ท้องฟ้าตะวันตกย้อมด้วยสีครามอมม่วง แสงอาทิตย์สายสุดท้ายค่อย ๆ เลือนหายหลังแนวเขา ทว่าตามระเบียงหินของสำนัก กลับมีโคมแขวนจุดขึ้นทีละดวง เปลวไฟสีอ่อนส่องทางเดินยาวให้ดูสงบงามยิ่งกว่ายามกลางวัน
แต่ในเรือนสายศึก ความสงบเช่นนั้นเป็เพียงผิวบาง
ภายหลังเหตุประลองกลางลานในวันนี้ ชื่อของอี้ซินได้กดลงในใจคนทั้งเรือนแน่นยิ่งกว่าเดิม ผู้ที่ริษยาก็ริษยายิ่ง ผู้ที่หวาดกลัวก็หวาดกลัวยิ่ง ผู้ที่ลังเลก็เริ่มเอนเข้าหาเขาทีละส่วน ส่วนคนของจ้าวคุนย่อมเดือดแค้นจนยากจะดับได้โดยง่าย
อี้ซินรับรู้เื่ทั้งหมด
ทว่ามิได้เก็บมารบกวนใจแม้ครึ่งส่วน
ภายในห้องเล็ก เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ ฝ่ามือซ้ายวางบนเข่า ฝ่ามือขวาค่อย ๆ แตะเม็ดยาบำรุงลมปราณอีกครึ่งซีกซึ่งวางอยู่บนโต๊ะใกล้ตัว แสงโคมส้มอ่อนพาดผ่านใบหน้าคมเข้มของเขา ทำให้แววตาลึกคู่นั้นยิ่งดูสงบนิ่งยากหยั่ง
ตำราบันทึกเก่าเล่มหนึ่งเปิดค้างอยู่ข้างหมอน
ถ้อยคำเกี่ยวกับ “แก่นเปลือกคล้ายไข่” ยังติดอยู่ในใจไม่หาย
เขาไม่ใช่คนชอบปล่อยให้ปริศนาแขวนค้างอยู่นาน
แต่ก็รู้ดีว่าเื่บางอย่าง หากฝืนเปิดเกินไปก่อนเวลา ย่อมมิใช่การเร่งคำตอบ หากเป็การเร่งหายนะเสียมากกว่า
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้นสองครา
อี้ซินลืมตา แล้วลุกไปเปิดประตูทันที
ศิษย์ฝ่ายโอสถคนเดิมยืนอยู่ด้านนอก ใบหน้าเขาวันนี้ยังประดับรอยยิ้มเจือความเกรงใจเช่นเดิม
“ศิษย์พี่มู่กำลังรออยู่” เขากล่าว “คืนนี้หอฝ่ายโอสถเงียบกว่าคืนก่อน ท่านไปตอนนี้เหมาะที่สุด”
อี้ซินพยักหน้า
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
ศิษย์ฝ่ายโอสถผู้นั้นเหลือบตามองเข้าไปในห้อง เห็นตำราเก่าเปิดค้างอยู่ ดวงตาจึงวูบไหวอย่างไม่ตั้งใจ
“เ้าชอบอ่านของเก่าหรือ”
อี้ซินตอบเรียบ ๆ “บางสิ่งในของเก่า คนปัจจุบันกลับไม่รู้”
อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ “คำนี้ฟังไม่เหมือนศิษย์ใหม่สายศึกเลยแม้แต่น้อย”
อี้ซินไม่ตอบ
เพียงปิดประตูห้อง เก็บเม็ดยาครึ่งซีกกับตำราไว้ในอกเสื้อ แล้วก้าวตามเขาออกไป
หอฝ่ายโอสถยามกลางคืนงดงามกว่ายามอื่นอยู่หลายส่วน
โคมหยกสีอ่อนแขวนเรียงรายตลอดระเบียง
กลิ่นหอมของรากไม้ ใบโอสถ ดอกแห้ง และน้ำยาต้มคลุ้งลอยอยู่ในอากาศอย่างแ่เบา มิได้ฉุนจัดแต่ชวนให้จิตสงบลงทุกย่างก้าว ราวกับผู้ใดที่ก้าวเข้ามาในเขตนี้ โลหิตในอกก็จะเย็นลงเองครึ่งหนึ่ง
คืนนี้คนภายในหอน้อยกว่าคืนก่อนมาก
เสียงฝีเท้าและเสียงสนทนาจึงยิ่งเบาบาง
