แม้กระทั่งซูเฟยหลุนก็ไม่รู้ว่าอันเจิงใช้เวลาไหนมาเขียนคำว่าอันบนหน้าผากของตัวเองเหตุใดเขาถึงไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด? ผู้ที่มีพลังวัตรระดับเขา เป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่รู้สึกตัวเมื่อคนอื่นมาเขียนบนหน้าผากตัวเอง?
แต่ในความเป็นจริง อันเจิงไม่ได้เขียนบนหน้าผากเขาแต่ใช้คลื่นพลังซัดเข้าไปมากกว่า
ท่ามกลางอากาศที่มีแต่ฝุ่นควันเต็มไปหมดอันเจิงซัดตัวอักษรที่ตัวเองเขียนผ่านคลื่นไปยังหน้าผากของซูเฟยหลุน ถึงแม้เขาจะไม่ได้เขียนบนหน้าผากของซูเฟยหลุนจริงๆ แต่การกระทำเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าแข็งแกร่งกว่าพลังกระบี่ของซูเฟยหลุนในเมื่ออันเจิงเขียนตัวอักษรแล้วซัดไปด้วยความเร็ว ซึ่งมันก็เร็วกว่าการโจมตีของซูเฟยหลุนเพียงดาบเดียว
ผู้คนต่างจมเข้าสู่ความเงียบราวกับโลกนี้ถูกปิดเสียงไปแล้วกระนั้น
ผ่านไปครู่หนึ่ง ทุกคนจึงเริ่มส่งเสียงดังขึ้นเหมือนกำลังระบายความรู้สึกออกมาตอนนี้ทุกคนอยู่ในจุดที่กำลังบ้าคลั่ง เพราะชีวิตนี้นี่อาจเป็นครั้งเดียวที่ได้เห็นการประลองที่ดุเดือดเช่นนี้
แผ่นหลังซูเฟยหลุนที่เดินจากไปช่างเงียบเหงา ส่วนอันเจิงก็จากไปอย่างสงบ
ทั้งสองเดินหันหลังให้กันแล้วจากไป และทั้งหมดนี้ก็เป็นประวัติศาสตร์ที่ทุกคนไม่มีวันลืม
ขุนนางกรมพิธีการตัวอ้วนที่ดูเหมือนไม่ฉลาดมองแผ่นหลังอันเจิงแล้วยิ้มอย่างเย็นยะเยือก“ต่อให้เจ้าจะชนะการประลองในครั้งนี้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นใช้ความสามารถอย่างเต็มที่แล้ว”
อันเจิงยักไหล่ “แล้วใครว่าไม่ใช่แบบนั้นล่ะ?”
ขุนนางกรมพิธีการส่ายหน้า“เย่อหยิ่งเสียจริง หมดทางเยียวยาแล้ว”
อันเจิงหันหน้ากลับไปอย่างรวดเร็ว“เจ้าเป็นใครกันแน่?”
ขุนนางคนนั้นฉีกยิ้มที่มุมปาก“ข้าเคยบอกแล้วว่าเจ้าจะเจอข้าในเทศกาลใบไม้ร่วง”
“ที่แท้ก็คือเจ้านี่เอง”
ขุนนางอ้วนหันกลับไปแล้วไม่พูดอะไรต่ออีกแต่ทว่ากลับใช้เสียงที่เย่อหยิ่งพูดขึ้น “ทุกคนเงียบ การประลองยังไม่จบ ได้ยินหรือไม่ว่าข้าบอกให้เงียบข้าจะจับฉลากผู้ที่ต้องประลองคนต่อไปแล้ว นี่เป็นเพียงรอบแรกเท่านั้นนะพวกเจ้าคิดว่าการประลองจบแล้วหรือ?”
