ด้านทิศใต้ของเมืองมีร้านขายยาสมุนไพรแห่งหนึ่ง หน้าร้านประดับตกแต่งอย่างหรูหราดูราวกับคฤหาสน์ของเศรษฐีตระกูลใหญ่ก็ไม่ปาน ดูไม่เหมือนสถานที่ที่รักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วยแม้แต่น้อย
บนแผ่นป้ายสลักอักษรสีทองอร่ามสามคำว่า “หรงฮุยถัง”
มีคนสี่คนเดินเข้ามาจากด้านนอก บุรุษที่อยู่ข้างหน้าแต่งกายหรูหรา ในอ้อมแขนโอบกอดหญิงสาวสวยสะคราญแต่งหน้าหนาเตอะสวมอาภรณ์บางเบา ด้านหลังมีบ่าวรับใช้แต่งตัวเรียบร้อยยืนขนาบซ้ายขวาข้างละคน
ภายในร้านเงียบเชียบไร้ผู้คน มีเพียงเด็กฝึกงานคนหนึ่งกำลังจัดสมุนไพรอยู่หลังตู้หันหลังเข้าหาประตู จึงไม่รู้สึกว่ามีคนมาแม้แต่น้อย
ผู้มาใหม่กวาดตามองไปทั่วร้าน ท่าทางเย็นชา ขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์
“นี่ๆ!” บ่าวชายอ่านสีหน้าคนเป็น จึงรีบก้าวไปข้างหน้า ตะโกนเสียงดังว่า “ตาบอด!ไม่เห็นว่าคุณชายหวังมารึ!”
เสียงที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้เด็กฝึกงานที่กำลังจดจ่ออยู่กับการจัดสมุนไพรสะดุ้งสุดตัวหันกลับมาพร้อมกับกล่าวขอโทษขอโพย
“ขออภัย ขออภัย ไม่ทราบว่าท่านใดต้องการตรวจรักษาขอรับ” เด็กฝึกงานเอ่ยอย่างสุภาพ
ถึงแม้คนเหล่านี้จะทำท่าทางดุร้าย บุคลิกดูน่าเกรงขาม แต่เมื่อมาถึงที่นี่แล้วแน่นอนว่าต้องมาหาหมอ อารมณ์ไม่ดีก็เป็นธรรมดา จำต้องอดทนทำใจดีสู้เสือ
เด็กฝึกงานยังไม่ทันได้รับคำตอบ ก็ถูกกระแทกเข้าที่ช่วงท้อง ร่างล้มลงไปกองอยู่บนพื้นเจ็บจนเหงื่อเย็นหลั่งอาบหน้าผาก
“ร่างกายของนายน้อยเช่นข้าถูกคนชั้นต่ำอย่างเจ้าสาปแช่งหมดแล้ว!” คนผู้นั้นถ่มน้ำลายลงพื้นพูดอย่างเกรี้ยวกราด
“ดวงตาไร้แวว! นี่คือคุณชายหวังเฉิน!” บ่าวชายคนหนึ่งก้าวเท้าเข้ามาตบหน้าเด็กฝึกงานหนึ่งฉาด
“กล้าสาปแช่งคุณชายของข้า เบื่อชีวิตแล้วสินะ!” บ่าวชายอีกคนกดร่างเด็กฝึกงานลงกับพื้นแล้วรัวหมัดใส่ไม่ยั้ง
เด็กฝึกงานนอนอยู่บนพื้นรับทั้งมือเท้าที่ประเคนเข้ามา ภัยพิบัติมาเยือนโดยไม่ทันตั้งตัวเขาร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดไม่หยุด
ถูกซ้อมจนมึนงง ได้ยินเสียงโหวกเหวกก้องอยู่ในหู พอจับใจความได้รางๆ เป็นคำว่า“หวังเฉิน” จึงได้แต่ทำใจยอมรับโชคชะตาอันเลวร้ายนี้
เขาเพิ่งมาเป็นเด็กฝึกงานที่หรงฮุยถังได้สองวัน ไม่เคยเห็นหน้าคนเหล่านี้มาก่อนจริงๆแต่ชื่อเสียงของหวังเฉินนั้นเป็นดั่งอสนีที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาท
เขาคือบุตรชายจอมโฉดของนายอำเภอติ้งเหลียง ผู้ข่มเหงสตรีรังแกบุรุษก่อกรรมทำชั่วเป็นนิจ!
ตอนแรกที่เขาเลือกมาที่หรงฮุยถัง เพราะเห็นว่าที่นี่ดูหรูหรากว่าร้านขายยาอื่นๆน่าจะได้เงินดี
ต่อมาถูกเถ้าแก่ดึงหูกระซิบกระซาบสั่งสอน ถึงรู้ว่าเจ้านายที่อยู่เบื้องหลังแท้จริงแล้วก็คือหวังเฉิน
ตอนนั้นเขาก็ยังหลงคิดว่าตนเองโชคดีพบที่หลบภัย
ในอำเภอนี้ ใครบ้างจะกล้ามีเรื่องกับหรงฮุยถัง
ไม่นึกว่าเพิ่งผ่านไปเพียงสองวัน ก็ถูกเจ้านายที่แท้จริงสั่งสอนเอาเสียแล้ว
“พอได้แล้ว!”