อี้ซินขึ้นไปยังระเบียงชั้นสองทางทิศตะวันออกดังเดิม
เมื่อผลักประตูเลื่อนเข้าด้านใน ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้ดวงตาของเขาหยุดนิ่งไปชั่วเสี้ยวหนึ่ง
มู่หรงเยว่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างไม้ครึ่งเปิด
นอกหน้าต่างคือท้องนภาราตรีซึ่งดาราส่องพราวพร่าง
ภายในห้องคือแสงโคมอ่อนสีทองนวล
สองแสงนั้นทาบลงบนร่างของนางคนละครึ่ง
จนความงามของนางยิ่งดูลึกล้ำเกินบรรยาย
คืนนี้นางสวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อนปักลายเมฆเงินเล็ก ๆ ที่ชายแขนและชายกระโปรง ผืนผ้านุ่มบางแนบกายอย่างพอดี ส่งให้สัดส่วนของนางยิ่งดูอรชรอ้อนแอ้น ทว่างามสงบไร้ความเย้ายวนหยาบโลน เส้นผมดำสนิทถูกมัดครึ่งหนึ่งด้วยปิ่นหยกสีขาว ส่วนที่เหลือปล่อยยาวลงกลางหลังราวสายน้ำหมึก
ใบหน้าของนางในยามนี้มิใช่งามสดใสดุจบุปผาแรกแย้มดังที่เห็นยามกลางวัน
หากงามละมุนลึกซึ้งดุจสายหมอกใต้แสงจันทร์
คิ้วเรียวรับกับดวงตาคู่งามใสซึ่งมีประกายดาราจับอยู่ลึก ๆ
แพขนตายาวทอดเงาอ่อนบนแก้มขาวละเอียด
ริมฝีปากบางสีระเรื่อคล้ายกลีบดอกท้อแรกผลิ
ผิวพรรณนวลผ่องประหนึ่งหยกอุ่นต้องแสงจันทร์
แต่ความงามของมู่หรงเยว่หาได้อยู่ที่รูปโฉมล้วน ๆ
หากอยู่ที่กลิ่นอายรอบกายของนาง
อ่อนโยน
สะอาด
สงบ
แต่ภายใต้ความสงบนั้นกลับมีความมั่นคงลึกจนผู้คนไม่อาจดูเบา
เพียงนางหันมาสบตา
ผู้ใดที่จิตใจไม่มั่นคงพอ ย่อมคล้ายถูกลมอ่อนพัดแกว่งไปทั้งดวงใจโดยไม่รู้ตัว
มู่หรงเยว่ก้าวออกจากข้างหน้าต่างมาหยุดหน้าโต๊ะเตี้ยกลางห้อง
“เชิญนั่ง”
น้ำเสียงของนางยังนุ่มละมุนดังเดิม
อี้ซินจึงนั่งลงโดยไม่อ้อมค้อม
บนโต๊ะมีถาดไม้เล็กวางเข็มเงินสามเล่ม ถ้วยหยกสองใบ โอสถบดเป็ผงสีเงินปนน้ำเงิน และน้ำชาหอมอ่อนอีกกา
มู่หรงเยว่มองเขาอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนเอ่ยขึ้น
“วันนี้เ้าลงมือหนักกว่าเมื่อวาน”
อี้ซินตอบตรง ๆ
“หากข้าลงมือไม่หนักพอ พวกมันย่อมไม่มีทางหยุด”
“ข้ารู้” นางกล่าว “ข้าเห็นั้แ่ต้นจนเกือบจบ”
อี้ซินเงยหน้ามอง
มู่หรงเยว่กลับไม่หลบสายตา
“ระเบียงหอฝ่ายโอสถมองเห็นลานฝึกได้ด้านหนึ่ง”
อี้ซินจึงพยักหน้า
หากเป็เช่นนั้น นางย่อมเห็นทั้งจังหวะที่เจียงหรงลอบใช้อาวุธลับ และเห็นว่าเขาริบของจากจ้าวคุนด้วยตนเองเช่นกัน
มู่หรงเยว่ยื่นมือออกมา
“เม็ดยาอีกครึ่ง”
อี้ซินหยิบเม็ดยานั้นออกวางลงบนฝ่ามือของนาง
ปลายนิ้วเรียวขาวรับไว้เบา ๆ
ชั่วขณะนั้น กลิ่นหอมสะอาดจากกายของนางพลันชัดขึ้นอีกน้อย
มู่หรงเยว่หักเม็ดยานั้นเป็ผงลงในถ้วยหยก เติมน้ำโอสถสีใสลงไปแล้วคนช้า ๆ