ตอนนี้ทุกคนถึงนึกขึ้นได้ว่า นี่เพิ่งเป็นการประลองรอบแรกเท่านั้นอันเจิงชนะซูเฟยหลุน แต่ยังไม่ได้ชนะการแข่งขันด้านบุ๋น
อันเจิงเงยหน้ามองไปทางตำหนักวิหารสวรรค์ในใจคิดถึงการประลองของเนี่ยชิงและเฟิงเสี่ยวหยาง ทั้งสองคนเลือกที่จะไปประลองในตำหนักวิหารสวรรค์ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง และไม่รู้ว่าพวกเขาทั้งสองเปลี่ยนสถานที่ต่อสู้แล้วหรือยังพวกเขาเลือกที่จะออกไปประลองที่อื่นเพราะอยากใช้พลังที่มีทั้งหมดฉะนั้นการประลองของเขาทั้งสองจะต้องดุเดือดมากกว่าการประลองของอันเจิงและซูเฟยหลุนแน่นอน
อันเจิงเดินอย่างยากลำบากไปตามพื้นที่ที่เป็นหลุมเป็นบ่อขณะนี้เขาเพิ่งรู้ว่าตัวเองและซูเฟยหลุนต่อสู้กันจนพังลานประลองนี้ไปหมดแล้ว
ในขณะที่ขุนนางตัวอ้วนกำลังจะหยิบรายชื่อผู้ประลองคู่ต่อไปนั้นหอข้างกำแพงทางทิศใต้ของตำหนักวิหารสวรรค์ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นอันเจิงมองไปยังสถานที่ที่เกิดเสียงดัง จึงเห็นว่ามีชายสวมชุดชาวบ้านธรรมดาพุ่งขึ้นไปบนหอข้างกำแพงอย่างน้อยหลายสิบคนเห็นได้ชัดว่าพวกเขาต้องกำลังลงมือจัดการกับราชาแน่
บนกำแพงตำหนักวิหารสวรรค์องครักษ์หลวงและคนร้ายกำลังต่อสู้กันอยู่ สถานการณ์เป็นไปอย่างวุ่นวาย ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าจะมีคนหาญกล้าเลือกลงมือกับราชาในเวลาเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ามันเป็นเรื่องที่บ้าคลั่งอย่างถึงที่สุด
สายตาของอันเจิงมองไปยังด้านล่างกำแพงด้วยสัญชาตญาณจากนั้นก็พุ่งออกไปด้วยความเร็วดุจลูกธนู
ขณะที่อันเจิงพุ่งไปถึงด้านล่างของกำแพงขุนนางในหน่วยทหารก็ถูกฆ่าตายไปสามคนแล้ว
เป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ!
ที่แท้มันก็เป็นเพียงแผนการของคนร้ายเท่านั้นด้วยความสามารถของพวกเขาไม่อาจฆ่าราชาได้แน่นอนพวกเขาเพียงแค่ดึงดูดความสนใจของทุกคน เมื่อทุกคนพุ่งเป้าไปที่การคุ้มกันราชาแล้วใครจะมาสนใจขุนนางที่มีความผิดเหล่านี้กัน? ต่อให้ก่อนหน้านี้มู่ฉางเยียนจะสั่งให้คนคุ้มกันคนพวกนี้แล้วแต่เมื่อราชาจะถูกลอบสังหาร ใครจะยังมีกะจิตกะใจมาสนใจขุนนางในหน่วยทหารอีกเล่า ทุกคนต่างก็พุ่งไปหาคนร้ายหมดแล้ว
อันเจิงถอนหายใจยาว คนร้ายเพียงต้องการล่อเป้าเท่านั้นการทำแบบนี้ไม่เพียงแค่ฆ่าขุนนางในหน่วยทหารได้ แต่ยังบีบราชาทางอ้อมให้แสดงความสามารถและเปิดเผยจำนวนลูกน้องที่มีออกมาอีกด้วย
คนร้ายคนหนึ่งชูมีดในมือตัวเองขึ้น “ใต้เท้าเฉินอย่าโทษข้าเลยเมื่อตายเป็นผีแล้ว ควรไปหาใครก็ไปเถอะ ข้าเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น”
มีดเล่มนั้นฟันลงมาอย่างรวดเร็ว และตรงไปที่คอของเฉินไจ่เหยียน
ติง!
