ครั้งนี้ ทักก์ลากเลื่อนให้ผ่านออกประตูไปหยุดอยู่ตรงประตูด้านหลังรถ ลมหายใจของเขาแรงขึ้น เมื่อปลดสายบังเหียนออก และเดินมาช่วยพยุงเลสลี่ลงจากเลื่อน ทั้งนี้เพราะใน่สุดท้ายนั้นเป็่ที่เขาต้องออกแรงลากเลื่อนขึ้นลูกเนินเตี้ย ๆ มา
“ถ้าคราวนี้ผมพยายามอุ้มคุณอีกละก้อ สงสัยต้องทิ้งคุณลงบนพื้นดินแน่เลย” เขาตอบอย่างยอมรับ พร้อมด้วยรอยยิ้มฝืน ๆ ที่เกิดจากความหนาวผสมกับความเหนื่อย จากนั้นก็ช่วยประคองให้เธอทรงตัวขึ้นบนขาข้างดี ใช้มือข้างหนึ่งประคองเอาไว้ ขณะที่อีกข้างหนึ่งเอื้อมหนึ่งเอื้อมไปเปิดประตูรถตรงที่นั่งด้านหลัง “คุณพอจะเข้าไปนั่งเองได้ไหม หรือว่าต้องใช้ไม้ค้ำด้วย”
“ฉันเข้าได้ค่ะ” เธอจับขอบประตูไว้ ก้าวะโสั้น ๆ และเลื่อนร่างเข้าไปในรถลากขาข้างที่ใส่เฝือกขึ้นวางไว้บนที่นั่งตามเดิม
เมื่อเขาแน่ใจว่าเธอเข้าไปนั่งในรถอย่างปลอดภัยแล้วทักก์จึงได้ปิดประตูลง และหันไปยกเลื่อนขึ้นวางในที่เดิมรวมทั้งเสื้อคลุมกับต้นสน ฮอลลี่กอดสุนัขคอลลี่เป็การร่ำลาอย่างน้อยก็เป็ครั้งที่ 5 แล้ว ในที่สุดจึงได้ปีนขึ้นนั่งในที่นั่งด้านหน้า ทักก์รีบเลื่อนกายขึ้นนั่งหลังพวงมาลัยดึงถุงมือข้างขวาออก และเป่ามืออยู่เป็ครู่
“เอาละ ค่อยอุ่นขึ้นมาหน่อย” เขาพูดพร้อมกับเอื้อมไปสตาร์ทรถ
จนกระทั่ง เมื่อรถเคลื่อนออกมาจากถนนซอยเข้าสู่เส้นทางชนบทแล้ว เครื่องทำความร้อนจึงได้เป่าลมอุ่นๆ ออกมา และความร้อนนั้นได้กระจายกลิ่นยางสนให้กรุ่นขึ้นในอากาศ อาจจะเป็เพราะฮอลลี่ได้กลิ่นหอมของต้นสนกระมัง ที่ทำให้สาวน้อยเปล่งเสียงร้องเพลง “โอ คริสต์มาสทรี” ออกมา และทักก์ก็ร่วมร้องกับลูกสาวด้วยเสียงแบริโทน เลสลี่นั่งเงียบ ๆ อยู่ในที่นั่งของเธอ บังเกิดความรู้สึกเดียวดายขึ้นมาอย่างประหลาด ไม่สามารถจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการร้องเพลงประจำเทศกาลคริสต์มาสนี้ได้
เสียงเพลงยุติลง เมื่อรถเลี้ยวเข้าไปในทางวิ่ง สู่บ้านที่ก่อด้วยศิลาที่ตั้งอยู่ติดกับบ้านของป้า ทักก์ช่วยพยุงเธอลงจากรถและส่งไม้ค้ำมาให้
“ขอบคุณอย่างมากเลยนะคะที่ชวนออกไปเที่ยววันนี้” เลสลี่ยืนอยู่กับไม้ค้ำ มีความรู้สึกว่า เธอควรจะได้แสดงออกถึงความจริงใจที่มากกว่าเพียงแค่กล่าวเป็คำพูดออกมา แต่เสียงเพลงที่พ่อลูกร้องกันอยู่เมื่อครู่ มันได้ทำให้ความรู้สึกบางอย่างขาดหายไป “ฉันสนุกมากเลยค่ะ”
“คุณยังกลับบ้านไม่ได้นะครับ” ทักก์เอ่ยขึ้น “ผมคงจะเป็เ้าของบ้านที่แย่มากเลย ถ้าจะปล่อยให้คุณกลับไปโดยที่ยังไม่ได้ดื่มอะไรสักแก้ว เข้ามาก่อนเถอะครับ ดื่มโกโก้ร้อน ๆ สักแก้วก็ยังดี”