“คืนนี้ข้าจะเปลี่ยนวิธี” นางว่า “เ้าไม่ต้องกินตรง ๆ”
“เพราะอะไร”
“เพราะโลหิตในกายเ้าแรงกว่าที่ข้าคาด” นางตอบเรียบ “หากกินตรง ๆ อาจผลักดันให้ปราณปะทะกันแรงเกินไป”
นางเงยหน้ามองเขาอีกครา
“ยิ่งหลังจากเ้าประลองต่อเนื่องสองวันติดกัน ชีพจรของเ้าก็ยิ่งเหมือนคันศรที่ถูกดึงตึงเกินไป หากเติมแรงผิดจังหวะเพียงนิด มันย่อมดีดกลับทำร้ายตนเอง”
อี้ซินได้ยินแล้วก็ไม่โต้แย้ง
มู่หรงเยว่ชี้ไปยังเบาะรองอีกฝั่ง
“ถอดเสื้อชั้นนอก นั่งสมาธิ”
อี้ซินทำตามโดยง่ายกว่าคืนก่อน
หาใช่เพราะเขาไว้ใจนางแล้วทั้งหมดไม่
แต่เพราะรู้ว่าในเื่โอสถและชีพจร สตรีตรงหน้าย่อมมองลึกกว่าตนอยู่หลายส่วน
เมื่อเขานั่งลง มู่หรงเยว่ก็เดินมาหยุดด้านหลัง
ระยะใกล้เช่นนี้ กลิ่นหอมอ่อนของนางยิ่งชัดเจนขึ้นอีก
มิใช่น้ำหอมแรงจัดอย่างสตรีชั้นสูงทั่วไป หากเป็กลิ่นสะอาดของใบหลานอ่อน ปนกลิ่นโอสถสดหลังฝนแรก จนให้ความรู้สึกสงบนัก แต่ก็ทำให้ผู้ที่นั่งนิ่งอยู่เช่นอี้ซิน ต้องกดจิตให้นิ่งยิ่งกว่าเดิม
ปลายนิ้วของนางแตะลงตรงจุดชีพจรที่ท้ายทอยเขาเบา ๆ
จากนั้นเลื่อนลงมาที่หัวไหล่
แล้วแตะตรงกลางหลังเหนือหัวใจหนึ่งส่วน
ทุกการแตะของนางนุ่มนวลยิ่ง
แต่กลับแม่นยำและหนักแน่นยิ่งเช่นกัน
“ลมหายใจเข้า” นางกล่าว
อี้ซินทำตาม
“ช้า ๆ”
ลมหายใจยาวหนึ่งครั้ง
สองครั้ง
สามครั้ง
มู่หรงเยว่จึงยื่นถ้วยหยกมาข้างหน้า
“ดื่ม”
อี้ซินยกถ้วยขึ้นดื่มรวดเดียว
ของเหลวในถ้วยรสขมเพียงน้อยแต่เย็นสดชื่น พอลงถึงคอ ความเย็นนั้นกลับพลันแตกตัวเป็ความอุ่นละเอียด แล้วไหลเข้าสู่เส้นลมปราณเหมือนสายน้ำอ่อนโยนที่ค่อย ๆ ชะล้างเศษพลังปั่นป่วนออกทีละเส้น
“โคจรปราณ”
อี้ซินหลับตา
ลมปราณในจุดตันเถียนเริ่มหมุนช้า ๆ ตามคำสั่ง
มู่หรงเยว่ค่อย ๆ ฝังเข็มเงินสามเล่มลงที่ไหล่ หลัง และชายโครงเขาตามลำดับ
ทันใดนั้น อี้ซินก็รู้สึกได้ว่าพลังจากโอสถในร่างเริ่มกระจายเร็วขึ้นกว่าเดิมหลายส่วน ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังเปิดทางให้มันไหลไปตามชีพจรอย่างถูกทิศถูกทาง
เวลาผ่านไปชั่วครู่
มู่หรงเยว่จึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“เ้าอ่านตำราอะไรอยู่เมื่อครู่”
อี้ซินไม่ลืมตา
แต่ตอบตามตรงพอประมาณ
“บันทึกเขตเหนือ”
“พบบางอย่างหรือไม่”
“พอมี”
“เกี่ยวกับสิ่งในร่างเ้าหรือ”
ลมปราณของอี้ซินมิได้สะดุด
แต่ใจเขากลับนิ่งขึ้นยิ่งกว่าเดิม
“เ้าเอ่ยถึงมันอีกแล้ว”
มู่หรงเยว่เงียบไปชั่วอึดใจ
จากนั้นน้ำเสียงของนางจึงอ่อนลงอีกส่วน
“เพราะคืนนี้ข้ารู้สึกถึงมันชัดกว่าคืนก่อน”