หินก้อนหนึ่งพุ่งออกไปกระทบกับมีดเล่มนั้น ทำให้มีดกระเด็นหล่นลงไปด้านข้างแล้วกระแทกแผ่นหินบนพื้นแตกทันที
คนร้ายคนนั้นชะงักไป จากนั้นก็รีบหยิบมีดขึ้นแล้วฟันไปทางด้านเฉินไจ่เหยียนอีกครั้งแต่ทว่าอันเจิงก็เข้าไปถึงตรงหน้าแล้ว
อันเจิงปล่อยหมัดออกไป ทันใดนั้น พลังหมัดก็ระเบิดขึ้นด้านหลังของคนร้ายคนนั้นภายใต้พลังที่มหาศาล เขาถูกแรงระเบิดอัดจนกระเด็นมาด้านหน้า เมื่อพยายามลุกขึ้นมาอันเจิงก็เหยียบบนไหล่ของเขา บังคับให้คุกเข่าลงบนพื้นด้วยความแรงจนแผ่นหินแตกหัก
จากนั้นก็ตามมาด้วยเข่า อันเจิงฟาดเข่าเข้าไปที่ขมับของคนร้ายอย่างแรงเพียงชั่วพริบตา ดวงตาทั้งสองของเขาก็ทะลักออกมา หัวเบี้ยวไปด้านหนึ่งทันที
อันเจิงพุ่งกลับไปหยิบมีดบนพื้นขึ้นมาแล้วฟันไปที่เฉินไจ่เหยียน...แกรก!โซ่ที่มือและเท้าของเฉินไจ่เหยียนขาดออกจากกันทันที เขาลากเฉินไจ่เหยียนให้ถอยไปด้านหลังมีคนร้ายกว่าสิบคนกำลังพุ่งเข้ามาทางอันเจิง
“เจ้าหนู!”
คนร้ายที่ปิดหน้าพูดขึ้น“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้าเจ้าควรรู้ว่าด้วยพลังที่ตัวเองมีไม่อาจต้านทานพวกข้าได้หากเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องก็เหมือนรนหาที่ตายเท่านั้น เจ้าควรรู้จักเอาตัวรอดกลับไปเสียตอนนี้จะดีกว่า”
อันเจิงกวาดมีดในมือออกไป“จะพูดกับข้าก็เข้ามาให้ใกล้กว่านี้”
คนร้ายคนนั้นพูดด้วยเสียงที่เย็นยะเยือก“นี่เจ้าเลือกเองนะ คิดว่าชนะซูเฟยหลุนเพียงคนเดียวก็ไร้คู่เทียมทานแล้วหรือ? เด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นพวกเจ้าช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียจริง”
เฉินไจ่เหยียนคว้าแขนอันเจิงจากด้านหลัง“เจ้ารีบหนีไปเถอะ คนพวกนี้แข็งแกร่งมากเกินไป”
อันเจิงมองไปยังด้านหน้าจึงเห็นว่าองครักษ์ต่างก็จากไปกันหมดแล้วเหล่าคนรุ่นใหม่ที่มู่ฉางเยียนฝึกขึ้นมาก็ถือว่าแบ่งหน้าที่กันได้อย่างดีเยี่ยมบางส่วนออกจากที่นี่ไปช่วยราชา แต่บางส่วนก็ซ่อนตัวอยู่ พวกเขาหมอบลงบนพื้นเพื่อคอยดูสถานการณ์
และเพราะพวกเขาช่วยขัดขวางไว้ก่อนคนร้ายเหล่านี้ถึงยังไม่ทันฆ่าเฉินไจ่เหยียนและพวกจนหมด
อันเจิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “สู้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
เมื่อครู่ที่อันเจิงประลองกับซูเฟยหลุนทำให้พลังวัตรในร่างลดลงไปบ้าง ขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้นเขาก็หยิบโอสถวิญญาณออกมาจากสร้อยลูกประคำโลหิตแล้วยัดเข้าปาก “ข้าเตรียมมาต่อสู้เพื่อการนี้ตั้งแต่แรกแล้ว”
หัวหน้าของคนร้ายโบกมือ“ฆ่าพวกเขาทั้งหมด!”