หวังเฉินโบกมือ เป็นสัญญาณให้หยุด ทั้งสองคนจึงค่อยๆ ลดมือลง ทว่าสุดท้ายก็ยังไม่วายเตะซ้ำอีกหนึ่งที
“เถ้าแก่ของพวกเจ้าอยู่ไหน”
“เรียนคุณชาย เถ้าแก่ อยู่... อยู่ด้านหลัง กำลังตรวจดูสินค้าขอรับ…”
เด็กฝึกงานถูกซ้อมจนเลือดกบปาก แต่พอได้ยินคำถามก็รีบพลิกตัวลุกขึ้นคุกเข่าตอบด้วยน้ำเสียงสั่นระริก
หวังเฉินไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่ขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ บ่าวชายจึงก้าวเท้าไปเตะเด็กฝึกงานอีกที“มัวแต่อึ้งอะไรอยู่ได้! รีบไปตามเขามาสิ!”
เด็กฝึกงานเพิ่งรู้ตัว รีบพยักหน้ารับคำ ยกมือกุมท้องที่ปวดระบมวิ่งล้มลุกคลุกคลานไปตามเถ้าแก่ซุนออกมา
เถ้าแก่ซุนได้ยินว่าหวังเฉินมา ก็ไม่มีเวลามาเป็นห่วงเป็นใยเด็กฝึกงานที่ใบหน้าเขียวบวมปูดรีบวิ่งไปที่ห้องโถงด้านหน้าทันที
“คุณชาย รีบนั่งก่อน เชิญดื่มชาขอรับ”
เถ้าแก่ซุนเปิดม่านขึ้น ก็เห็นหวังเฉินยืนอยู่กลางห้องโถงพร้อมกับหญิงสาวโฉมสะคราญจึงรีบรินชามาให้
หวังเฉินผลักหญิงสาวข้างกายออกไป ยกมือขึ้นสะบัดชายเสื้อแล้วนั่งลง ยกถ้วยชาขึ้นใช้ฝาถ้วยปาดใบชาที่ลอยฟ่องอยู่ในนั้น ก่อนเป่าสองที
“นายท่านมาได้อย่างไรขอรับ ไยไม่ส่งคนมาแจ้งให้ทราบก่อนล่วงหน้าสักคำ ข้าน้อยจะได้เตรียมการต้อนรับอย่างดี”
ใครจะไปรู้ว่ามัจจุราชผู้นี้เกิดครึ้มใจอันใดถึงมาหรงฮุยถัง
ปกติครึ่งปีถึงจะแวะมาสักครั้ง นี่ลมอะไรพัดมา ถึงทำให้นึกขึ้นได้ว่าตนเองยังมีร้านค้าอยู่ที่นี่อีกแห่ง
หวังเฉินยังไม่ทันได้แตะริมฝีปากกับถ้วยชา พอได้ยินประโยคนั้น จึงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอโดยไม่เอ่ยสิ่งใดเพียงแต่จดจ้องเถ้าแก่ซุนเขม็ง
เถ้าแก่ซุนถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก ต้องคอยเช็ดเหงื่อบนหน้าผากพลางครุ่นคิดว่าที่ตนเองพูดไปเมื่อครู่ผิดพลาดไปตรงที่ใด
เพล้ง!
ถ้วยชาถูกกระแทกลงบนโต๊ะ น้ำชาสาดกระเด็นไปทั่ว
หญิงสาวที่อยู่ด้านข้างเห็นแล้วก็กรีดร้องเสียงหลง จากนั้นก็ดึงผ้าแพรจากอกเสื้อออกมาแล้วจับมือของหวังเฉินขึ้นมาเช็ด
“หากข้าไม่มา ก็คงไม่รู้ว่าเจ้าบริหารหรงฮุยถังจนเป็นแบบนี้!”
ตั้งแต่เขาก้าวเท้าเข้ามาจนถึงตอนนี้ แม้แต่เงาผีสักตนก็ไม่มี เงาคนยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง
“นายน้อยอย่างข้ามิได้เปิดสถานสงเคราะห์ เลี้ยงพวกเจ้าเป็นโขยงให้มานั่งกินนอนกินแบบนี้หากทักษะการแพทย์ของเจ้าไม่แตกฉาน ก็เก็บข้าวของแล้วไสหัวไปเสีย แต่ถ้ารอให้ข้าลงมือเองเจ้าคงรู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร!”
ไม่มีความสามารถแล้วจะมาเป็นหมอทำไม ร้านขายยาไหนๆ ก็มีคนไข้ไม่ขาดสาย แต่นี่อะไรครึ่งวันก็แล้ว ยังไม่มีใครสักคน
“นายท่าน ข้าน้อยถูกปรักปรำ!”
