ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 44 เจ้าเมืองคนใหม่

            “ดูเหมือนฟางหลงผู้นี้จะมิใช่คนต้อยต่ำทั่วไปนะ”เฟิ่งหยูพึมพำ

             

            เมื่อเห็นว่าเฟิ่งหยูมิได้มีท่าทีโมโหจ้าวหยวนจึงกล่าวด้วยเสียแผ่วเบาว่า

             

            “บิดาของมันแท้จริงแล้วเป็นถึงผู้ว่าการเมืองจินเฟิงไม่เพียงเท่านั้นพรสวรรค์ด้านลมปราณของมันน่าตะลึงยิ่งเพียงย่างเข้าสู่วัยสิบหกในปีนี้ มันกลับบรรลุถึงขั้นที่แปดของพลังลมปราณขั้นแก่นแท้วิญญาณแล้ว มันเกือบจะทะลวงเข้าสู่ขั้นที่เก้าของขั้นแก่นแท้วิญญาณแล้วทั่วทั้งเมืองจินเฟิง ไม่มีผู้ใดกล้าขัดใจมันแม้แต่คนเดียว”

             

            “เป็นลูกผู้ว่าการงั้นรึ?” เป็นเช่นนี้เอง เฟิ่งหยูหัวเราะเบา ๆ 

             

            เด็กหนุ่มเดินฟังจ้าวหยวนมาเรื่อยๆ  เสียงของจ้าวหยวนพลันขาดหายไปเนื่องเพราะเบื้องหน้าของพวกเขา เป็นห้องโถงใหญ่ใจกลางของเมืองจินเฟิงเป็นพื้นที่บริเวณกว้างที่กระจายไปด้วยป่าเขียวชอุ่มภายในนั้นตั้งไว้ด้วยตำหนักใหญ่โตที่ปลดปล่อยบรรยากาศโอ่อ่าภาคภูมินี่คือตัวตึกใหญ่ที่สุด และหรูหลาที่สุดในเมืองจินเฟิงแห่งนี้ชื่อของมันตรงตัวเป็นอย่างมาก มันถูกเรียกขานว่า “ตำหนักจินเฟิง” กิจการสำคัญทั้งหลายภายในเมืองจินเฟิงล้วนถูกจัดขึ้นในตำหนักกลางแห่งนี้งานเลี้ยงฉลองเข้ารับตำแหน่งเจ้าเมืองคนใหม่เองล้วนถูกจัดขึ้นที่นี่เช่นกัน

             

            เมื่อเฟิ่งหยูและจ้าวหยวนเดินเข้าไปในตำหนักจินเฟิงเหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งชั่วยามก่อนที่งานฉลองจะเริ่มต้นทว่าที่นั่งภายในงานกลับมีผู้จับจองไม่ถึงหนึ่งในห้าซ้ำแทบทั้งหมดยังเป็นผู้คนของเมืองจินเฟิงเองเป็นที่กระจ่างชัดว่ามิใช่เพราะบรรดาสำนักที่ได้รับเชิญไม่สามารถเดินทางมาถึงก่อนเวลาได้แต่เป็นเพราะพวกมันล้วนจงใจมาสายเพื่อโอ้อวดบารมี ขณะเดียวกันก็เป็นการเหยียดหยามเมืองจินเฟิงในรูปแบบหนึ่งเช่นกัน

             

            “ขณะที่เฟิ่งหยูและจ้าวหยวนเดินเข้าสู่ตำหนักจินเฟิงทั้งสองได้บังเอิญพบกับฟางหลงมันส่งสายตามายังทั้งคู่ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีไม่เป็นมิตร

             

            “พวกเจ้าทั้งสองมาทำอะไรที่นี่?”

            รู้หรือไม่ว่านี่เป็นงานฉลองอันใด? ไสหัวไปซะ.....

             

            “เป็นองค์หญิงหนิงเอ๋อที่อนุญาตให้พวกเราเข้าร่วม” เฟิ่งหยูเอ่ยขึ้นก่อนจ้าวหยวนจะพูดอะไร

             

            “องค์หญิงหนิงเอ๋อ? ให้อนุญาตพวกเจ้า?”ฟางหลงเอ่ยพร้อมหัวเราะ แดกดัน

             