“ฉัน...” เธอเกือบจะรับคำเชิญนั้นอยู่แล้ว แต่บังเอิญฮอลลี่ซึ่งคิดว่าเธอจะปฏิเสธรีบพูดขึ้นเสียก่อน
“เข้ามาก่อนเถอะค่ะ คุณเลสลี่” เด็กหญิงเอื้อมมือมาจับไว้ “พ่อชงโกโก้อร่อยมากเลยนะคะ แล้วยังเอา มาร์ชเมลโล่ลอยหน้าไว้ข้างบนด้วย”
“ไปสิจ๊ะ” เลสลีหัวเราะเบา ๆ ความรู้สึกแจ่มใสกลับคืนมาอีกครั้ง เธอไม่อาจแยกแยะในเหตุผลเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องได้ แต่มันมีอะไรบางอย่างของความรู้สึกที่เป็ส่วนร่วมใคร่จะได้เป็ส่วนหนึ่งของความสนุกที่ได้รับในวันนี้ทั้งหมด มันมิใช่เื่สลักสำคัญอะไรเลยตราบใดที่ทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้น
ห้องรับแขกนั้นฉาบไว้ด้วยสีสันสวยงาม มองดูแล้วก่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น และใช้เครื่องไม้เมเปิ้ลทั้งหมดรวมทั้งบันไดที่ทอดขึ้นสู่ชั้นบน เป็บ้านที่เต็มไปด้วยบรรยากาศน่าสบายเหมาะแก่การอยู่อาศัย
“นั่งก่อนสิครับ” ทักก์เชื้อเชิญ ในห้องนั้นมีทั้งโซฟาบุนวม เก้าอี้พนักสูง และที่นั่งหุ้มเบาะที่ไม่มีพนักพิง
เลสลี่ เลือกที่จะนั่งลงบนที่นั่งหุ้มเบาะแบบหลังนี้เพราะสามารถจะเหยียดขาไว้บนนั้นได้ เมื่อเขาเดินเข้าไป ในห้องรับประทานอาหาร ที่ดูเหมือนจะมีห้องครัวอยู่เลยออกไป เธอก็เอ่ยถามเรียบ ๆ ว่า
“คุณอยากให้ช่วยชงโกโก้ให้ไหมคะ”
“ขอบใจ แต่ไม่ต้องหรอก ผมทำได้” รอยยิ้มปรากฏอยู่ในดวงตา
“คุณเลสลี่คะ” ฮอลลี่เรียกเธออยู่ “เราจะตั้งต้นไม้กันตรงนี้ค่ะ ตรงหน้าต่างนี่เลย พอเราเปิดไฟตอนกลางคืนคนที่เขาผ่านไปผ่านมาจะได้มองเห็นด้วยไงคะ”
“จริงจ้ะ” เลสลี่เห็นด้วย
“พ่อช่วยหนูทำโซ่กระดาษเสร็จแล้วละค่ะ หนูไปเอามาให้ดูนะคะ” สาวน้อยมิได้รั้งรอที่จะฟังคำตอบว่าเลสลี่้าจะดูหรือไม่ เ้าหล่อนวิ่งออกไปยังอีกห้องหนึ่งทันที
ก่อนที่ทักก์จะกลับออกมาพร้อมด้วยถ้วยกระเบื้องที่ใส่โกโก้ ฮอลลี่ก็เอาอะไรต่อมิอะไรออกมาอวดเลสลี่มากมาย บางอย่างก็เป็พวกเครื่องประดับตกแต่งต้นคริสต์มาส แต่บางอย่างก็ไม่ใช่ เลสลี่หยิบขึ้นมาดูหมดทุกชิ้นและรับฟังการจาระไนของสาวน้อยอย่างใจเย็นเป็ที่สุด
“แกคุยจนคุณรู้สึกว่าขาหายหรือยังครับ” ทักก์ถามขึ้นพร้อมกับยื่นถ้วยกระเบื้องที่มีมาร์ชเมลโล่ลอยหน้าอยู่มาให้
“เกือบแล้วค่ะ” เธอตอบยิ้ม ๆ อย่างเข้าใจ
ฮอลลี่รีบยกถ้วยของตนขึ้นจิบ แลบลิ้นออกมายาวเพื่อเลียมาร์ชเมลโลที่ติดอยู่บนริมฝีปาก