คำพูดนี้ทำให้อี้ซินลืมตาขึ้นในที่สุด
มู่หรงเยว่นั่งอยู่เบื้องหน้าเขาในระยะไม่ไกลนัก แสงโคมนวลส่องต้องใบหน้างามของนางจนดูอ่อนโยนยิ่ง แต่ดวงตาคู่นั้นกลับจริงจังยิ่งกว่าทุกครั้งก่อน
“ชัดอย่างไร” อี้ซินถาม
มู่หรงเยว่ยกมือขึ้นช้า ๆ วาดวงกลมเล็กเหนืออกตนเอง
“มันมิใช่พลังไร้รูปร่างแล้ว” นางกล่าว “เมื่อคืน ข้าจับได้เพียงจังหวะและเงาเลือน ๆ แต่คืนนี้...ข้าเหมือนััถึงเปลือกบางอย่าง”
นางชะงักเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อชัดทีละคำ
“คล้ายเปลือกที่กำลังห่อสิ่งมีชีวิตบางอย่างเอาไว้”
อี้ซินดวงตาหดเล็กลง
ในอกเขา เสียงเต้นนั้นพลันดังขึ้นอีกครา
ตึก...
มู่หรงเยว่จับอาการได้ทันที
แววตาใสจึงยิ่งลึกขึ้น
“มันตอบสนองเมื่อเ้าได้ยินคำนี้”
อี้ซินไม่ตอบในทันที
มู่หรงเยว่จึงกล่าวต่อ “แต่ข้ายังมิอาจชี้ชัดได้ว่ามันคือสิ่งใด หากเป็โอสถมีชีวิต ก็ลึกเกินตำราทั่วไป หากเป็แก่นอสูร ก็สงบนิ่งเกินไป หากเป็มรดกจากสัตว์์...”
นางเว้นคำ
แสงในดวงตากระเพื่อมเพียงน้อย
“ก็ยิ่งไม่ควรปรากฏอยู่ในร่างเ้าั้แ่ยังอยู่เพียงระดับนี้”
อี้ซินขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า
“ในตำราที่ข้าอ่าน มีคำว่า ‘แก่นเปลือกคล้ายไข่’”
มู่หรงเยว่ชะงักไปจริงในครานี้
“เ้าพบคำนี้จากบันทึกใด”
“บันทึกเขตเหนือ เล่มเก่า” เขาตอบ “ข้อความขาดไปครึ่งหนึ่ง”
มู่หรงเยว่จ้องเขาอยู่สองลมหายใจเต็ม
ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังชั้นตำราด้านในห้อง
เพียงเงาร่างของนางที่เลื่อนผ่านแสงโคมก็งดงามเกินพรรณนา
ชายกระโปรงสีฟ้าอ่อนพลิ้วแ่ราวบุปผาใต้น้ำ
เอวบางอรชรนั้นเพียงขยับเล็กน้อยก็ทำให้ทั้งห้องดูอ่อนโยนลง
เส้นผมดำยาวไหวอยู่กลางหลังยิ่งขับให้ลำคอและลาดไหล่ของนางดูระหงอ่อนช้อยยิ่ง
แต่แม้ความงามจะจับสายตาเพียงใด
อี้ซินในเวลานี้กลับจับจ้องการเคลื่อนไหวของนางด้วยใจระวังมากกว่าใจลุ่มหลง
มู่หรงเยว่ดึงม้วนตำราเก่าเล่มหนึ่งออกมาจากชั้นสูง
ปัดฝุ่นเบา ๆ
แล้วนำกลับมาวางตรงหน้าเขา
หน้าปกทำจากหนังสีคล้ำ
มีตัวอักษรจาง ๆ สลักไว้ว่า
บันทึกลำนำดาราร่วง
“ตำรานี้มิได้อยู่ในชั้นสำหรับศิษย์ใหม่” นางกล่าว “แม้กระทั่งศิษย์ฝ่ายโอสถส่วนมากก็ไม่เคยอ่าน ข้าเคยเห็นผ่านตาเพียงครั้งเดียว”
นางเปิดไปยังหน้าหนึ่งซึ่งมีข้อความเก่าเลอะเลือนหลายส่วน
แล้วเลื่อนให้เขาดู
อี้ซินก้มมองทันที
ด้านในมีถ้อยคำกระจัดกระจาย แต่บางประโยคยังอ่านได้ชัด
“...เมื่อดาวมาร่วงลงยังแผ่นดินต่ำ อาจทิ้ง ‘แก่นเปลือก’ ไว้...”
