อดีตนายท่านใหญ่และนายท่านรองซึ่งเป็ชายฉกรรจ์เพียงสองคนในบ้าน ออกไปหางานทำในเมืองหลายวันมานี้ก็ไม่เคยเห็นพวกเขาเลย
“ทำไมเพิ่งกลับมาเอาตอนนี้?” นางตู้ตาไวเหลือบเห็นเย่ชิงชิงที่เพิ่งเดินเข้ามานางลุกขึ้นยืนแล้วสั่งว่า “เอาตะกร้ามานี่”
เย่ชิงชิงเดินไปเงียบๆยื่นสิ่งที่นางเก็บมาได้ให้นางตู้ เมื่อนางตู้ก้มลงมองเห็นผักป่าเกือบเต็มตะกร้าก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “วันนี้เก็บมาได้เยอะขนาดนี้เลยหรือ?”
เมื่อเทผักป่าลงบนพื้นรากพืชท่อนนั้นก็กลิ้งออกมา
นางตู้ตะลึงเล็กน้อยนางเอื้อมมือเคาะหน้าผากของเย่ชิงชิง “เด็กตัวเล็กๆก็ยังไม่ซื่อสัตย์เลย เรียนรู้ที่จะหาข้ออ้างหลอกลวงแล้ว”
เถาอี๋เหนียงที่อยู่ข้างๆก็มองฉากนี้อยู่ นางหัวเราะเยาะพลางพูดต่อทันที “ลูกหนูย่อมเก่งเื่การขุดโพรงรากไม้บิดเบี้ยวแล้วต้นไม้จะตรงได้อย่างไรเล่า~”
“ดีกว่าพวกท่านที่ดีแต่พูดกลับไม่ทำอะไรเลย งอมืองอเท้าไม่รู้จักแม้แต่ธัญพืชทั้งห้าชนิด~” เย่ชิงชิงโต้กลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เ้าสิ่งนี้ใช้เป็เชื้อเพลิง ข้ายังรังเกียจว่ามันสดเกินไปเลย!” นางตู้เตะรากไม้ด้วยความรังเกียจนางเหลือบมองเย่ชิงชิงแล้วถือผักป่าเดินเข้าครัวไป
เพราะไม่ใช่คนชนบทจึงไม่รู้จักหัวเก่อเกินหรือ?เย่ชิงชิงยิ่งอยากให้พวกนางไม่รู้จักของดีรีบอุ้มรากไม้เดินจากไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อมาถึงเวลาอาหารกลางวันเย่ชิงชิงถือหัวเก่อเกินของตนเองไปยังห้องครัวขณะที่ทุกคนกำลังกินข้าวอยู่ในห้องโถง เป็ไปตามที่คาดไว้ไม่มีอาหารแม้แต่น้อยในนั้น ย่าเฒ่าเก็บสะสมเสบียงไว้ราวกับป้องกันโจรผู้ร้าย
เย่ชิงชิงนำหม้อเล็กๆมาเริ่มจัดการกับอาหารที่ได้มาอย่างยากลำบากนี้นางต้มหัวเก่อเกินในน้ำเปล่าแบบหยาบๆ ไม่แม้แต่จะใส่เกลือ
ขณะรอนางก็ไม่ได้อยู่ว่าง เดินเตร่ไปที่ห้องโถง แล้วเข้าไปใกล้โต๊ะอาหาร
คนเหล่านี้ช่างสบายใจนักงานหนักในไร่นาล้วนเป็หน้าที่ของนางซู แถมยังหาเื่ไม่ให้นางกินข้าวอยู่เสมอ
“รีบออกไปนะ! ท่านย่าบอกว่าเ้าห้ามกินข้าวเที่ยงวันนี้!” เย่ฝูหรงเริ่มะโทันทีที่เห็นนาง
“วันนี้ทำซาลาเปาด้วยหรือ~~” เย่ชิงชิงกวาดสายตาไปที่โต๊ะอาหารแล้วก็ฉวยโอกาสลงมือ
นางเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วยกจานแล้วหมุนตัวถอยหลัง พวกนางทุกคนไม่คาดคิดถึงการกระทำนี้ ยังไม่ทันได้ตอบสนองซาลาเปาสามลูกก็ถูกแย่งไปแล้ว
‘แกร๊ก!’ ย่าเฒ่าปาตะเกียบลงบนพื้นแล้วเอ่ยเสียงเย็นว่า “วางลงเดี๋ยวนี้!”
เถาอี๋เหนียงและนางตู้ต่างใจนปิดปาก“ดูสิ! ผีอดอยากกลับชาติมาเกิดจริงๆกล้าแย่งอาหารต่อหน้าท่านย่าเลยเชียว!”
“บัณฑิตไม่กินอาหารที่ถูกประเคนมาให้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแย่งชิง” เย่จื้อเหอผู้เป็บัณฑิตทำท่าทางสูงส่ง สั่งสอนว่า “อับอายขายหน้าถึงเพียงนี้ทำให้สกุลเย่ไร้ซึ่งเกียรติยศชื่อเสียง เ้ารีบวางมันลงเดี๋ยวนี้!”
เย่ชิงชิงหัวเราะหึหึ“บัณฑิตก็รู้จักพึ่งพาตนเองเหมือนกันนะข้ากับท่านแม่ทำงานกันมาทั้งเช้า กลับไม่มีข้าวกินส่วนคนเอาแต่พูดกลับสุขสบายใจไม่รู้สึกผิด ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ควรอับอายขายหน้า”
เย่จื้อเหอผู้ถือดีว่าตนสูงส่งไม่สนใจที่จะโต้เถียง เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างไม่พอใจ “กล่าวกันว่าสรรพสิ่งล้วนไร้ค่ามีเพียงการศึกษาเท่านั้นที่สูงส่ง หากไม่มีข้าสกุลเย่จะหลุดพ้นจากความยากลำบากได้อย่างไร?”
“ไอ๊หยา? ไม่ทราบว่าท่านจะช่วยพวกเราให้หลุดพ้นจากความยากลำบากได้เมื่อไหร่หรือ?”
เย่จื้อเหอถึงกับพูดไม่ออกใบหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห ลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลันแล้วเอ่ยว่า“โง่เขลา! ไร้สาระ! ช่างไม่รู้อะไรเลย!”
ย่าเฒ่าเห็นหลานชายคนโปรดไม่พอใจก็รีบปลอบโยน “จื้อเหอเ้าอย่าไปสนใจเด็กผู้หญิงหยาบคายผู้นี้เลยนางจะไปรู้อะไรกัน ชีวิตนี้คงต้องเป็หญิงอัปลักษณ์ที่ไม่มีใคร้าแล้ว!”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า นังอัปลักษณ์!” เย่ฝูหรงทำหน้าบึ้งเบะปากแลบลิ้นใส่แล้วดึงแขนเสื้อของเถาอี๋เหนียง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า “ท่านแม่เ้าขา ซาลาเปาข้ายังไม่ได้กินเลยนะ”
“หม่ำๆ! ซาลาเปา!” เย่จื้อเกอวัยสามขวบพูดตามตะกายตัวในอ้อมแขนของนางตู้ไม่หยุด
เย่ชิงชิงปกป้องซาลาเปาในมือของตนแล้วเอ่ยกับย่าเฒ่าตรงๆ ว่า “วันนี้ข้าจะเอาซาลาเปาสามลูกนี้ไปท่านย่า คราวหน้าหากท่านเสียดายข้าวหนึ่งมื้อ ก็อย่าสั่งให้พวกเราทำงานหนักในโลกนี้ไม่มีอาหารและสิ่งที่ได้ไปโดยไม่เสียเปล่าหรอก!”
คำพูดนี้ย่อมทำให้พวกนางโกรธแค้นย่าเฒ่าแทบจะพุ่งเข้าทำร้ายนาง “ช่างต่อต้านนัก!นางวายร้าย กล้ามาต่อรองกับข้าหรือ!”
“นี่ไม่ใช่การต่อรอง” เย่ชิงชิงหัวเราะฮึฮึ “นี่คือกฎเกณฑ์ คนไม่ทำงานก็ไม่มีข้าวกิน ท่านย่าคิดเห็นอย่างไรเ้าคะ?”
ย่าเฒ่าชะงักไปเมื่อได้ยินเช่นนั้นคำพูดนี้ตรงกับความคิดของนางพอดี คนในสกุลเย่เคยใช้ชีวิตที่สุขสบายหากทุกคนไม่ทำงาน ก็คงจะอดตายไปนานแล้ว
สายตาอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเย่ฝูหรงที่มีอายุใกล้เคียงกับเย่ชิงชิงเถาอี๋เหนียงเห็นเช่นนั้นก็รู้ความคิดของย่าเฒ่าทันที จึงรีบปกป้องบุตรสาวของตน“ท่านแม่เ้าคะ ฝูหรงทำงานหยาบๆ พวกนั้นไม่ได้หรอกเ้าค่ะไม่อย่างนั้นจะเหมือนนางบ่าวคนใช้ ต่อไปจะหาครอบครัวสามีดีๆ ได้อย่างไรเล่าเ้าคะ!”
เย่ฝูหรงถูกมารดาของตนเองดึงไว้ก็รู้ความหมายเป็อย่างดี จึงพยักหน้าตามอย่างน่ารักน่าเอ็นดู“ฝูหรงจะต้องกตัญญูต่อท่านย่าในภายภาคหน้าเ้าค่ะ!”
“อย่ามาวาดฝันให้ข้าเลย หัดเย็บปักถักร้อยหาเงินมาช่วยครอบครัวบ้างสกุลเย่ไม่เลี้ยงคนี้เี!” สุดท้ายย่าเฒ่าก็ไม่อาจทนให้หลานสาวตัวน้อยน่ารักทำงานหนักได้จึงปล่อยนางไปชั่วคราว แล้วหันไปพูดกับเย่ชิงชิงว่า “รีบไปได้แล้วบ่ายนี้มีงานอีกมากให้พวกเ้าทำ!”
เมื่อนั่งลงกินข้าวอีกครั้งซาลาเปาสามลูกนั้นก็ถือเป็ความเมตตาเป็พิเศษที่อนุญาตให้เย่ชิงชิงนำไปได้