“ตอนนี้หนูมีหนวดขาว ๆ เหมือนซานตาคลอสแล้ว” เด็กหญิงพูดปนหัวเราะ
“ใช่ แต่สิ่งที่ลูกควรจะทำก็คือไปเอาผ้าเช็ดปากมา” ทักก์บอก “อ้อ...แล้วก็เอามาฝากเราด้วยนะ”
“โอเคค่ะ” สาวน้อยวางถ้วยลงบนจานรองอย่างระมัดระวัง ก่อนที่จะวิ่งเข้าไปในครัว
“คุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ยายนี่เข้านอน 3 ทุ่มทุกคืน” เขาบอกกับเลสลี่
“ค่ะ รู้สึกว่าแกเป็เด็กที่แจ่มใสแล้วก็มีชีวิตจิตใจมากทีเดียว” เลสลี่ตอบอย่างเห็นด้วย “แล้วที่แกโฆษณาว่าคุณชงโกโก้ได้อร่อยก็เป็ความจริงด้วย อร่อยมากเลยค่ะฉันไม่เคยทานโกโก้สำเร็จที่ชงได้อร่อยอย่างนี้มาก่อนเลยนะคะ”
“มันไม่ใช่โกโก้สำเร็จหรอกครับ” เขาโน้มตัวมาข้างหน้าทำท่าราวกับว่ากำลังจะบอกความลับอะไรบางอย่างให้ “ผมชงจากแผ่นโกโก้อัดน่ะ เอามาขูดออกเป็ฝอย ๆ เพราะฉะนั้นในโกโก้นี่มันก็มีทั้งนม โกโก้ น้ำตาลผสมกันมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว”
“งั้น...หรอกหรือคะ” เลสลี่เปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ คล้ายรู้สึกละอายใจที่คิดผิดไป “ฉันนึกว่า... ”
“ผมทำอาหารไม่เก่งหรอกครับ ถ้าคุณได้ชิมขนมปังกรอบชิ้นแรกที่ผมทำขึ้นละก้อ คงขำตายเลย แข็งอย่างกับแผ่นกระเบื้องแน่ะ” เขาหัวเราะอย่างเห็นขันในฝีมือของตนเอง ซึ่งช่วยคลี่คลายบรรยากาศลงได้มาก “แต่คนที่เป็พ่อมันก็จำเป็จะต้องเรียนรู้วิธีทำอาหารไว้บ้าง เพื่อใช้ในยามจำเป็ไงครับ”
“ฉันก็คิดว่าน่าจะเป็เช่นนั้นเหมือนกัน” เธอสรุปและยกถ้วยโกโก้ขึ้นดื่มต่อ
“เห็นป้าของคุณเล่าให้ฟังว่า คุณทำงานให้กับบริษัทโฆษณาใหญ่แห่งหนึ่งในนิวยอร์ค” ทักก์ชวนคุย ขณะที่ฮอลลี่วิ่งกลับมาในห้อง มีผ้าเช็ดปากผูกอยู่รอบคอ และส่งอีก 2 ผืนให้พ่อกับเลสลี่
“ใช่ค่ะ ฉันเป็ผู้ช่วยของรองประธานาุโ ซึ่งถ้าจะเรียกให้หรูหราหน่อยก็คือ เลขานุการนั่นแหละค่ะ” เลสลี่อธิบาย พร้อมด้วยรอยยิ้มที่ออกจะแห้งแล้ง แต่มิได้เล่าต่อว่าเงินเดือนที่เธอได้รับนั้นสูงกว่าพนักงานในตำแหน่งเลขานุการมาก “เพราะฉะนั้นหน้าที่ของฉันก็คือจะต้องรู้จักกับเชฟที่ประจำอยู่ตามร้านอาหารที่ดีที่สุดในนิวยอร์ค แม้ว่าฉันจะไม่เคยเข้าไปนั่งรับประทานในร้านนั้นเลยก็ตาม และฉันก็รู้ด้วยว่าคุณจะซักรีดสูทให้ได้เร็วภายในหนึ่งชั่วโมงจากที่ไหน นอกจากนั้นก็จะต้องจำวันเกิด วันครบรอบแต่งงาน วันสำคัญของลูก ๆ เ้านายด้วย เพียงแต่ฉันไม่ต้องชงกาแฟเท่านั้น”