คนร้ายกว่าสิบคนเข้ามาโจมตีพร้อมกันทุกคนต่างมีพลังวัตรที่ไม่ธรรมดา อันเจิงรู้ดีว่าไทเฮาอยากกำจัดเฉินไจ่เหยียน จึงต้องส่งคนที่มีพลังวัตรไม่ธรรมดามาอยู่แล้วเพียงแค่นึกไม่ถึงว่า...หนึ่งในคนร้ายก็มีพลังวัตรในขอบเขตสุมารุแล้ว อีกทั้งยังเป็นขอบเขตสุมารุขั้นสูงอีกด้วย
อันเจิงสู้กับพวกเขาตัวคนเดียวผ่านไปครู่หนึ่งก็รู้สึกเหมือนชีวิตจะโหดร้ายไปหน่อย คนเหล่านี้มีพลังวัตรมากกว่าอันเจิงหากเป็นคนอื่นละก็ เกรงว่าคงถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ ตั้งนานแล้วอันเจิงเพียงแค่ปล่อยหมัดออกไปไม่กี่ครั้ง พลังวัตรในร่างก็ลดลงอย่างมาก
คนร้ายที่มีพลังมากกว่าเขาหลายสิบคนเข้ามาล้อมเขาเอาไว้ เขาสามารถดึงดูดความสนใจของคนร้ายมาได้ทั้งหมดคู่ต่อสู้ดูเหมือนมีพลังวัตรมากกว่าเขาหลายสิบเท่า ระดับพลังวัตรที่แตกต่างกันช่างน่ากลัวเหลือเกินส่วนโอสถวิญญาณที่อันเจิงกินเข้าไปก็เกรงว่าจะอยู่ได้ไม่นาน
อันเจิงกัดฟันอดทนต่อไป เขาสั่งให้เกล็ดมัจฉาทั้งสี่ชิ้นออกมาปกป้องเฉินไจ่เหยียน“หากหนีได้ก็หนีไปซะ”
เฉินไจ่เหยียนรู้ว่าตอนนี้ตัวเองไม่ต่างไปจากตัวถ่วงแต่ทว่าเขาจะหนีไปได้อย่างไร? หากหนีออกไปจากการดูแลของอันเจิงเมื่อไหร่ เขาต้องถูกฆ่าตายอย่างแน่นอน
อันเจิงต่อสู้อย่างยากลำบากในใจคิดว่า...หากสุดท้ายแล้วไม่มีทางเลือกจริง ๆอย่างนั้นก็คงต้องใช้ดาบนิลกาฬที่เสวี่ยเหมยไต้ให้ไว้แล้วล่ะ แต่หากดาบเล่มนี้ถูกใช้ไม่รู้ว่าจะล่อยอดฝีมือออกมามากเท่าไหร่ และอันเจิงก็ไม่มีทางซ่อนมันไว้ได้อีกนั่นเป็นถึงอาวุธระดับสีม่วง มันสามารถนำหายนะมาให้สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ได้เลยทีเดียว
หากเปรียบเทียบกันละก็การที่อันเจิงมีอาวุธวิเศษระดับสีม่วง ก็ไม่ต่างจากการที่เด็กคนหนึ่งสวมทองคำล้ำค่าแล้วออกมาเดินล่อหน้าล่อตาผู้คนกลางถนนต่อให้คนอื่นจะไม่เข้ามาแย่งชิงต่อหน้า แต่คนที่ซ่อนตัวในที่ลับต้องหาวิธีมาแย่งชิงอย่างแน่นอน
ฉับ!
หน้าอกของอันเจิงถูกพลังมีดฟันเข้าอย่างจังทำให้เสื้อผ้าฉีกขาดเป็นรอยใหญ่ จากนั้นเลือดก็ไหลลงมาตามร่าง
เฉินไจ่เหยียนพูดเสียงดัง “อันเจิงเจ้ารีบหนีไปเถอะ อย่างไรข้าก็คงไม่อาจรอดแต่แผ่นดินนี้ยังต้องการเด็กหนุ่มอย่างพวกเจ้าอนาคตของแคว้นเยี่ยนยังต้องอาศัยพวกเจ้า!”
“หุบปากเถอะน่า อยู่ตรงนั้นป้องกันตัวเองให้ดีก็พอ!”อันเจิงหันมาตวาด
เฉินไจ่เหยียนอ้าปากค้างแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
อันเจิงต่อสู้พร้อมกับถอยไปด้านหลังเพียงครู่เดียวเขาก็ถอยไปจนจะสุดกำแพงแล้ว หากเขาและเฉินไจ่เหยียนถอยไปจนติดกำแพงแล้วละก็เกรงว่าเขาก็คงจะต้านทานต่อได้อีกไม่นาน อันเจิงใช้มือข้างหนึ่งถือมีดส่วนมืออีกข้างก็กำลังจะหยิบดาบนิลกาฬออกมา
