บทที่ 57
“เจ้าลูกโง่! ทำไมถึงทำอะไรไม่ยั้งคิด”
ชายวัยกลางคนตบหน้าบุตรชายจนล้มคว่ำไปพร้อมกับโต๊ะราคาแพง เหล่าข้ารับใช้ทั้งหลายได้แต่ยืนอยู่วงนอกในสภาพตัวสั่นงันงกโดยเฉพาะเหล่านักเลงยี่สิบกว่าคนที่พวกกในตอนนี้มีใบหน้าซีดขาวไม่ต่างอะไรกับกระดาษ เด็กหนุ่มเจ้าสำอางตอนนี้ผมเผ้าชี้ฟูทั้งยังมีเลือดไหลซมออกทางมุมปากแต่นั่นก็ไม่อาจบรรเทาโทสะของผู้เป็นพ่อลงได้แต่อย่างใด
“แกใช้สมองส่วนไหนคิดถึงได้ปลอมแปลงตราประทับของสมาคมการค้า? ตอนนี้นอกจะทำให้สมาคมการค้ามองเราเป็นศัตรูแล้วยังทำให้โอกาสที่จะฮุบกิจการร้านค้อนเพลิงน้อยลงไปอีก”
สมาคมช่างตีเหล็กจับตามองร้านค้อนเพลิงมาพักใหญ่และจัดการวางแผนเพื่อฮุบกลืนกิจการของร้านอย่างรัดกุมที่สุดโดยอาศยช่องโหว่ของกฏหมาย หากไม่ใช่เพราะอาเบลเกิดวามละโมบในวันนั้นร้านค้อนเพลิงคงถูกฮุบกลืนเป็นส่วนนึ่งของสมาคม
นอกจากบุตรชายหน้าโง่ของมันจะลงมืออย่างไม่ยั้งคิดแล้ว มันยังกระทำในสิ่งที่ไม่น่าให้อภัยอย่างการไปยั่วยุแครอล แบรนด์ ให้มามีส่วนเกี่ยวของทำให้เรื่องมันยุ่งยากขึ้นไปอีก อาเมลบิดาของอาเบลยังคงจดจำเรื่องราวในวันนั้นได้ดีที่สมาคมช่างอัญมณีได้ทำการลูบคมสมาคมการค้าส่งผลให้พวกมันเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ ไม่ว่าอย่างไร แครอล แบรนด์ ก็เป็นตัวตนที่ไม่ควรเข้าไปยุ่งด้วยเด็ดขาด
ที่น่าโมโหไปกว่านั้นก็คือเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นขนาดนี้แล้วมันกลับเป็นคนสุดท้ายที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หากไม่ใช่เพราะมันเริ่มต้นสืบจากการที่เจ้าของร้านค้อนเพลิงมีชื่ออยู่ในรายชื่อผู้เข้าร่วมการแข่งขันอัคนีรุ่งโรจน์โดยมีสมาคมการค้าออกตัวเป็นผู้สนับสนุนหลักแล้วละก็มันอาจจะไปรู้เรื่องราวอีกทีเมื่อสายเกินไป
“พ พ่อ”
อาเบลประคับประคองร่างกายที่ปวดร้าวขึ้นมาอย่างยากลำบาก ตลอดทั้งชีวิตไม่ว่ามันจะก่อเรื่องแค่ไหนหรือสร้างความชิบหายมากเพียงใดพ่อมันก็ไม่เคยแสดงโทสะมาถึงเพียงนี้
“ชั้นไม่โกรธหรอกนะ ที่แกจะทำอะไรหรืออยากได้อะไร....”
อาเมลเอ่ยขึ้นก่อนจะตรงไปกระชากคอเสื้อของผู้เป็นลูกขึ้น
“แต่ชั้นโกรธที่แกทำไปกับใครต่างหาก!”