“...ผู้หากร่างทนได้ ชีพจรย่อมผันแปร...”
“...สิ่งนั้นอาจตื่นจากเปลือกเมื่อได้โลหิต ดารา ธาตุ และกาลเวลา...”
“...ห้ามบีบบังคับ มิฉะนั้นเ้าของกับสิ่งในเปลือกอาจพังพินาศพร้อมกัน...”
อี้ซินจ้องถ้อยคำเ่าั้แน่น
มู่หรงเยว่สังเกตสีหน้าเขาอยู่เงียบ ๆ ก่อนกล่าวเบา ๆ
“ข้าเล่าเื่นี้แก่ผู้ใดไม่ได้” นางว่า “และเ้าเองก็มิควรให้ผู้ใดรู้”
อี้ซินปิดตำรา
เงยหน้าสบตานางตรง ๆ
“เหตุใดเ้าจึงยอมให้ข้าดู”
มู่หรงเยว่เงียบอยู่ครู่หนึ่ง
แสงโคมส่องใบหน้างามของนางจนเห็นแม้แต่เงาแพขนตาสั่นไหวเบา ๆ
“เพราะหากข้าไม่ให้เ้าดู” นางตอบ “วันหน้ามีผู้ใดสักคนพบมันก่อนเ้า เ้าจะเสียเปรียบ”
คำตอบนี้เรียบง่ายนัก
แต่ยิ่งเรียบก็ยิ่งจริง
อี้ซินมองนางอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวช้า ๆ
“ข้าจะจำน้ำใจนี้ไว้”
มู่หรงเยว่เบี่ยงสายตาออกเล็กน้อย
“ข้ามิได้้าให้เ้าจำในฐานะน้ำใจ” นางว่า “ข้าเพียงไม่อยากเห็นคนที่อาจไปได้ไกล...ตายเร็วเกินไป”
คำพูดนี้ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงอีกครา
อี้ซินหาได้เป็บุรุษอ่อนต่อคำหวานไม่
แต่น้ำเสียงของนางกลับมิใช่คำหวาน หากเป็ความจริงใจที่ซ่อนอยู่ในความนิ่ง
และความจริงใจนั้น...กลับทำให้จิตใจแข็งเย็นของเขาไหวได้ยากกว่าสิ่งอื่น
เวลาผ่านไปอีกครึ่งก้านธูป
มู่หรงเยว่ถอนเข็มเงินออกทีละเล่ม
จากนั้นยื่นขวดโอสถเล็กให้เขา
“นี่คือโอสถประคองชีพจร” นางกล่าว “คืนนี้กลับไปแล้วจงพัก อย่าเพิ่งฝืนเปิดลมปราณหนักอีก”
“เ้ารู้หรือว่าข้าฝืน”
มู่หรงเยว่ยกสายตาขึ้น
มุมปากระเรื่อยกน้อย ๆ
“ข้าดูชีพจรของเ้าอยู่ทุกครั้ง” นางว่า “เ้าจะซ่อนคนทั้งโลกได้ แต่ซ่อนข้าตอนจับชีพจรยากนัก”
ความงามของนางเวลายิ้มเพียงนิดนั้น...อันตรายยิ่งกว่ากระบี่คมใดนัก
เพราะมิใช่ความงามที่ฟาดแทงในคราเดียว
หากเป็ความงามที่ค่อย ๆ ซึมเข้าจิตใจจนผู้มองรู้ตัวอีกที ก็ยากจะถอยออกแล้ว
อี้ซินจึงเก็บขวดโอสถเข้าชายเสื้ออย่างเงียบ ๆ
มู่หรงเยว่ยังมิได้ไล่เขากลับทันที
กลับหันไปหยิบแผ่นไม้เล็กอีกชิ้นมาวางบนโต๊ะ
“พรุ่งนี้เช้า สำนักจะประกาศรายชื่อศิษย์ที่มีสิทธิ์เข้าสู่ ‘หอคัดสมบัติชั้นแรก’” นางกล่าว “ศิษย์ใหม่สายศึกที่มีผลงานเด่น จะมีสิทธิ์เข้าเลือกคัมภีร์หนึ่งเล่มหรืออาวุธหนึ่งชิ้น”