คนร้ายกว่าสิบคนเริ่มโมโหมากขึ้นเรื่อย ๆเพราะคนจำนวนมากขนาดนี้สู้กับเด็กหนุ่มหนึ่งคน ผ่านไปนานแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่อาจเอาชนะเด็กหนุ่มตรงหน้าได้ฉะนั้นพวกเขาจึงระเบิดโมโหออกมาทันที กลิ่นอายสังหารเพิ่มมากขึ้นไม่น้อย เพียงครู่เดียวร่างอันเจิงก็มีบาดแผลเพิ่มมากขึ้น บาดแผลทั้งหมดลึกจนเห็นกระดูก
อันเจิงถอนหายใจ คนของมู่ฉางเยียนน้อยจนน่าสงสารเขาอดทนมานานขนาดนี้ แต่ยังไม่มีใครออกมาช่วยเลยสักคน ไม่แน่ว่าคนพวกนั้นอาจจะใช้โอกาสนี้ฆ่ามู่ฉางเยียนจริง ๆ ก็ได้ ในเวลาที่คับขันเช่นนี้อันเจิงกลับคิดถึงเหตุผลที่เฟิงเสี่ยวหยางพาเนี่ยชิงจากไป...ที่แท้ก็เพราะจัดเตรียมเรื่องทั้งหมดนี้ไว้แล้วนั่นเอง
เมื่อล่อให้เนี่ยชิงออกไปแล้วคนที่จะช่วยเฉินไจ่เหยียนก็น้อยลงอีกคน ส่วนอันเจิงน่าจะไม่อยู่ในเป้าหมายของเขาเพราะก่อนที่อันเจิงจะประลองกับซูเฟยหลุน เขาไม่เคยแสดงพลังที่แท้จริงของตนเองออกมาเลยสักครั้ง
หากคนพวกนี้รู้ตั้งแต่แรกว่าอันเจิงแข็งแกร่งละก็ พวกเขาคงหาวิธีล่ออันเจิงออกไปหรือกำจัดอันเจิงไปตั้งแต่แรกแล้วอันเจิงคิดอย่างอดไม่ได้ว่า ขุนนางอ้วนหรือก็คือเฉินเซ่าป๋ายเป็นคนสุ่มจับคู่ประลองของเฟิงเสี่ยวหยางและเนี่ยชิงหรือนี่แสดงให้เห็นว่าเฉินเซ่าป๋ายก็รู้เห็นกับเรื่องนี้ด้วย หรือเฉินเซ่าป๋ายจะรู้เห็นเรื่องที่ไทเฮาต้องการลอบฆ่าเฉินไจ่เหยียนและราชา
แม้สมองอันเจิงจะคิดไปเรื่อยเปื่อยแต่ทว่ามือก็ยังคงสู้อย่างต่อเนื่อง ฝ่ายตรงข้ามจู่โจมมาดั่งสายน้ำที่ไหลเชี่ยวตอนนี้บนร่างอันเจิงมีบาดแผลไม่ต่ำกว่าสิบจุดแล้ว เลือดไหลออกจากตัวเขาไม่หยุด
ขณะที่เขากำลังจะนำดาบนิลกาฬอันทรงพลังที่เสวี่ยเหมยไต้ให้ไว้ออกมาข้อมือของเขาก็รู้สึกเจ็บ...มันเหมือนมีอะไรบางอย่างแทงเข้าไปในข้อมือของเขา สิ่งนั้นคือสร้อยลูกประคำโลหิต
ราวกับอันเจิงได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นมาในสมอง
“ยุ่งยากจริง...ตอนนั้นเห็นว่าเลือดเจ้าดีเลยมอบมันให้เจ้าหวังว่าเจ้าจะช่วยฟื้นฟูร่างข้าได้ อีกทั้งข้ายังให้ของขวัญเป็นการขอบคุณเจ้าแล้ว...แต่ทำไมคนอย่างเจ้ามักจะหาเหาใส่หัวตลอดเลยนะทำไมไม่ฝึกพลังวัตรอย่างสงบ ๆ แล้วค่อย ๆ เติบโตไปตามวัยล่ะทำไมต้องลากตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ด้วย”
“หากไม่ใช่เพราะเจ้าตายแล้วจะไม่เป็นผลดีกับข้าละก็ข้าคงไม่มีทางมาสนใจเจ้าหรอก...เอาเถอะข้าจะให้เจ้ายืมพลังที่หลายปีมานี้เจ้าได้ช่วยข้าฟื้นฟูมันกลับมา แต่ทว่าเพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้นนะใช้มันให้คุ้มค่าล่ะ เจ้าคงไม่รู้ว่าข้าสะสมพลังมามากเท่าไหร่แล้ว...”
เสียงนั้นดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันเหมือนดังกึกก้องอยู่ในสมองของอันเจิงแต่ทว่าก็หาที่มาของเสียงไม่ได้ จากนั้นอันเจิงก็ได้ยินเสียงเหมือนประตูที่หนักอึ้งเปิดออกตอนนี้ประตูที่หนักอึ้งในตัวอันเจิงได้เปิดเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยแล้ว