จะโทษแต่เพียงอาเบลคนเดียวก็ไม่ถูก เนื่องจากเลี้ยงลูกไม่เป็นอาเมลจึงแก้ปัญหาด้วยการตามใจลูกชายทุกอย่าง ผนวกกับตำแหน่งของมันที่ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมช่างตีเหล็กผู้ที่มีเรื่องกับอาเบลทุกคนจำต้องยำเกรงแก่หน้าอาเมลหลายส่วน
แน่นอนอาเมลเคยคิดที่จะโทษตนเองเลยซักครั้งมันผลักความรู้สกผิดทั้งหมดให้แก่ผู้อื่นโดยไม่ลังเล
“เพราะการกระทำโดยไม่มีหัวคิดของแก เจ้าช่างฝีมือนั่นจึงได้มีโอกาสเข้าแข่งขันการแข่งอันทรงเกียรติ! ลำพังแค่พวกคนแคระพวกเราก็แทบจะไร้ทางสู้อยู่แล้วแกยังมีหน้ามาสร้างศัตรูเพิ่มอีก”
แม้จะดูแคลนคลาสช่างฝีมือของเอเลนแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทักษะการผลิตของเอเลนนั้นเป็นของจริง ในการแข่งขันอัคนีรุ่งโรจน์นั้นไม่ได้จำกัดเงื่อนไขทางด้านเผ่าพันธุ์ขอแค่เป็นคลาสช่างตีเหล็กก็สามารถสมัครเข้าแข่งขันได้ทันที และในการแข่งขันสามครั้งล่าสุดตำแหน่งผู้ชนะตกเป็นของอาคนตุกะต่างเผ่าพันธุ์อย่างเผ่าคนแคระสร้างความอับอายให้แก่สมาคมช่างตีเหล็กซึ่งเป็นเหมือนเจ้าบ้าน
เรื่องนี้ความจริงแล้วไม่เคยมีใครคิดกล่าวโทษสมาคมมาก่อน เป็นที่รู้กันดีว่าถึงแม้ช่างตีเหล็กในตำนานทุกคนล้วนดำรงเผ่าพันธ์มนุษย์ แต่ไม่ได้หมายความว่าระดับมาตรฐานช่างตีเหล็กจะสูงขึ้นสิ่งนี้เกิดจากการฝึกฝนซึ่งเผ่าคนแคระนั้นมีจำนวนช่างตีเหล็กระดับสูงเฉลี่ยสูงกว่าเผ่าอื่นๆ
ที่สมาคมร้สึกอับอายเพียงเพราะเคเรมนั้นเป็นช่างตีเหล็กเผ่ามนุษย์ พวกมันจึงทรนงตนว่าคิดเอาเองว่าตัวเองคือผู้สืบทอดเจตนารมและฝีมือจากเคเรม
“ปล่อยให้ผมจัดการเรื่องนี้เถอะพ่อ ผมจะแก้ไขมันเอง”
อาเบลกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นแต่อาเมลไม่ได้มอบความไว้เนื้อเชื่อใจให้แก่มันเลยแม้แต่น้อยเพราะรู้จักนิสัยของมันดี แต่ที่อาเมลไม่รู้ก็คืออาเบลก็ถูกเอเลนเหยียดหยามเกียรติและศักดิ์ศรีของมันเอาไว้มากเช่นกัน
“อย่างแกน่ะเหรอ? เอาเถอะไม่มีคนที่ดีไปกว่านี้แล้วนี่นะ”
อาเมลแค่นเสียงดูแคลนก่อนจะนิ่งครุ่นคิดไปพักใหญ่ มันโบกมือไล่เหล่าคนรับใช้ก่อนจะพูดกับอาเบลอีกครั้ง
“แกแน่ใจแล้วใช่มั้ยว่าจะจัดการเรื่องนี้? แกก็รู้ว่าในการแข่งนี้แกไม่อาจพึ่งพาบารมีของชั้นได้เหมือนตอนอยู่ข้างนอก”
อาเมลถามขึ้นเพื่อความแน่ใจซึ่งอาเบลก็ตอบด้วยน้ำเสียงขึงขัง
“พ่อไม่ต้องห่วง ผมไม่ยอมให้ไอ้ช่างฝีมือนั่นได้รับตำแหน่งอันดับหนึ่งแทนผมเด็ดขาด”
เมื่อเห็นสายตามุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นของลูกชายก็ทำเอาผู้เป็นพ่อได้แต่แสดงความประหลาดใจผ่านทางสีหน้า เพราะตลอดเลาที่ผ่านมาไม่ว่ามันจะล้มกี่ครั้งก็มักจะร้องห่มร้องไห้กลับมาขอให้อาเมลช่วยเหลือเสมอ สายตาที่เคยแข็งกร้าวของผู้เป็นพ่อพลันอ่อนโยนลงหลายส่วน
“ดี...ถ้าอย่างนั้นพ่อจะปล่อยให้แกเป็นคนจัดการ”
“พ่อ!”
อาเบลพลันเผยสีหน้ายินดีแต่อาเมลกลับยกมือขึ้นห้ามเอาไว้เสียก่อน
“แต่ถ้าจะปล่อยให้แกออกไปแข่งทั้งที่มีฝีมือครึ่งๆกลางๆแบบนี้สมาคมคงขายขี้หน้าแน่...วันเกิดแกก็ใกล้จะมาถึงแล้วดังนั้นคิดซะว่าให้ของขวัญวันเกิดเลยก็แล้วกัน”
อาเมลลุกขึ้นตรงไปยังภาพวาดราคาแพงหลังโต๊ะทำงานของมัน นิ้วมือดลงตรงกลไกบนกรอบรูปก่อนที่ภาพวาดจะเลื่อนออกเยให้เห็นตู้นิรภัยอย่างดี อาเมลไม่ชายตาดูทรัพย์สินจำนวนมหาศาลที่มันลำบากตรากตรำหามาทั้งชีวิตเอื้อมมือไปคว้าสมุดเก่าๆออกมาเล่มหนึ่งส่งให้ลูกชาย
“สิ่งนี้คือ?”
อาเบลถามขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ มันเองก็รู้จักนิสัยของผู้เป็นพ่อดีอาเมลนั้นนอกจากจะละโมภแล้วมักจะใช้แต่ของใหม่ๆไม่มีทางที่จะเก็บสมุดซอมซ่อเล่มนี้เอาไว้ในตู้นิรภัยหากไม่ใช่ของสำคัญ มันเอื้อมมือไปรับก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้าง
[ท่านได้รับ สมุดบันทึกของเคเรม(ครึ่งหลัง) จำนวน 1 เล่ม]
“นี่มัน! พ่อไปได้มาจากไหน”
อาเบลอดไม่ได้ที่จะมือไม้อ่อนยวบหลังจากได้รับสิ่งที่ยิ่งกว่าสมบัติโดยไม่รู้ตัว สมบัติที่ช่างตีเหล็กทุคนใฝ่ฝันที่จะครอบครอง อาเมลที่เห็นสีหน้าแตกตื่นของลูกชายก็เริ่มเล่า
“นานมาแล้วสมัยที่เคเรมยังอาศัยอยู่ในลูมินัส ปู่ทวดของพ่อคือคนที่เคเรมไว้ใจที่สุดจึงได้รับมอบสมุดบันทึกครึ่งหลังมา และมันเป็นสมบัติตกทอดที่คอยค้ำจุนตระกูลของเราเสมอมา”
ก่อนเคเรมจะจากไปเขาได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ของช่างตีเหล็กทั้งหมดลงในสมุดบันทึกโดยไม่มีใครทราบจุดประสงค์โดยส่วนแรกนั้นเคเรมได้พกติดตัวไปและหายสาบสูญส่วนครึ่งหลังนั้นอยู่กับตระกูลของอาเมลมาจนถึงปัจจุบัน
“พ่อได้รับมาจากปู่ของลูกตอนนี้คงถึงเวลาที่จะส่งมอบให้ลูกแล้ว”
ถามว่าหากไม่มีสมุดบันทึกของเคเรมอาเมลและบรรพบุรุษจะสามารถนำพาตระกูลมาถึงจุดนี้ได้หรือไม่ อาเมลจะตอบแบบไม่ยั้งคิดเลยว่าไม่ สมุดบันทึกคือรากฐานสำคัญที่ทำให้มันมีฝีมือเหนือล้ำกว่าช่างตีเหล็กในยุคสมัยเดียวกันและจะส่งต่อให้ผู้สืบทอดเท่านั้น
“ขอบคุณมากครับพ่อ”
อาเบลล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งมันสวมกอดผู้เป็นบิดาก่อนจะกล่าวคำมั่น
“ผมจะทำให้ดีที่สุด”
[ท่านใช้งานสมุดบันทึกของเคเรม(ครึ่งหลัง)]
[ท่านได้พบเศษเสี้ยวความรู้ของช่างตีเหล็กในตำนานเคเรม]
[ความเข้าใจในทักษะการตีเหล็กเพิ่มขึ้นอย่างมาก]
[ทักษะการตีเหล็ก(ขั้นต้น) ระดับ100 กลายเป็น ทักษะการตีเหล็ก(กลาง) ระดับ 47 โอกาสในการผลิตยุทธภัณฑ์ระดับสูงเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก]
[ความเข้าใจในทักษะรูนเพิ่มขึ้นอย่างมาก]
[ท่านได้รับสูตรการผลิตของเคเรม จำนวน 150 สูตร]
[หากท่านหาสมุดบันทึกอีกเล่มพบท่านจะกลายเป็นคลาส ผู้สืบทอดของเคเรม]
โชคดีอย่างมหาศาลไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถบรรยายสรรพคุณของสมุดบันทึกของเคเรมได้อีกแล้ว ลำพังแค่ครึ่งเดียวก็สามารถผลักดันช่างตีเหล็กปลายแถวให้กลายมาเป็นช่างเหล็กชั้นสูงได้เพียงแค่เปิดอ่าน หนำซ้ำบันทึกยังบอกใบ้ถึงหนทางที่จะกลายเป็นผู้สืบทอดของเคเรมซึ่งไม่ต้องคาดเดาว่ามันต้องเป็นคลาสเกรด S อย่างไม่ต้องสงสัย
หนำซ้ำยังได้รับสูตรการผลิตยุทธภัณฑ์ของเคเรมอีก 150 สูตร แต่ละสูตรเคเรมล้วนเป็นผู้คิดค้นขึ้นด้วยตนเองและเกินกว่าครึ่งอาเบลยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้แต่ลำพังที่เหลือก็มากพอจะทำให้เขาก้าวล้ำช่างตีเหล็กส่วนใหญ่ไปได้
เมื่อเห็นบุตรชายมีความสุขอาเมลก็อดที่จะเผยรอยยิ้มบางๆไม่ได้ มันเองก็เป็นคนที่เคยอ่านสมุดบันทึกเล่มนี้มาก่อนเช่นกัน ภาพของตัวมันในวัยเยาว์ซ้อนกับภาพของลูกชายมันเคยมีความฝันว่าจะกลายเป็นตำนานเฉกเช่นเดียวกับเคเรม
“ล แล้วสมุดบันทึกอีกครึ่งนึงละครับพ่อ?”