อี้ซินแววตาไหวเพียงน้อย
อาวุธ
คำนี้ทำให้เขาคิดถึงเงาดำมหึมาที่เคยปรากฏวูบหนึ่งในหุบเหวมรณะ
คิดถึงแรงกดบางอย่างคล้ายโลหะดาราซึ่งเคยสั่นรับหยกดาราในอกเขา
มู่หรงเยว่จับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ทันที
“เ้าสนใจอาวุธมากกว่าคัมภีร์หรือ”
อี้ซินตอบตามจริง “ยังไม่รู้”
มู่หรงเยว่พยักหน้าเล็กน้อย
“หอคัดสมบัติชั้นแรกมีของไม่ล้ำมาก” นางกล่าว “แต่ของบางชิ้นก็แปลกนัก หากเ้าเข้าไป...จงเชื่อสัญชาตญาณตนมากกว่าคำลือของผู้อื่น”
อี้ซินมองนาง
ประโยคนี้ฟังคล้ายคำเตือนธรรมดา
แต่ไม่รู้เหตุใด ในใจเขากลับเกิดความรู้สึกลึก ๆ ว่า หอคัดสมบัติครั้งนี้อาจมิใช่เพียงการเลือกอาวุธทั่วไป
“ข้าเข้าใจแล้ว”
มู่หรงเยว่จึงพยักหน้า
จากนั้นเอ่ยอีกประโยคหนึ่งเบาจนแทบคล้ายกระซิบ
“และจงระวังจ้าวคุน”
อี้ซินเลิกคิ้วนิดหนึ่ง
“มันยังกล้าลงมืออีกหรือ”
“มันไม่สำคัญ” นางตอบ “แต่คนที่อยู่เหนือมัน...อาจสำคัญ”
ประโยคนี้ทำให้แววตาของอี้ซินเย็นลงทันที
ในที่สุด...เงาที่ใหญ่กว่าจ้าวคุนก็เริ่มขยับแล้ว
อี้ซินออกจากหอฝ่ายโอสถเมื่อราตรีลึกกว่าครึ่ง
ลมยามค่ำเย็นลงกว่าเดิม
ท้องฟ้าเบื้องบนเต็มไปด้วยดารา
ตำราเก่าในอกเสื้อกับขวดโอสถเล็กให้ความรู้สึกหนักกว่าปกติหลายส่วน
เพราะคืนนี้ เขามิได้เพียงได้โอสถ
แต่มิได้เพียงได้เบาะแสของสิ่งลึกลับในร่าง
เขายังได้รู้ด้วยว่า
สำนักเมฆาครามเริ่มขยับตนเข้าสู่โครงใหญ่แล้ว
หอคัดสมบัติ
คนเหนือจ้าวคุน
ปริศนาเปลือกในร่าง
โอสถประคองชีพจร
และสายตาของมู่หรงเยว่ที่ยิ่งดู ยิ่งไม่อาจอ่านจนจบ
ทุกอย่างกำลังค่อย ๆ ร้อยเข้าหากัน
ขณะเขาเดินผ่านแนวสวนสมุนไพรกลับเรือน
เสียงฝีเท้าเบามากสายหนึ่งก็ดังขึ้นจากเงาไม้ด้านข้าง
อี้ซินหยุด
ดวงตาวาบเย็น
ลมปราณในร่างพลันตึงขึ้นโดยไม่ให้ผู้ใดรู้
“ออกมา”
เสียงของเขาไม่ดัง
แต่กดลงไปในความมืดชัดเจน
ผ่านไปเพียงอึดใจ
เงาร่างผู้หนึ่งก็ออกมายืนใต้แสงจันทร์
เป็ลั่วฉิงอวี้
คืนนี้นางมิได้อยู่ในอาภรณ์หรูหรา หากเป็ชุดสีขาวเงินเรียบง่าย ทว่าความงามของนางกลับมิได้ลดลงแม้เพียงครึ่ง กลับยิ่งขับให้เด่นชัดขึ้นเสียอีก
