ตอนที่ 55
มีชะตาร่วมกัน
แม้จะรู้สึกโกรธเจ้าเด็กเวรนี่แต่เมื่อไม่สามารถทำอะไรได้แล้วก็ต้องหาทางแก้ไขอาวุธระดับสวรรค์ทั้งหมดก็หายไปเกลี้ยงหอคอยชั้น 9 คงไม่มีประโยชน์อะไร การจะขึ้นมาเอาอาวุธก็ดูเหมือนว่าไม่น่าดึงดูดอีกแล้ว เขาจำเป็นจะต้องหาทางแก้ไขเพราะนี่คือความรับผิดชอบของเขา ก่อนที่สายตาจะมองไปที่มืออีกข้างหนึ่งที่ถือตำราไว้แล้วหันมามองดูเด็กหนุ่มที่ทำหน้าทะเล้น
‘เจ้าเด็กผู้นี้ถูกเลือกมาเจอข้าถ้าอย่างนั้นข้าจำเป็นจะต้องยอมรับสินะในรอบหมื่นปีถึงจะเจอครั้งหากจะรออีกสักหน่อยก็ได้แต่ก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เจอแบบนี้อีก งั้นข้าจะเลือกเจ้านี่แล้วกันหวังว่ามันจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง’
ชายผู้นั้นคิดตัดสินใจเมื่อได้มองสำรวจดูชะตากรรมของเด็กหนุ่มผู้นี้ ก่อนจะกระดิกนิ้วชี้ขึ้นแสงประหลาดก็ลอยออกมาจากปลายนิ้วนั้นวิ่งเข้าไปในหว่างคิ้วของไป๋เหอจนเขาไม่ทันได้ตั้งตัว
“นี่มันอะไรกันท่านอาวุโส” ไป๋เหอรีบสัมผัสหน้าผากตนเองอย่างตกใจ เมื่อเจ้าแสงเล็ก ๆนั้นวิ่งเข้ามาเขารับรู้ว่าสิ่งนั้นสถิตอยู่ที่หน้าผากของเขาเหมือนเป็นตราประทับ
“เจ้ากับข้ามีชะตาต้องกันจะต้องมีชีวิตที่ยากลำบากด้วยกันภายภาคหน้าข้าจำเป็นจะต้องประทับตราเจ้าไว้เพราะเจ้าคือคนที่ข้าเลือกไว้แล้ว”
“อะไรนะ!! ท่านอาวุโสชีวิตข้ากับท่านนะเหรอมันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน” ใบหน้าตื่นตกตะลึงเมื่อได้ฟัง เขาไม่ต้องการให้มันเป็นเช่นนั้นตอนนี้ชีวิตเขาก็ลำบากพอแรงแล้วนี่ยังจะมีอนาคตร่วมชะตากับเจ้าลุงผู้นี้อีกเหรอ
‘นี่มันเวรบ้าอะไรวะ’ เขาสบถในใจไม่ดีใจเลยสักนิดที่ได้ยินแบบนั้นอุตส่าห์ตั้งใจจะหลีกหนีกับตาแก่โบราณนี่เสียหน่อยไยต้องมีชะตาร่วมกัน ไป๋เหอเสียอารมณ์จริง ๆแม้ใบหน้าไม่แสดงออกแต่ความขุ่นเคืองในใจนั้นเต็มล้น
“มันก็เป็นไปแล้วนี่ เมื่อเจ้าได้พบข้าวาสนาของเราก็จะมีร่วมกันในรอบหมื่นปีข้าพึ่งได้เจอก็ถือว่าเจ้าคือคนที่ข้าเลือกแล้วกันแม้พลังจะต่ำเท่าขี้มดแต่โอกาสพัฒนาก็มีอยู่อย่าชิงตายก่อนแล้วกันข้าขี้เกียจรอคนอื่นต่อจากเจ้า”
ไป๋เหอนึกอยากขำเมื่อกี้ตาแก่นี่ก็เกือบจะฆ่าเขาเห็นๆ มาพูดแบบนี้น่าตลกจริงๆแค่นึกว่าอนาคตข้างหน้าจะต้องต่อสู้ร่วมชะตากับคนตรงหน้าแล้วไป๋เหอก็คิดอยากชิงฆ่าตัวตายเสียให้ได้
“แล้วทำไมข้ากับท่านต้องลำบากด้วยกันเราไม่มีวิธีที่จะทำให้ตัวเองสบายกว่านี้เหรอทำไมต้องลำบากในเมื่อท่านก็มีความสามารถเพียงนี้ท่านสามารถลิขิตตนเองได้แล้วเหตุใดจะต้องทำให้มันยุ่งยากด้วยข้าไม่เข้าใจจริงๆ” เขาอยากจะพูดว่าเขาไม่เต็มใจมีชะตาร่วมกันแต่หากเปล่งคำนี้ออกมาชีวิตก็คงอาจไม่เหลือรอดดูท่าตานี่คงไม่เอาชีวิตเขาไว้แน่