“และคุณก็ไม่ต้องกลับไปทำงาน จนกว่าจะหมดกำหนดวันหยุดในเทศกาลคริสต์มาสกับปีใหม่แล้วสินะครับ”
“ถูกต้องค่ะ” เลสลี่พยักหน้า และตบลงบนเฝือกแข็ง ๆ ที่ขากางเกงหุ้มไว้ “ถึงตอนนั้นฉันก็ถอดเฝือกได้แล้ว”
“ฟังดูแล้ว มันทำให้ผมมีความรู้สึกว่า เ้านายของคุณนี่พลาดโอกาสอันดียิ่งไปจริง ๆ ” รอยยิ้มกดลึกอยู่ตรงมุมปาก
“อ้าว...ทำไมล่ะคะ” เลสลี่ถามอย่างแปลกใจ ไม่เข้าใจในความหมายของคำพูดประโยคนั้น
“ก็เห็นอยู่แล้วนี่ครับ” แววเลศนัยฉายแสงอยู่ในดวงตา มันพราวระยับด้วยเล่ห์เหลี่ยม “ถ้าผู้ชายมีความคิดที่จะวิ่งไล่ผู้หญิงขาหักสักคนหนึ่ง เป็ของแน่เลยว่าเธอจะหนีไปได้ไม่ไกลแค่ไหนหรอก”
เลสลี่มองเห็นภาพดังกล่าวขึ้นมาทันที และอดนึกขำกับคำพูดของเขามิได้
“แล้วทำไมผู้ชายถึงต้องวิ่งไล่ผู้หญิงด้วยล่ะคะพ่อ” ฮอลลี่ขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ
“ก็...เพื่อจับผู้หญิงคนนั้นน่ะซีลูก” เขาเอื้อมมือไปขยี้ศีรษะลูกสาว และแล้วก็หันกลับมามองเลสลี่ “ก็ด้วยเหตุนี้ละครับที่ทำให้ผู้ชายต้องไล่ตามผู้หญิง หรือไม่ก็ผู้หญิงไล่ตามผู้ชาย”
มันมีความหมายอะไรบางอย่างอำพรางอยู่ในคำพูดประโยคนั้น แสดงให้เห็นว่าเขามีความสนใจในตัวเธออยู่ซึ่งทำให้ปลายประสาททั้งเรือนกายหวั่นไหวขึ้น แต่กระนั้นสัญชาตญาณก็ยังปรามอยู่ เลสลี่มิได้คิดจะรีบร้อนที่จะตัดสินใจในอะไรลงไป เพียงเพื่อที่จะได้พบว่า ตนเองได้ถลำลึกลงไปแล้ว จากประสบการณ์ที่ผ่านมามันได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ควรจะหยั่งความลึกของระดับน้ำเสียก่อนที่จะะโลงไป
“แล้วเกิดอะไรขึ้นล่ะคะ ถ้าเขาจับเธอได้” คนช่างซักเกิดความอยากรู้ให้มากไปกว่านั้น
“อา...คุณสาวน้อย มันเป็สิ่งที่คุณจะต้องศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองเมื่อคุณโตกว่านี้นะครับ” ทักก์บอกลูกสาว “เวลาที่คนเราโตขึ้นมันก็มีอะไรสนุกๆ ให้เล่นเองนั่นแหละ”
ฮอลลี่หันไปทางเลสลี่ สีหน้าบอกความลึกลับเหมือนจะรู้อะไรบางอย่างอยู่
“หนูพนันได้เลยว่า เขาต้องจูบเธอ บ๊อบบี้ เจนคินส์ยังพยายามจะจูบหนูเรื่อยเลย”
ความเงียบตกลงปกคลุมห้องนั้นอยู่ ขณะสายตาของสองหนุ่มสาวประสานกันอยู่เหนือศีรษะที่ปกคลุมด้วยเรือนผมสีดำของฮอลลี่ ทักก์กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ เสียงจึงหลุดลอดลำคอออกมาเบา ๆ
“ตอนที่ผมอายุแค่นี้ อย่างเก่งก็จับแมงมุมใส่ลงในเสื้อของลูซี่ วินนิ่ง เท่านั้น เด็กสมัยนี้มันโตกันเร็วจริงๆ ”