เถ้าแก่ซุนได้ยินเช่นนั้นก็เข่าอ่อน ทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้น อ้อนวอนขอความเมตตาไม่หยุดหย่อน
“ท่านไม่รู้หรือขอรับ ช่วงนี้ในอำเภอมีร้านหมิงเฉ่าถังเพิ่งมาเปิดใหม่ ร้านขายยาอื่นๆต่างโดนแย่งลูกค้าไปจนหมด มิใช่แค่หรงฮุยถังของเราเท่านั้น”
เขาจะกล้ารอให้หวังเฉินลงมือได้อย่างไร หากถึงตอนนั้นเกรงว่าจะเอาชีวิตไม่รอดจึงรีบโยนความผิดออกไปทันที
ที่น่าตกใจที่สุดคือ หมอที่ร้านหมิงเฉ่าถังเป็นผู้หญิง ซ้ำอายุน้อย ยังไม่ถึงวัยปักปิ่น[1]ด้วยซ้ำ
อาศัยแค่อวี้หรงเกาอะไรนั่น ก็สามารถมัดใจสตรีทั้งเมืองได้ ตั้งแต่สาวน้อยแรกแย้มไปจนถึงสาวใหญ่ต่างคลั่งไคล้อย่างหนัก
นานวันเข้า เหล่าบุรุษก็เริ่มไปรับการรักษาที่หมิงเฉ่าถังแล้ว
จำนวนคนไข้ของหรงฮุยถังลดลงอย่างต่อเนื่อง เขาเองก็ร้อนใจแทบตายอยู่แล้ว
แต่เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ ใครใช้ให้พวกเขาไม่มีอวี้หรงเกานั่นเองเล่า!
“หมิงเฉ่าถัง?”
หวังเฉินขมวดคิ้ว ในความทรงจำก่อนหน้านี้ไม่เคยมีร้านขายยาชื่อนี้มาก่อน น่าจะเป็นร้านที่เพิ่งเปิดใหม่จริงๆแต่ไยชื่อนี้ถึงคุ้นหูอย่างบอกไม่ถูก...
“ใช่ขอรับ ได้ยินมาว่าเถ้าแก่ชื่อว่า...หมิงเป่าจูอะไรสักอย่าง” เถ้าแก่ซุนนึกถึงข่าวที่สืบมาได้เมื่อสองวันก่อน
เป็นนางจริงๆ ด้วย!
หวังเฉินชักมือกลับ หญิงสาวข้างกายรู้สึกเสียหน้า จึงพยายามจะเข้าไปซุกอกหวังเฉินอีกครั้งแต่กลับถูกผลักจนเซล้มลงไปกองกับพื้น
“คุณชาย…”
หญิงสาวเอ่ยเสียงออดอ้อนฉอเลาะ แสร้งทำเป็นน้อยเนื้อต่ำใจ
หากเป็นบุรุษทั่วไปได้เห็นคงจะต้องปวดใจสงสาร แม้แต่บ่าวรับใช้ข้างกายหวังเฉินก็ยังเกิดความรู้สึกรักถนอมอยากจะเข้าไปประคองขึ้นมากอดในอ้อมแขน
แต่หวังเฉินกลับไม่สนใจใยดี ซ้ำยังชักสีหน้ารำคาญอีกด้วย “ไสหัวไป!”
หญิงสาวตัวสั่น ไม่กล้าเสแสร้งอีก รีบยกชายกระโปรงขึ้นแล้ววิ่งออกไปทันที
นางนึกว่าเขาไม่โปรดปรานเยี่ยนเอ๋อร์แล้ว ก็คงจะกลายมาเป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งของตนเองเสียอีก
แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว อย่าไปหาเรื่องใส่ตัวจะดีที่สุด
นิสัยเอาแน่เอานอนไม่ได้เช่นนี้ หากไม่ระวัง ชีวิตน้อยๆ ของนางคงมอดม้วย
ต้องโทษที่นางอ่านสีหน้าคนไม่เป็น ดันเลือกมาในเวลาที่หวังเฉินกำลังมีเรื่องกลัดกลุ้มเช่นนี้จะพะเน้าพะนอให้เขาโปรยเงินมาให้เหมือนปกติได้อย่างไร
หลังจากหญิงสาวผู้นั้นจากไปแล้ว บรรยากาศในห้องโถงก็เริ่มเงียบสงบ
เถ้าแก่ได้แต่มองสีหน้าที่เปลี่ยนไปมาของหวังเฉิน จากสีหน้าที่เหมือนพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อจนถึงสงบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ ท้ายที่สุดก็มีรอยยิ้มประดับมุมปาก จนเขาจับต้นชนปลายไม่ถูก
เชิงอรรถ
[1] ชาวจีนสมัยโบราณถือว่าอายุ15 ปี เป็นช่วงที่เด็กหญิงก้าวเข้าสู่วัยสาว เป็นวัยที่มุ่นมวยผมปักปิ่น และสามารถออกเรือนได้แล้วถึงเรียกว่า "วัยปักปิ่น"