อาเบลอดถามขึ้นด้วยความตื่นเต้นไม่น้อยแต่แล้วมันก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างสำนึกผิดที่ไม่อาจทำความปรารถนาของลูกชาย
“พ่อใช้เวลากว่า 40 ปีในการควานหาเบาะแส น่าเสียดายที่หลังจากที่เคเรมจากไปเขาได้นำสมุดบันทึกอีกครึ่งติดตัวไปด้วย ร่องรอยการเดินทางของเคเรมหลังจากออกไปจากลูมินัสนั้นคลุมเครือมากรู้แต่ว่าเขาได้เดินทางไปร่วมกับนักเดินทางห้าคนในชื่อกลุ่มตำนาน”
“ช่างน่าเสียดาย....”
อาเบลอไม่ได้ที่จะพูดด้วยน้ำเสียงหดหู่แม้จะพอคาดเดาได้อยู่แล้ว
“แต่ไม่ต้องห่วง อดีตสมาคมอย่างพ่อยังพอมีลู่ทางที่จะช่วยลูกได้ สำหรับหัวข้อการแข่งขันในปีนี้พ่อจะนำมันมาบอกลูกก่อนเพื่อี่จะได้มีเวลาเตรียมตัว”
งานประลองทุกครั้งหัวข้อการแข่งจะไม่เหมือนกัน อาเมลสามารถใช้บารมีเพื่อให้ได้รู้หัวข้อก่อนเพื่อที่อาเบลจะใช้ข้อมูลต้องจุดนี้ในการสร้างข้อได้เปรียบเหนือผู้เข้าแข่งคนอื่นให้ได้เปรียบมากขึ้นแม้ซักนิดก็ยังดี
ศาสนจักรแห่งแสง สาขาจักรวรรดิ
ภายนอกศานจักรเป็นองค์กรณ์ที่ไม่แสวงหาผลกำไรแต่ก็ได้รับเงินบริจาคมากพอจะสร้างอาคารที่มีความโอ่อ่าและยิ่งใหญ่เป็นรองเพียงพระราชวังทริสนาลีอาร์ของจักรวรรดิโนว่าเท่านั้น
วูบ
ตึก!
ภายในวิหารของศาสนจักรเบื้องหลังเทวรูปของเทพอาริอันนาคือพื้นที่ที่ศาสนจักรไม่อนุญาติให้บุคคลภายนอกเข้าถึง ภายในห้องลับในส่วนที่ลึกที่สุดวงแหวนเวทมนต์ทำงานพร้อมกับร่างของเด็กสาวในชุดเกราะอัศวินเต็มยศปรากฏขึ้น ใบหน้างดงามงองุ้มและมืดมนเปี่ยมไปด้วยเปลวเพลิงแห่งโทสะ
ฮิลฟีเดย์ที่เพิ่งฟื้นตัวจากผลของเคียงของการใช้งานภูติเทียมทำเอาเธอไม่อาจขยับเขยื้อนได้เป็นเวลานาน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่น่าหงุดหงิดเท่าการที่อัศวินศักดิ์สิทธิ์พ่ายแพ้ผู้อื่นในการต่อสู้ตัวต่อตัวทั้งยังเป็นเธอในสภาพเต็มร้อยนั่นทำให้เธอได้บทเรียนมากมาย
“ชายคนนั้นบอกว่าแล้วพบกันในลานประลองเกียรติยศสินะ”
หลังจากรายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นเสร็จเด็กสาวก็ได้รับรัดเกล้าชิ้นใหม่ที่บรรจุอัญมณีเม็ดน้อยใหญ่เอาไว้มากถึงห้าเม็ด ขนาดของมณีไม่มีผลต่อระดับของภูติเทียม ภูติเทียมยังคงเป็นภูติที่จำลองพลังมาจากภูติระดับสูงเช่นเดิมต่างกันตรงที่มันถูกพัฒนาให้มีการจ่ายพลังที่เสถียรและลดข้อเสียบางประการลง
ศาสนจักรเพิ่มการะมัดระวังตัวขึ้นหลายเท่า วิหารศักดิ์สิทธิ์จะถูกห้ามเข้าในวันถัดไปเหล่าผู้มีอำนาจต่างกระสับกระส่ายที่แผนการอันสมบูรณ์แบบเกิดการรั่วไหลโดยคนที่ไม่รู้แม้กระทั่งหัวนอนปลายเท้ามีเพียงรูปพรรณคร่าวๆและอาวุธที่เขาใช้งานเท่านั้น
“อีกฝ่ายเป็นผู้ใช้พลังแห่งภูติ...ถึงจะอยากได้มาศึกษาแต่แผนการต้องมาก่อน”
ลิเลียน แอชฟอร์ดกล่าวขึ้นพรางจิบน้ำชาระหว่างที่ฟังรายงานของฮิลฟีเดย์จนจบ วันนี้เธอไม่ได้สวมใส่ชุดคลุมเหมือนเคยเผยให้เห็นมงกุฎใบเล็กๆที่สวมอยู่เหนือหัวนามว่ามงกุฏราชินีภูติ ข้างกายของเธอคือร่างของอัศวินสาวมีปีกถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวน เกราะหลายชิ้นถูกปลดออกเผยให้เห็นผิวขาวนวลและบาดแผลมากมายจากเข็มฉีดยา
ท่านหญิงไม่แม้แต่จะเหลือบแลอัศวินมีปีกข้างกายเลยแม้จะถูกจ้องมองด้วยแววตาอาฆาตมาดร้ายแค่ไหนก็ตาม
“ค่ะท่านหญิง ดิฉันจะเพิ่มการเฝ้าระวังเป็นห้าเท่า สายลับที่กระจายตัวอยู่ทั่วลูมินัสจะรู้ทันทีหากชายคนนั้นก้าวเข้ามาในเมือง”
ศาสนจักรมีหูตาอยู่ทุกที่การตามหาคนๆหนึ่งที่แต่งกายโดดเด่นแบบนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องยากอะไร
“คิดเผื่อเอาไว้ในกรณีที่อีกฝ่ายปลอมตัวด้วยนะคะ”
ลิเลียนกล่าวเสริม เมื่อไม่มีอะไรแล้วฮิลฟีเดย์จึงแยกตัวออกมาแต่เด็กสาวไม่ได้ตรงกลับห้องพักเลยแต่เลือกที่จะไปใช้บริการลานฝึกลับใต้ดิน
“ฮี่ๆ ท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์ฮิลฟีเดย์ยินดีต้อนรับขอรับ วันนี้จะให้ข้าส่งมอนสเตอร์แบบไหนให้ดี?”
ลานฝึกใต้ดินเป็นโครงสร้างที่ศาสนจักรได้แอบสร้างเอาไว้นานมากแล้วโดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นที่ซ่องสุมกองกำลัง กักเก็บเสบียง ในกรณีของฮิลฟีเดย์ที่มีตำแหน่งสูงย่อมได้สิทธิพิเศษด้วยการให้ลานฝึกจัดหามอนสเตอร์มาให้ซ้อมมือ
ฮิลฟีเดย์ปรายตามองชายในชุดคลุมดำตัวผอมแห้งที่ไม่ว่าจะพบกันกี่ครั้งเธอก็อดขนลุกไม่ได้
“ไม่ต้อง ชั้นต้องการทบทวนเคล็ดวิชาคนเดียว”
“ตามที่ท่านปรารถนา ฮี่ฮี่ฮี่ หากประสงค์สิ่งใดขอเพียงท่านลั่นวาจาออกมา”
เสียงของชายชุดคลุมดำเจือจางลงเช่นเดียวกับกลิ่นอายที่ค่อยๆเลือนหายไป เมื่อได้อยู่เพียงลำพังเด็กสาวพลันเปล่งเสียงพึมพำ
“น่าขนลุก”
ลานฝึกโล่งที่ดูไม่มีอะไรกลับมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ฮิลฟีเดย์สามารถสร้างสิ่งต้องการได้เพียงแค่ใช้คำสั่งเสียง
“ผู้เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้ระดับสูงสุด เป็นผู้ใช้พลังเวทมนต์ธาตุโลหะและมีเลเวลเทียบเท่ากับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ฮิลฟีเดย์”
วงแหวนเวทมนต์ที่ซ่อนอยู่ในพื้นพลันทอแสงก่อนที่มันจะจำลองร่างของหุ่นกระบอกฝึกซ้อม แน่นอนว่าสิ่งนี้เป็นเพียงแค่ภาพมายาสำหรับเอาไว้ใช้ฝึกฝนเท่านั้น ฮิลฟีเดย์เลือกอาวุธให้มันเป็นดาบยักษ์เพื่อให้ใกล้เคียงกับแนวทางการต่อสู้ของชายสวมหน้ากากที่สุดเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วเธอจึงเริ่มออกคำสั่ง
“เริ่มได้”
วืด!
ไวเท่าความคิดหุ่นกระบอกเหวี่ยงดาบยักษ์ในมือใส่เด็กสาวราวกับไร้น้ำหนัก เป็นการลงมือในจังหวะที่ดีที่สุดจนแม้แต่ฮิลฟีเดย์ยังอดชื่นชมไม่ได้แต่ชื่นชมก็ส่วนชื่นชมแม้จะถูกชิงลงมือก่อนเด็กสาวกลับยังคงมีสีหน้าเยือกเย็น หอกศักดิ์สิทธิ์อัลเกนอสทิ่มแทงออกสะกดดาบยักษ์ที่กำลังพุ่งเข้ามาเอาไว้ได้อย่างอยู่หมัด
เคร้ง ตึง!
ใบดาบทิ่มลงกับพื้นตามคาด หอกมีระยะทำการมากกว่าดาบยักษ์ ฝุ่นยังไม่ทันหายตลบเด็กสาวพลันชักดาบศักดิ์สิทธิ์ไลท์เฟธพลันถูกชักออกมาด้วยมืออีกข้าง หุ่นฝึกซ้อมเมื่อเห็นว่าดาบไม่ได้ผลจึงย้ายแกนหมุนของร่างกายไปที่อื่นเหวี่ยงเท้ากระโจนใส่ฮิลฟีเดย์
แขนข้างที่ถือไลท์เฟธถูกลูกเตะขัดขวางเอาไว้แต่ก็แค่ชั่วครู่เท่านั้นเมื่อฮิลฟีเดย์บิดลำตัวละมือจากอาวุธทั้งสองสองเพื่อใช้งานศาสตราวุธชิ้นที่สามหัตถ์สวรรค์รามุน ถุงเมื่อเหล็กขนาดพอดีมือเปล่งพลังศักดิ์สิทธิ์ออกมาท้วมท้นไม่แพ้ศาสตราวุธระดับสูงทั้งสองชิ้น
เปรี้ยง!
หมัดคู่ถูกประเคนใส่ร่างหุ่นกระบอกระเบิดพลังศักดิ์สิทธิ์ออกมาระลอกหนึ่งแต่หุ่นฝึกซ้อมพยายามใช้พลังฉุดรั้งไม้ให้กระเด็นก็ถูกฮิลฟีเดย์ใส่กระบวนท่าหมัดไปอีกห้าครั้งรวด แรงกระแทกรุนแรงราวกับฟ้าฝ่าก่อนที่หุ่นกระบอกจะล้มลงและสลายไป
“ฟู่...”
ฮิลฟีเดย์ผ่อนลมหายใจก่อนจะเก็บถุงมือเอาไว้ตามเดิม
“สามสิบวินาทีเองเหรอ แม้แต่หุ่นฝึกระดับสูงก็ยังให้ความรู้สึกที่เหมือนกำลังสู้กับชายคนนั้นไม่ได้”
เด็กสาวถอนหายใจก่อนจะสั่งปิดการฝึกซ้อมและนั่งลงกลางลานฝึกอย่างเงียบงัน หากต้องการขัดเกลาเทคนิคเพื่อนำไปใช้ในการต่อสู้ครั้งหน้าลำพังการต่อสู้กับหุ่นกระบอกที่ไร้ชีวิตที่มีดีแค่พลังแต่ยังขาดเล่เหลี่ยมแพรวพราวนั้นไม่เพียงพอเธอต้องจินตนาการว่ากำลังต่อสู้กับชายสวมหน้ากากซึ่งไม่ง่ายเลย
เด็กสาวจรดหอกในท่ากางขา ดวงตาทั้งสองข้างหลับลงก่อนจะค่อยๆจินตนาการถึงเอเลนที่อยู่ในสภาวะผสานศาสตราวิญญาณภูติ ฮีลฟีเดย์แทงหอกไปที่ตำแหน่งยืนของเขาแต่อีกฝ่ายแก้ทางด้วยการใช้มือแทนเท้าพลิกร่างแทงดาบใส่เธอจนไร้หนทางให้ตอบโต้
“ตายครั้งที่หนึ่ง”
ฮิลฟีเดย์ลืมตาขึ้นพร้อมเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มใบหน้า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอต่อสู้ในจินตนาการแต่เป็นครั้งแรกที่เธอแพ้แม้แต่ในจินตนาการของตัวเอง แน่นอนว่าที่เธอพ่ายแพ้ไม่ใช่เพราะเธอหวาดกลัวชายสวมหน้ากากตรงกันข้ามเธออยู่ในอารมณ์ที่สุขุมทุกการออกกระบวนท่าของชายสวมหน้ากากในจินตนาการนั้นผ่านการคิดมาแล้วอย่างรอบคอบและเยือกเย็น
ความสามารถในการจิตนาการคู่ต่อสู้ในความคิดนั้นคือสิทธิพิเศษของอัจฉริยะ
“มาเริ่มกันอีกที”
การที่เธอจิตนาการถึงชายสวมหน้ากากในสภาวะที่เขาพร้อมที่สุด ไม่แปลกที่เธอจะจินตนาการว่าตัวเองพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าซึ่งขัดกับพฤติกรรมในการต่อสู้ที่แท้จริงของเอเลนที่ดูเกรี้ยวกราดน้อยกว่านี้มากๆ
และนี่เป็นอีกครั้งที่เธอถูกเซฟิออนฉีกออกเป็นสองซีก
“แฮ่ก แฮ่ก บ้าจริง”
ดีที่สุดที่ฮีลฟีเดย์สามารถทำได้คือเธอสามารถ่วงเวลายื้อชีวิตเอาไว้ได้นานสิบนาทีก่อนจะถูกลงดาบสังหาร ยิ่งสู้กันนานไปเธอยิ่งรู้สึกหวาดกลัวเอเลนจากก้นบึ้งเพราะทุกๆการกระทำของเธอมักจะถูกเด็กหนุ่มนำหน้าอยู่หนึ่งก้าวเสมอ ความรู้สึกราวกับว่าเธอกำลังเดินอยู่บนฝ่ามือของคนอื่นเพราะไม่ว่าจะใช้กลเม็ดแบบไหนเทคนิคอะไรทุ่มเทพลังลงไปมากเท่าไหร่แต่ก็กลับถูกแก้ทางได้ทุกครั้ง
เขาใช้พลังเพียงน้อยนิดในการคลี่คลายทุกๆการกระทำไม่ว่าจะมองยังไงชายคนนี้ก็มีเทคนิคเหนือกว่าเธอในทุกมิติที่น่ากลัวกว่าคือเธอไม่อาจคาดคะเนก้นบึ้งพลังของอีกฝ่ายได้ซึ่งนั่นน่ากลัวที่สุด
“ปัญหาหลักคือนอกจากตัวของชายสวมหน้ากากแล้วยังมีดาบเล่มนั้น”
เซฟิออนดาบสายฟ้าที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมาแต่ที่น่ากลัวกว่าคือการที่มันมีจิตวิญญาณ รายชื่อช่างตีเหล็กที่มีชื่อเสียงทั้งหมดศาสนจักรล้วนมีรายชื่ออยู่ในมือทั้งหมดหากมีใครที่มีความสามารถในการผลิตยุทธภัณฑ์จิตวิญญาณแล้วล่ะก็ศาสนจักรจะต้องรู้ตัวก่อนคนอื่น
นอกจากตัวเจ้านายจะร้ายกาจแล้วตัวดาบที่เคลื่อนที่ได้เองนับเป็นส่วนผสมที่เลวร้ายสำหรับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ วิธีเดียวที่คิดออกคือการเพิ่มตัวหมากเข้ามาในกระดานซึ่งการใช้สัตว์เลี้ยงก็ดูเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว
ไม่ใช่แค่คลาสผู้ฝึกสัตว์เท่านั้นที่สามารถจับสัตว์อสูรเป็นสัตว์เลี้ยงเพียงแค่คลาสนี้มีอัตราการจับสัตว์เลี้ยงที่สูงกว่าและมีทักษะสนับสนุนสูงกว่าคลาสอื่นๆ เด็กสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะหยิบกำไลผนึกสัตว์เลี้ยงอุปกรณ์พื้นฐานสำหรับใช้เก็บสัตว์เลี้ยงกำไลที่มีอัญมณีสีขาวประดับอยู่เม็ดเดียว ลวดลาบบนเรือนกำไลนั้นเป็นสิ่งที่ศาสนจักรได้เพิ่มเข้ามาเพื่อให้สามารถควบคุมสัตว์เลี้ยงได้ดีขึ้น
“เมลิน่า”
มณีสีขาวส่องแสงก่อนที่ร่างของพยัคฆ์สีขาวจะปรากฏขึ้นในสภาวะนอนหมอบ ตัวของมันใหญ่กว่าเสือปกติสองเท่าทั้งยังมีพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ท่วมท้น
เมลิน่าคือเฟธไลเกอร์สายพันธุ์พยัคฆ์ที่เชี่ยวชาญการใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ ศาสนจักรชุบเลี้ยงมันขึ้นมาเพื่อมอบแก่บุคคลระดับสูง แต่ฮิลฟีเดย์กลับรู้สึกว่ามันเป็นตัวเกะกะและภาระนอกจากจะจะเอาออกมามอบอาหารแล้วเธอแทบไม่เคยนำมันออกมาต่อสู้ การทำเช่นนี้ย่อมทำให้ความสัมพันธ์กับสัตว์เลี้ยงไม่ค่อยดีนักแต่ที่เธอยังสามารถควบคุมเมลิน่าอยู่ได้นั้นเพียงเพราะลวดลายบนเรือนกำไลที่ทำให้ยังสามารถควบคุมเมลิน่าได้
แม้จะมีท่าทีไม่ยินยอมจากสายตาแต่ไม่ใช่สิ่งที่ฮิลฟีเดย์ต้องสนใจเพราะอิธิพลของกำไลนั้นยังคงอยู่ตราบใดที่เธอคือผู้สวมใส่มีหรือที่เมลิน่าจะขัดขืนได้
“ร่วมสำนึก”
ทันใดนั้นเองห้วงความคิดของทั้งสองก็เชื่อมต่อกัน ฮิลฟีเดย์ต้องการให้เมลิน่ามาฝึกต่อสู้ในจินตนาการร่วมกันกับเธอ สายตาของทั้งสองเห็นสิ่งเดียวกันแล้วนั่นก็คือภาพของชายสวมหน้ากากและดาบสายฟ้า
โฮก!
เมลิน่าคำรามต่ำก่อนจะกระโจนเข้าไปกางเล็บตะปปเข้าที่ดาบเซฟิออน ดาบถูกหยุดเอาไว้แต่ก็แค่ชั่วครู่เท่านั้นเมื่อชายสวมหน้ากากสามารถดึงการควบคุมกลับมาได้และเปลี่ยนเมลิน่าเป็นเศษเนื้อในพริบตา สิริรวมแล้วเมลิน่าสามารถรับมือเอเลนได้ห้าวินาที
ซึ่งเป็นห้าวินาทีที่มีค่า
“เสร็จชั้น!”
ฮิลฟีเดย์ลอดร่างของเมลิน่าในสภาพพุ่งเลียดพื้นก่อนจะแทงหอกขึ้นส่งผลให้ชายสวมหน้ากากไม่มีทางเลือกนอกจากไขว้ดาบมาด้านหน้าเพื่อป้องกัน เด็กสาวฉีกยิ้มก่อนจะสลับจากหอกเป็นดาบทันใดนั้นเองดาบศักดิ์สิทธิ์พลันจมหายไปในดาบสายฟ้าก่อนจะแทงเข้าที่หัวไหล่ของชายสวมหน้ากากได้สำเร็จ
“ในเวลาแบบนี้ยังเลี่ยงจุดตายได้งั้นรึ”
กล่าวตามตรงฮิลฟีเดย์เล็งที่หัวใจแต่แล้วเด็กสาวก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อชายสวมหน้ากากที่ไม่สมควรจะขยับได้กลับก้าวมาด้านหน้าเพื่อให้คมดาบเสียบเข้าไปลึกขึ้นก่อนจะประเคนหมัดหนึ่งใส่ศีรษะส่วนอีกหมัดใส่ลำคอ หากนี่เป็นความจริงฮิลฟีเดย์คงคอหักตายไปแล้ว
“บ้าจริง เพราะความอ่อนหัดของแกแท้ๆ”
ผัวะ!
เมื่อหาที่ลงไม่ได้ฮิลฟีเดย์จึงเตะไปที่ท้องของเมลิน่าที่กำลังนอนแกล้งตายตามบทบาทของมัน คนที่เกลียดความพ่ายแพ้อย่างเธอมักจะนำความคับข้องมาลงกับสัตว์เลี้ยงเสมอ เมลิน่ากระเด็นไปสามเมตรพร้อมกับมีเลือดไหลซึมออกมาจากมุมปากทำได้เพียงใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ฟื้นฟูร่างกายตนเองเงียบๆ
แม้จะรับใช้มาหลายปีแต่เมลิน่ามีเลเวลเพียงเค่ 52 เท่านั้นทรัพยากรจากเจ้านายนอกจากอาหารแล้วก็ไม่เคยได้รับอย่างอื่นซึ่งผิดวิสัยของผู้ที่มีสัตว์เลี้ยง เมลิน่าจึงทำได้เพียงใช้พลังศักดิ์สิทธิ์หล่อเลี้ยงและพัฒนาตนเองซึ่งอัตราการพัฒนานั้นด้อยกว่าวิธีอื่นๆ
กรร...
“ชิ กินนี่แล้วรีบดูดซับพลังของมันซะ”
ตุบ
ฮิลฟีเดย์กล่าวอย่างรำคาญก่อนเจ้าหล่อนจะโยนผลึกอสูรที่หาได้ยากลงตรงหน้าของเมลิน่าราวกับขยะชิ้นนึง ผลึกอสูรนั้นจะมีอยู่ในมอนสเตอร์เพียงบางตัวเท่านั้น
เมลิน่าดมๆผลึกอสูรก่อนจะกลืนมันลงท้องไป เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งมันก็ต้องตกใจเพราะทันทีที่ผลึกเคลื่อนตัวถึงกระเพาะอาหารสารอาหารในรูปแบบของมานาพลันล้นทะลักราวกับสายฝนที่สาดลงบนดินแดนที่แห้งแล้ง โดยสัญชาติญาณเมลิน่าสามารถรับรู้วิธีดึงขุมพลังเหล่านั้นมาหล่อเลี้ยงและพัฒนาร่างกายของตนเอง
อสูรร้ายที่เปี่ยมไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์กำลังถือกำเนิดขึ้นแล้ว
****************************************************
ช่วงบ่นท้ายตอน
วันนี้ไม้่มีไรให้บ่นครับ เหนื่อย
สนับสนุนค่ากาแฟ ค่าไฟ และอื่นๆได้ที่ QR Code ด้านล่าง
Zero Times