            “อย่างพวกเจ้านะหรือองค์หญิงจะเป็นคนเชิญ?” นี่ไม่ใช่งานฉลองทั่วไป อีกประเดี๋ยว เหล่าลูกท่านหลานเธอจากหลากหลายสำนักจะประลองฝีมือกันขยะอย่างพวกเจ้าไม่มีประโยชน์อะไรด้วยซ้ำ พวกเจ้ามาที่นี่แล้วจะทำอะไรได้? เหอะ ก็ได้ ในเมืององค์หญิงอนุญาตให้พวกเจ้าทั้งสองมา ก็เข้าไปข้างในเสียข้าจะพูดให้ชัด ๆ หากเจ้าทำให้เมืองจินเฟิงเสียหน้า อย่าหาว่าข้าลงโทษพวกเจ้ารุนแรงละ”

             

            มันเดินตามอ้ายเหม่ยมาตลอดทั้งบ่ายแม้หญิงสาวจะยิ้มแย้มพูดคุยด้วยสุ่มเสียงอ่อนโยนตลอดทว่านางไม่คิดแม้แต่จะมองหน้ามันด้วยซ้ำไปนี่สร้างความไม่พอใจสั่งสมมาจนเต็มกระเพาะของมันเมื่อมันพบจ้าวหยวนและเฟิ่งหยูนับว่ามันสามารถหาที่ระบายความคลั่ง และความคับแค้นใจของมันได้พอดี

             

            แม้ว่าจ้าวหยวนจะมีความอดทนอยู่บ้างทว่าการถูกดูหมิ่นเช่นนี้ยิ่งเพิ่มความขุ่นแค้นของเขามากขึ้นเฟิ่งหยูฉุดดึงแขนของจ้าวหยวนไว้พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

             “เข้าไปกันเถอ”

             เมื่อทั้งสองเข้าไปภายในตำหนังกจินเฟิงพลันพบเห็นอ้ายเหม่ยโบกมือให้กับพวกเขาพร้อมทั้งจัดแจงให้ทั้งสองนั่งลงยังที่นั่งที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ที่นั้งทั้งสองถูกจัดไว้ด้านหลัง และห่างไกลจากสายตาผู้คน 

             

            “เฟิ่งหยูจ้าวหยวน หากเกิดการประลองกันขึ้น ข้าอยากให้พวกเจ้าทั้งสองจับตาดูให้ดีจะเป็นการดีอย่างยิ่งหากเจ้าได้เรียนรู้บางสิ่งจากมันพวกเจ้าคงอยากเห็นฝีมือของเจ้าเมืองคนใหม่ วันนี้คงมีทั้งศิษย์สำนักต่าง ๆ และลูกหลานหลายตระกูลอยากโชว์ฝีมือพวกเจ้าไม่เป็นที่รู้จักคงไม่น่ามีผู้ใดท้าประลองพวกเจ้าจงหลบอยู่ด้านหลังและเฝ้ามองดูการประลองอย่างสนุกเถอะ” อ้ายเหม่ยพลันบอกคนทั้งสอง

             

            เมื่อถึงเวลาองค์หญิงหนิงเอ๋อได้มาถึงในที่สุด องค์หญิงหนิงเอ๋อที่ดูไปคล้ายอายุสิบสามสิบสี่ปีบนใบหน้าแสดงถึงความอ่อนเยาว์น่ารัก สวยงาม ดวงตาเปล่งประกายประกายปัญญาอันล้ำลึก  พาให้ชายหนุ่มพากันลุ่มหลงความสวยและน่ารักของนางทำให้หนุ่ม ๆ ทั้งหลายหมายปองไปทั่วหล้าเลยก็ว่าได้นางเดินมาพร้อมกับอู่ฉิน อู่ฉินคือหนึ่งในผู้อาวุโสของเมืองหลวงอัสตาน่าซึ่งได้รับมอบเป็นพิเศษให้รับตำแหน่งที่ปรึกษาของเจ้าเมืองจินเฟิงพลังฝีมือแท้จริงของอู่ฉินลึกล้ำสุดหยั่งชายชรามาถึงเมืองจินเฟิงพร้อมกับองค์หญิงหนิงเอ๋อ หลังจากนั่งลงบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งเจ้าเมืองนางมองไปรอบ ๆ จนพบกับเฟิ่งหยู เพียงแต่เฟิ่งหยูขยิบตาให้หนิงเอ๋อนางก็เข้าใจในความหมายของเฟิ่งหยูแล้ว จากนั้นไม่นานเหล่าตัวแทนจากสำนักพรรคต่าง ๆทยอยเดินตามเข้ามาราวกับพวกมันล้วนวางแผนไว้ล่วงหน้า

             