“เรื่องบางอย่างข้าก็ไม่สามารถลิขิตตนเองได้และก็ไม่สามารถอธิบายให้เจ้าฟังได้หากไม่ถึงเวลา อย่างเช่นอนาคตทางเดินข้ากับเจ้าในกาลเบื้องหน้าข้าก็ไม่รู้เช่นกันว่าจะพบจุดจบแบบไหน”
ดินแดนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยพวกเขาหากเมื่อถึงเวลาของมันจุดสิ้นสุดที่นี่ก็จะสลายหายไปราวกับว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนมันถูกกำหนดไว้แล้ว ส่วนคนตรงหน้าก็แค่ถูกดึงเข้ามาร่วมเกมในครั้งนี้แต่เขาไม่ค่อยมั่นใจว่าเด็กหนุ่มนี่จะสามารถทำมันได้จะสามารถเผชิญสิ่งที่รออยู่ ไม่รู้ว่าเขาจะเลือกคนถูกหรือไม่แต่บนดินแดนแห่งนี้เจ้าเด็กหนุ่มนี่ก็เก่งไม่แพ้ใครหากได้วิชาดีอดทนฟันฝ่าไปได้
ไป๋เหอพอได้ฟังกลับคิดว่าอะไรกันที่เขาไม่รู้เกี่ยวกับโลกใบนี้อีกนะมันเริ่มจะมากขึ้นเรื่อยๆ การปรากฏตัวของชายผู้นี้และการมีชะตาร่วมกันเขาเริ่มกลืนน้ำลายฝืดคอชายผู้นี้มีความแข็งแกร่งมากแต่ตัวเขาเองกลับต้องมีทางเดินชีวิตคู่กับเขา เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เขาต้องไปพบเจอในอนาคตคงสาหัสอีกหลายร้อยเท่าแน่ๆแล้วในตอนนั้นเขาต้องแข็งแกร่งแค่ไหนกันนะถึงจะอยู่รอดได้เขามองภาพไม่ออกเลย
“ท่านอาวุโสเราไม่มีทางหลีกเลี่ยงการเผชิญอันตรายเลยเหรอ”
“ปอดแหกเหลือเกินนะเจ้า เอาล่ะออกไปได้แล้วเรื่องข้ากับเจ้าไว้เป็นเรื่องของอนาคตข้าหวังว่าจะได้เจอเจ้าอีกนะ” เขากล่าวอย่างไม่พอใจรู้สึกผิดหวังที่ได้ยินไม่คิดว่าเด็กหนุ่มที่เขาเลือกจะมีความเกรงกลัวต่ออันตรายพวกนี้ นี่ยังไม่ทันเริ่มก็จะท้อซะแล้วน่าผิดหวังสิ้นดี
‘ใครอยากเจอกันเล่าไม่อยากเจอสักนิดเลยตาแก่นี่เกือบจะเอาชีวิตของเขาไปแล้วทางที่ดีก็อย่าให้พบเจอกันเลย’ ไป๋เหอคิดในใจสีหน้าแม้ยังคงเรียบเฉย
ไป๋เหอกำลังจะอ้าปากพูดต่อชายผู้นั้นกลับชิงพูดเสียก่อนดวงตามีแววจะดุ
“เอาล่ะเจ้าออกไปได้แล้วข้าเหม็นขี้หน้าเจ้าเต็มทน”
พร้อมกลับสะบัดแขนออกไปเพียงเท่านั้นเฉินไป๋เหอก็หายวับไปโผล่ที่หน้าประตูหอคอยไม่ให้เขาได้กล่าวอันใดออกมาเลย
ชายที่นั่งอยู่หลังจากสลัดเด็กเจ้าเล่ห์นั้นออกไปดวงตามองออกไปยังโลกกว้างพลางคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้