ภายใต้แสงจันทร์ ความงามของลั่วฉิงอวี้ดุจหิมะขาวที่ปกคลุมยอดเขาเย็นเยียบ
ใบหน้างดงามสูงส่งราวมิใช่ของโลกมนุษย์
ดวงตาคู่งามเย็นสงบลึกดุจสระจันทร์ในคืนหนาว
ผมดำยาวพลิ้วอยู่เื้ั ขับให้ลำคอขาวระหงนั้นยิ่งดูประหนึ่งหยกที่ช่าง์เพิ่งขัดเสร็จ
งามนัก
สูงส่งนัก
เ็านัก
ผู้ใดมองนาง
ย่อมไม่กล้าเกิดความคิดหยาบช้าในใจง่าย ๆ
เพราะความงามของนางมิใช่ดึงคนให้ใกล้
แต่บีบให้ผู้คนต้องยำเกรงอยู่ห่าง ๆ ด้วยซ้ำ
ลั่วฉิงอวี้มองเขาตรง ๆ
“เ้าออกจากหอฝ่ายโอสถดึกกว่าคืนก่อน”
อี้ซินตอบเรียบ “มีเื่ต้องตรวจ”
“มู่หรงเยว่ชอบช่วยคนเกินไป”
“เ้ามาหาข้าเพียงเพื่อพูดเื่นี้?”
ลั่วฉิงอวี้มิได้ตอบในทันที
สายตาของนางกวาดผ่านชายเสื้อเขาไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“พรุ่งนี้ในหอคัดสมบัติ หากเ้าจะเลือกอาวุธ จงอย่าหยิบสิ่งที่ผู้อื่นอยากให้เ้าหยิบ”
อี้ซินหรี่ตา
“หมายความว่าอย่างไร”
“หมายความว่า” ลั่วฉิงอวี้กล่าวเสียงเย็น “ในสำนักแห่งนี้ ผู้คนจำนวนมากชอบวางของดีไว้ตรงหน้า และซ่อนของร้ายไว้ใต้มือ”
พูดจบ นางก็หมุนตัวจากไปโดยไม่อธิบายเพิ่มเติม
อี้ซินมองแผ่นหลังนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
คนหนึ่งเตือนเขาให้เชื่อสัญชาตญาณ
อีกคนเตือนให้ระวังของที่คนอื่นอยากให้เลือก
หอคัดสมบัติพรุ่งนี้...ดูท่าจะไม่ธรรมดาจริง
อี้ซินจึงหันกลับทางเดิม
ก้าวผ่านเงาไม้และแสงจันทร์กลับเรือนศิษย์ใหม่ด้วยดวงตาที่นิ่งลึกกว่าเดิม
ราตรีนี้ยังไม่จบ
แต่หมากตัวใหม่ได้ถูกวางลงบนกระดานแล้ว
และเขา...จะมิใช่เบี้ยที่ให้ผู้ใดผลักได้อีกต่อไป
เช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนแสงตะวันจะสาดเต็มลาน
ระฆังสำนักก็ดังขึ้นกังวานยิ่งกว่าทุกวัน
ทั่วทั้งเมฆาครามพลันปั่นป่วนด้วยประกาศหนึ่ง
รายชื่อศิษย์ที่มีสิทธิ์เข้าสู่หอคัดสมบัติชั้นแรก ได้ถูกแขวนไว้แล้ว
ในรายชื่อนั้น
ชื่อของอี้ซินอยู่บรรทัดแรก
และในเงามืดของระเบียงอีกฝั่งหนึ่ง
สายตาหลายคู่กำลังจ้องรายชื่อนั้นด้วยประกายเ็าที่มิอาจปิดซ่อน
ดาบ
คัมภีร์
สมบัติ
บางสิ่งในหอคัดสมบัติ...อาจกำลังรอเขาอยู่จริง
แต่จะเป็วาสนา
หรือจะเป็กับดัก
บัดนี้ยังไม่มีผู้ใดรู้ได้