            “ฮ่าๆ ๆๆๆ  ข้าเจียงจ้าน แห่งตระกูลเจียงพร้อมเจียงจวินบุตรชายมาร่วมแสดงความยินดีต่อท่านเจ้าเมืองที่ได้รับตำแหน่งใหม่”  หากมองไปยังต้นเสียงหัวเราะสดใสจริงใจทุกผู้ทุกคนสามารถเห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งพร้อมด้วยลูกศิษย์อีกสิบคนก้าวเท้าเข้ามา

             

            “คนผู้นั้นคือผู้นำตระกูลเจียงคนปัจจุบันส่วนผู้ติดตามด้านหลังคือลูกชายของมันเจียงจวิน แม้อายุน้อยแต่กลับมีพรสวรรค์ยิ่งมันยังเป็นผู้มีโอกาสได้รับตำแหน่งผู้นำตระกูลเจียงในอนาคตอีกด้วย ”จ้าวหยวนกระซิบเข้าหูของเฟิ่งหยู

             

            “องค์หญิงข้ามีโอกาสได้พบปะกับท่าน บุคลิกของท่านเจ้าเมืองประทับใจข้ายิ่งนักในวันนี้ข้าจึงได้พาลูกชายมาพบท่านด้วย...ส่วนนี่เป็นของขวัญแสดงความนับถือที่ข้ามีให้ท่าน”  เจียงจ้านหวังให้องค์หญิงสนใจในตัวของลูกชายของตนเพื่อหวังปูทางสู่ความเป็นใหญ่อู่ฉินลุกขึ้นจากที่นั่งก้าวไปรับของขวัญ

             

            “ท่านผู้นำตระกูลเจียงสุภาพเกินไปแล้วการที่ท่านมาด้วยตัวเองก็นับว่าให้เกียรติข้ามากแล้วท่านไม่จำเป็นต้องลำบากนำของขวัญมาด้วยเลย บุตรที่น่ายกย่องของท่านก็มีพรสวรรค์นักซ้ำความประพฤติก็ไม่ธรรมดา ในอนาคตต้องเป็นดังมังกรในหมู่ชนแน่ เชิญนั่งก่อนเถอะ”

             

            “หัวหน้าผู้อาวุโสสำนักเจ็ดดาบเหยียนจื้อ ขอแสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งของเจ้าเมือง”

             

            ที่ตามหลังสำนักเจ็ดดาบคือสำนักปราณวายุ และสำนักทวนเหล็ก และสำนักขนาดเล็กสำนักขนาดกลางมาถึงโดยพร้อมเพรียงกันทุกสำนักและตระกูลต่างนำพาศิษย์ติดสอยห้อยตามมาสำนักละสิบถึงสิบห้าคนอู่ฉินล้วนต้อนรับพวกมันด้วยตนเอง กระทั่งได้ฤกษ์เปิดงานเลี้ยงฉลองตระกูลเซียวจึงเพิ่งจะมาถึง

             

            “ผู้อาวุโสที่หกตระกูลเซียวเซียวฟ่าง ขอแสดงความยินดีกับเจ้าเมืองจินเฟิง”

            ตระกูลเซียวหรือจะกล่าวให้ถูกต้องคือตระกูลใหญ่ในเมืองจินเฟิง นำมาโดยชายชราในชุดสีแดงทั้งตัวเมื่อมันก้าวเข้าสู่ตำหนักจินเฟิง ตามด้วยศิษย์อีกสิบสองคนตระกูลเซียวไม่เพียงแต่เป็นตระกูลที่แข็งแกร่งยังได้รับขนานนามว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองจินเฟิงอีกด้วย

            หนิงเอ๋อนับเป็นชนชั้นผู้นำดังนั้นในงานเข้ารับตำแหน่ง เหล่าผู้นำพรรคใหญ่จึงไม่ได้แปลกใจอะไร ถึงตอนนี้เหล่าแขกเหรื่อทั้งสำนักเล็ก สำนักใหญ่ตระกูลทั้งหลายซึ่งได้รับเชิญมาต่างปรากฏตัวในงานเลี้ยงครบแล้วแขกผู้มีเกียรติต่างมาถึงเรียบร้อย เมื่อได้เวลาเริ่มงานเลี้ยงอู่ฉินกลับนั่งที่ประจำของตน สองมือยกชูจอกสุรา พร้อมกล่าวเสียงดังว่า  

             