เด็กหนุ่มผู้นี้แม้มีชะตาเดียวกับเขาเรื่องการยื่นมือช่วยเหลือให้เด็กหนุ่มนี่แข็งแกร่งขึ้นไวๆ นั้นไม่ใช่จุดประสงค์ของเขาที่จะทำ หวังว่าเจ้านี่จะสามารถแข็งแกร่งขึ้นมาเองได้โดยไม่ได้รับการยื่นมือเข้าช่วยจากเขาเพราะหากง่ายไปจะทำให้เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่มีประสบการณ์มากพอในการต่อสู้ในการแก้ปัญหา สู้ให้ไปลองผิดลองถูกเผชิญหน้าด้วยตนเองเป็นการดีที่สุดเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์หวังว่าจะเอาตัวรอดได้ แล้วอีกอย่างหากเป็นคนสำนักชิงเฉิงในสังกัดตระกูลโจวหรือมีความผูกพันกับตระกูลโจวขึ้นมาชั้น10 ได้เขาจะมอบอาวุธหรือวิชาที่สูงขึ้นให้อยู่แต่เด็กผู้นี้ไม่ใช่จึงไม่ได้รับอะไรไปจากชั้นนี้
ทางด้านหยุนซีที่เฝ้าประตูลืมตาตื่นขึ้นอย่างประหลาดใจกับภาพตรงหน้าราวกับไปเจอศึกหนักเสื้อผ้าขาดวิ่นบนใบหน้ามีรอยฟกช้ำหลายจุด แต่ยังปรากฏรอยยิ้มของคนกำลังมีความสุขนี่มันแปลกใจชะมัด
“เจ้าคงไปเจอของดีอย่างนั้นสินะ” หยุนซีกล่าวขึ้นดวงตาจับจ้องสำรวจทั่วเรือนร่างราวกับว่าจะดูอาการบาดเจ็บของเขาว่ามีตรงไหนเสียหายหนักหรือไม่เมื่อดูแล้วเขาน่าจะรักษาเองได้ไม่ต้องถึงมือตนก็รู้สึกโล่งใจ
ไป๋เหอเพียงยิ้มไม่ได้อ้าปากกล่าวอันใดออกมาก่อนที่จะมีเสียงสตรีที่เขาคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง เขาจึงหันไปมองนางผู้นั้น
“ท่านไปหลงเป็นอย่างไรบ้างท่านไปพบเจออะไรมาอย่างนั้นเหรอ”
นางได้รู้ความลับบางอย่างเกี่ยวกับชั้นที่10 แล้วและเขาตรงหน้าคือผู้ที่ถูกเลือกมันช่างบังเอิญเสียจริงไม่คิดว่าการมาของเขาจะเป็นประโยชน์ต่อตัวนางและต่อบิดาของนางอย่างยิ่งแถมอนาคตกาลเบื้องหน้าเขาจะต้องอยู่เหนือคนตระกูลโจว หากเป็นเช่นนั้นนางคงจะต้องคว้าโอกาสการใกล้ชิดกับเขาไว้
“ข้าได้ขึ้นไปบนชั้น10 ได้พบชายผู้หนึ่งที่อยู่บนนั้นมันไม่ใช่มีแค่ชั้น 9 อย่างที่เจ้ากล่าวในตอนแรก” ไป๋เหอคิดว่านางก็เป็นบุตรสาวของที่นี่ย่อมที่จะไม่ต้องปิดบังและชั้น 10ก็ไม่เห็นว่ามีอะไรจะต้องเป็นความลับ
“แล้วเขาชื่ออะไรเขาเป็นใครอย่างนั้นเหรอเขาได้บอกท่านหรือไม่”
บิดาของนางรู้เพียงแต่ว่าชายผู้ที่อยู่ชั้นบนสุดได้มาสถิตอยู่ที่นี่มานานแล้วและคอยปกป้องหอคอยที่นี่และคนตระกูลโจวมานานแต่ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่นี่มากี่หมื่นปีแล้วอาจจะมาอยู่ตอนที่ตระกูลโจวเริ่มก่อตั้งที่นี่ก็เป็นได้หรืออาจจะอยู่ก่อนตระกูลโจวอีก อันนี้ไม่ได้ระบุไว้แน่ชัดรู้แต่ว่าการมีตัวตนของเขาทำให้ตระกูลโจวยังคงมีอยู่และทรัพยากรที่เขาดูแลก็ล้วนมีประโยชน์ต่อศิษย์ตระกูลโจวไม่น้อย
“เขาไม่ได้บอกแล้วข้าก็ลืมถามเลยว่าเขาเป็นใครเพราะเจอหน้ากันเขาก็เล่นงานข้าสะน่วมเลย ข้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเขาต้องเล่นงานข้าหนักๆ ด้วยก็ไม่รู้”
อาการบาดเจ็บทั้งภายนอกภายในที่สาหัสก็เป็นเพราะชายผู้นี้ไม่เข้าใจว่าคนผู้นี้จะเอายังไงกับชีวิตของเขาเหมือนจะดีแต่ไม่ดีปากบอกว่าช่วยแต่ไม่เห็นจะมีอะไรมีแต่การให้คนหน้าเหมือนเขาโจมตีสู้กับเขาอย่างเอาเป็นเอาตายมากกว่า
“เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น!” หญิงสาวเอามือป้องปากอย่างตกใจการขึ้นไปชั้น10 ถือว่าเป็นเรื่องดีอย่างมากแต่เหตุใดกลายเป็นว่าเกิดเหตุนี้ขึ้นหรือว่าท่านผู้นั้นต้องการทดสอบฝีมือของเขากันแน่ถึงได้ลงมือหนักอาการบาดเจ็บของเขาดูเหมือนว่าสาหัสอยู่ไม่น้อย
“ข้าก็ไม่รู้” เขาไม่เข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของชายผู้นั้นเขาบอกเพียงว่าชะตาชีวิตมีร่วมกันแต่การกระทำของคนผู้นั้นเหมือนศัตรูมากกว่าพอพูดถึงตานี่ชักโมโหมีสีหน้าแววตาออกมาอย่างชัดเจนแบบไม่ปิดบังเพราะคนผู้นั้นไม่ได้อยู่ตรงนี้
ทำไมบรรพบุรุษถึงคิดอยากสังหารเขาเรื่องนี้นางก็ไม่เข้าใจหรือว่ามีอะไรที่เขาไปล่วงเกินอย่างนั้นหรอนางเห็นชัดว่าเขาไม่พอใจเมื่อกล่าวถึงคนผู้นั้น ก่อนที่นางจะเอ่ยกล่าวต่อ
“แต่ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพละกำลังของท่านอยู่แค่ในชั้นรวมลมปราณขั้นที่5 แต่สามารถไปถึงชั้น 9ได้ และยังไปถึงชั้น 10 ได้ ข้ารู้สึกมหัศจรรย์ใจอย่างมากคนเช่นท่านหาพบได้ยากยิ่ง”
ชายตรงหน้าแม้จะมีใบหน้าอยู่ในวัยกลางคนแต่หากได้รับยาทำให้ลดอายุขึ้นมาเหมือนอย่างนางเขาก็คงจะดูหนุ่ม แล้วหากนางได้เป็นคนรักของเขาก็คงจะดีต่อตัวนางไม่น้อยและต่อตระกูลด้วยแล้วดูเหมือนว่าบิดาของนางอยากให้นางสานสัมพันธ์กับเขาหากเป็นเช่นนั้นนางก็ไม่ปฏิเสธหากได้คนมากฝีมือมีพรสวรรค์เช่นเขามาเป็นคนรักย่อมจะเป็นเรื่องดีผิดแต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าใจคอเขาเป็นคนเช่นไร หากเป็นคนดีนางก็รู้สึกภูมิใจที่จะเป็นคนรักของเขา
“มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญมากกว่าแต่ข้าก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดเพราะการทดสอบของคนผู้นั้นเจ้าก็ดูสภาพของข้าสิ” น้ำเสียงกล่าวเชิงอย่างไม่พอใจสภาพที่บาดเจ็บก็เพราะคนผู้นั้นจะให้เขาสรรเสริญไปได้อย่างไรแววตามีความขุ่นเคืองแฝงไว้เด่นชัด
มองเห็นว่าสภาพของเขาก็บอบช้ำมาเยอะเหมือนกันนางไม่เข้าใจบททดสอบนั้นจริง ๆ เรื่องนี้เกินที่นางจะเข้าใจ
ไป๋เหอหลังรักษาตัวได้ครึ่งวันก็ออกไปหาโจวอวี้ซีทันทีเพื่อทำการรักษาต่อ
“ข้านับถือเจ้าจริงๆเจ้าสามารถขึ้นไปชั้น 10 ได้ถือว่ามีวาสนาต่อตระกูลโจวไม่น้อย”
ชายชรากล่าวยิ้มๆ แต่คนตรงหน้ากลับทำให้เขาแปลกใจ นี่ถือว่าเรื่องดีที่สุดที่ใคร ๆก็อยากจะขึ้นไปที่ชั้นโน้นหากได้รู้ว่ามีชั้น 10 อยู่แต่คนตรงหน้ากลับไม่ยินดีและได้รู้จากปากของบุตรสาวว่าเขาพบเจออะไรมาบ้างนั่นก็ทำให้เยิ่งแปลกใจอย่างมากว่าคนที่อยู่บนโน้นกำลังทำอะไรกันแน่
“อย่าว่าอย่างนั้นเลยมันอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญที่ข้าน้อยถูกดูดขึ้นไปมากกว่าแล้วอีกอย่างหนึ่งชั้น10 ก็ไม่ได้มีอะไรเลยมีแต่คนผู้นั้นอยู่ข้าไม่เห็นดีใจตรงไหน มีอะไรอย่างนั้นเหรอที่ควรจะดีใจไม่เห็นจะเข้าใจ”
พอพูดถึงชายผู้นั้นก็ทำให้เขารู้สึกอารมณ์เสียการได้พบเจอคนผู้นั้นไม่ได้มีอะไรดีสักอย่างทั้งที่คนผู้นั้นก็เก่งกล้าแต่ไม่มีวิชาให้ฝึกซักเล่มหรืออาวุธที่รุนแรงก็ไม่มีจะให้ สอนสั่งวิชาก็ไม่มีมีแต่การต่อสู้เอาเป็นเอาตายกับเขามากกว่าแถมมีหน้ามาบอกว่าเขามีชะตาร่วมกันอีกใครอยากมีชะตาร่วมด้วยเล่า
พอได้เห็นใบหน้าแสดงความไม่พอใจของไป๋เหอชายที่นั่งอยู่บนเตียงก็ไม่ได้กล่าวอะไรต่อและก็ไม่รู้ด้วยว่าพวกเขาสนทนาอะไรกันมาก็ต้องรอฟังจากปากเขาว่าจะบอกเรื่องราวที่ไปเจอมาหรือไม่ ก่อนจะเอ่ยถามถึงอาวุธ
“ว่าแต่เจ้าได้อาวุธวิเศษอะไรมาให้ข้าดูได้หรือไม่มันจะเป็นการเสียมารยาทหรือเปล่า”
“ไม่ขอรับข้ายินดีให้ท่านดู” จากนั้นไป๋เหอเพียงสะบัดมือของวิเศษในแหวนก็ออกมาอยู่เบื้องหน้าคนที่นอนอยู่บนเตียง
อาวุธระดับสวรรค์ 3,000 ชิ้นก็ปรากฏต่อหน้าชายผู้นั้นเขาถึงกับตื่นตะลึงเพราะไม่เคยพบไม่เคยเห็นว่าจะมีใครสามารถนำอาวุธระดับสวรรค์มากมายก่ายกองออกมาจากหอคอยได้นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นถือว่าบุรุษผู้นี้สมกับที่ถูกเลือกแล้ว
“เจ้าเอาอาวุธระดับสวรรค์ออกมาถึงสามพันชิ้นอย่างนั้นเหรอ นี่นี่!!เจ้าทำมันได้อย่างไรแล้วอาวุธทั้งหมดก็เลือกเจ้า” อวี้ซีตกตะลึงเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้าพร้อมกับมีรอยยิ้มแห่งความยินดีแฝงอยู่ในนั้น
ไป๋เหอเพียงพยักหน้าเบาๆ ไม่รู้จะกล่าวอะไรต่อไปอีกเขาอยากบอกเหลือเกินว่าอาวุธระดับสวรรค์ไม่ใช่เพียงแค่ 3000ชิ้นที่เลือกเขาแต่มันมีเป็นหมื่นหากได้กล่าวคำนี้ออกไปคิดว่าชายตรงหน้าคงตกใจตายกันพอดี นี่ขนาด3000เล่มเขามีสีหน้าเช่นนี้
ขณะนั้นอี้เฟยที่พึ่งเข้ามาเมื่อได้เห็นอาวุธระดับสวรรค์มากมายลอยอยู่เบื้องหน้า นางเกิดตกตะลึงดวงตาเบิกกว้างยามมองสิ่งนั้นคิดว่าชายผู้นี้ทำมันได้อย่างไรเพราะไม่มีบันทึกในตำราเลยว่าจะมีคนเข้าไปในหอคอยแล้วได้อาวุธระดับสวรรค์มามากมายก่ายกองเช่นนี้คนผู้นี้มีอะไรมากมายที่นางไม่รู้จริง ๆ เขามักทำให้นางแปลกใจเสมอ