ที่คุณอ่าน