            “การเข้ารับตำแหน่งเจ้าเมืองในครั้งนี้องค์กษัตริย์หมายมั่นว่าเมืองจินเฟิงแห่งนี้จะเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วอีกทั้งยังคาดหวังไว้สูงเป็นอย่างมากด้วยข้าในนามขององค์หญิงขอดื่มร่วมกับพวกท่านแทนองค์หญิง”

             

             สองมือยกชูจอกสุราพร้อมกล่าวเสียงอันดังว่า“ดื่ม” เมื่อกล่าวจบอู่ฉินพลันยกจอกสุราของตนขึ้นพร้อมกับดื่มจนหมดสิ้นในอึกเดียว บรรดาแขกเหรื่อต่างพากันยกจอกของตนขึ้นอวยพรเช่นเดียวกันเหล่าคำอวยพรมากมายล้วนถูกกล่าวขึ้นทีละคน

             

            บรรยากาศเปลี่ยนเป็นครื้นเครงขึ้นโดยฉับพลันผู้คนส่วนใหญ่ที่สรรเสริญเยินยอต่างเป็นสำนักขนาดกลางและขยาดเล็กสมาชิกสำนักใหญ่และสองตระกูลต่างยังคงวางตัวสูงส่งเหนือผู้คนนานนานทีจึงจะกล่าวคำพูดใดออกมาสักคำตามมารยาท

             

            ชั่วเวลานั้นเองหัวหน้าผู้อาวุโสตระกูลเซียว ยืนขึ้นมือถือไว้ด้วยจอกสุราพร้อมกับกล่าวเสียงดังว่า “จอกนี้ เราผู้เฒ่าขออวยพรให้เจ้าเมืองจินเฟิงในนางของตระกูลเซียว ขอท่านเจ้าเมืองนำพาเมืองจินเฟิงประกาศศักดาทั่วสารทิศ”หลังจบคำ ผู้อาวุโสตระกูลเซียวยกดื่มหมดจอกในคราเดียว มันวางจอกพร้อมกล่าวต่อ

             

            “ทว่าจนถึงตอนนี้แม้ในงานเลี้ยงจะมีแขกผู้ทรงเกียรติมากมาย ยังคงให้ความรู้สึกคล้ายขาดแคลนบางอย่างคือความคึกคักครึกครื้นนั่นเอง เมื่อท่านเจ้าเมืองเพียงเพิ่งเข้ารับตำแหน่งแน่นอนว่าคงยังไม่เป็นทีคุ้นเคยกับเมืองจินเฟิงนัก ที่เป็นไปได้ยิ่งกว่าคือย่อมต้องการประเมินความเข้มแข็งของเหล่าศิษย์ในเมือง อันที่จริงเราผู้เฒ่ามีข้อเสนอแนะเหตุใดไม่อนุญาตเหล่าศิษย์รุ่นเดียวกันสักสองสามคู่ออกมาแลกเปลี่ยนฝีมือกัน นี่ล้วนสร้างความสนุกสนานเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ทั้งเจ้าเมืองยังสามารถวัดคำนวณความเข้มแข็งของเมืองจินเฟิงในปัจจุบันได้อีกด้วย”

             

            “ใช่แล้วข้อเสนอของผู้อาวุโสเซียววิเศษยิ่ง”

             

            “ความคิดอันยอดเยี่ยมเช่นนั้นจะมัวชักช้าอันใด เริ่มเลยสิ ข้าเชื่อว่าท่านเจ้าเมืองต้องไม่ปฏิเสธแน่นอนหากใครชนะเป็นคนสุดท้ายก็ให้ลองประลองกับท่านเจ้าเมืองเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านเจ้าเมืองและสำนักนั้นด้วยข้าเชื่อว่าท่าเจ้าเมืองจินเฟิงย่อมไม่ปฏิเสธแน่นอน”

             

            เมื่อผู้อาวุโสเซียวกล่าวจบเสียงปรบมือและเสียงสนับสนุนดังขึ้นไม่หยุดหย่อนทีละคน ๆ จากฝั่งของสำนักใหญ่ส่วนฝั่งของเหล่าผู้อาวุโสประจำสำนักเมืองจินเฟิงเอง... ต่างลอบถอนหายใจที่จะมาย่อมต้องมา เจ้าเมืองถูกแต่งตั้งมา และทุกครั้งในพิธีเข้ารับตำแหน่งสำนักใหญ่ตระกูลเซียวและตระกูลเจียงล้วนต้องแสดงความเข้มแข็งจนแทบจะกลายเป็นประเพณีไปเสียแล้ว

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน