จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 51 เหตุการณ์ไม่คาดคิดก่อนงานประมูล 1 Re

            “เจ็บใจนัก  อวี้กง  อย่าคิดว่าฉันจะปล่อยแกรอดไปได้” ขณะที่เฟิงจินกำลังโมโห  สมาร์ทโฟนของเขาก็ดังขึ้น  ตอนแรกเขากะว่าจะไม่รับสาย  แต่เมื่อเห็นชื่อเจ้าของเบอร์  เขารีบกดรับในทันที


            “ว่ายังไงครับพ่อ......” ยังไม่ทันที่เฟิงจินจะพูดจบ  เสียงดังจนแก้วหูแทบแตกก็กระแทกออกมาจากสมาร์ทโฟนของเขาทันที


            “เจ้าลูกตัวแสบ  โตจนมีเมีย 3 คนแล้ว  ยังไม่รู้จักคิดอีก  คิดยังไงถึงไปหาเรื่องเทพกระบี่ถึงตระกูลไป๋  ครั้งก่อนโดนเขาสั่งสอนมายังไม่เข็ดอีกรึไงหา” เสียงพ่อของเขาร่ายยาวจนแทบไม่มีโอกาสให้เขาได้พูดแม้แต่น้อย


            “แต่มันหยามตำหนักเทพของเรานะพ่อ” เฟิงจินแย้ง


            “หยามแล้วยังไง  คนรู้กันทั่วว่าอวี้กงเป็นยอดฝีมือ  ใครก็อยากได้มาเป็นพวก  แล้วแกมันโง่รึไง  ถึงไม่คิดดูว่าการสร้างความบาดหมางแบบนี้  อาจทำให้อวี้กงไปเข้ากับตำหนักเทพอื่น  ผลเสียที่เกิดกับเราจะมากมายขนาดไหน” พ่อของเฟิงจินดุในความไร้หัวคิดของเฟิงจิน


            “ฆ่ามันทิ้งซะก็สิ้นเรื่อง” เฟิงจินกล่าว


            “แล้วมันฆ่าได้ไหมล่ะ  ไอ้ลูกโง่  ไม่ต้องพูดมาก  ฉันจองตั๋วเครื่องบินให้แกเรียบร้อยแล้ว  กลับมาที่บ้านรับการลงโทษ  ไม่อย่างนั้น  ฉันจะให้ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ไปลากตัวแกกลับมาพร้อมเพิ่มโทษเป็น 2 เท่า” หลังได้ยินคำว่าโทษ 2 เท่า  เม็ดเหงื่อก็ผุดขึ้นที่หน้าผากของเฟิง


            “เข้าใจแล้วครับ  ผมจะกลับไปที่โรงแรมเพื่อเก็บของ แล้วจะรีบไปที่สนามบินทันทีเลยครับ” เฟิงจินยอมรับคำสั่งอย่างว่าง่าย  


            หลังจากที่พ่อของเขาอธิบายเหตุผลให้ฟัง  ทำให้เขารู้ว่าตัวเองใช้อารมณ์มากเกินไป  แต่จะให้แสร้งทำดีกับอีกฝ่ายน่ะเหรอ  ฝันไปเถอะ


            เมื่อสายถูกตัดไป  เฟิงจินสั่งคนขับให้กลับรถไปที่โรงแรมเพื่อเก็บของ  จากนั้นก็ให้ขับไปส่งเขาที่สนามบิน  เพื่อขึ้นเครื่องกลับไปตำหนักเทพที่ตั้งอยู่ในทวีปวิหคสีชาด


            ทางไป่ฉี  เมื่อเขาฟื้นฟูลมปราณจนเต็มเปี่ยม  จึงก็ลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปร่วมทานข้าวกับ 30 ผู้โชคดีที่สามารถตามหาภาพของเขาครบทั้ง 100 แบบได้


            เขาใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์  เพราะมันดูเป็นกันเองมากกว่า  อีกอย่างเวลาทานข้าวคือเวลาพักผ่อนอย่างหนึ่ง  เขาไม่อยากให้บรรยากาศมันดูเป็นทางการ  ต้องคอยวางตัวให้ดี  หรือพูดคุยตามธรรมเนียม  อย่างทำงานเหนื่อยไหม  มีงานที่ไหนต่อ หรือว่าผลงานชิ้นต่อไปจะออกมาเมื่อไหร่  คำถามพวกนั้นมันชวนทำให้ไม่อยากอาหาร (ปกติแกกินด้วยเรอะ)


            ไป่ฉีเตรียมตัวเรียบร้อย  เขาเดินออกมาจากบ้าน  ล็อกทุกอย่างให้เรียบร้อย  ก่อนจะเรียกรถแท็กซี่ไปยังภัตตาคารอาหารที่ทางมู่เทียนจองเอาไว้


            ในตอนแรกทางมู่เทียนจะส่งรถมารับเขา  แต่เขาปฏิเสธไป  เนื่องจากไม่สะดวก  เขาไม่แน่ในเรื่องเวลาที่อยู่ตระกูลไป๋  


            ระหว่างนั่งรถ  ไป่ฉีทำการถ่ายโอนไฟล์วิดีโอลงสมาร์ทโฟนของเขา


            รถแท็กซี่มาถึงที่หมายแล้ว  ไป่ฉีจ่ายเงินค่าโดยสาร  แล้วเดินลงจากรถ  ในทันทีทีมงานของมู่เทียนก็เข้ามาพาเขาไปยังห้องส่วนตัวที่มู่เทียนเตรียมเอาไว้  ไป่ฉีถูกนำ (ลาก) ไปตามทางจนถึงห้องที่เป็นสถานที่จัดงาน


            ประตูถูกเปิดออก  ไป่ฉีเดินเข้าไปก็พบกับหญิงสาวมากมาย  เขาคาดว่าหญิงสาวเหล่านี้คงจะเป็นผู้โชคดีทั้ง 30 คนแน่  เขาจึงยิ้มและทักทายพวกเธอ  บางคนเข้ามาจับมือกับบ้าง  ขอถ่ายรูปบ้าง  ซึ่งเขาก็ให้ความร่วมมือเต็มที่  นอกจากนี้ยังมีบางคนเอานิยายของเขามาให้เขาเซ็นด้วย  นั่นทำให้เรียกสายตาอิจฉาจากคนที่ไม่รู้ว่าไป่ฉีนั้นเขียนนิยายด้วยอย่างมาก


            “เสี่ยวไป่มีแฟนรึยัง” หญิงสาวอายุราว 30 กว่าถาม


            “ขอไม่ตอบแล้วกันครับ” ไป่ฉีตอบแบบเลี่ยง ๆ หากเขาตอบว่ามี  คำถามแนวนี้จะต้องมาอีกเยอะแน่


            “แล้วจะมีผลงานใหม่อีกเมื่อไหร่เหรอคะ” หญิงสาวใส่แว่นถาม  เธอคือคนที่นำนิยายมาให้ไป่ฉีเซ็นชื่อที่ปกใน


            “ถ้าตอนนี้ก็มีถ่ายรายการราชานักกินอยู่ครับ  ผมได้เป็นตัวแทนเมืองหลวงไปแข่งรอบจริง  ตอนนี้เทปที่ถ่ายก็ออกอากาศไปแล้ว  อยู่ในตอนท้าย ๆ ของรอบคัดเลือกนั่นล่ะครับ” ไป่ฉีใช้โอกาสนี้บอกถึงสิ่งที่เขาได้เริ่มทำไปแล้วในวงการบันเทิง


            “รายการนั้นพี่ไป่แข่งด้วยเหรอคะ” เด็กสาวที่น่าจะอยู่ระดับมัธยมต้นภาม


            “ครับ ฝากติดตามและเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ” ไป่ฉีตอบ


            จากนั้นไป่ฉีก็ให้ทุกคนแนะนำตัว  รวมถึงความชอบหรือเรื่องที่สนใจ  ตัวเขาที่มีความจำแบบภาพถ่ายอยู่แล้ว  การที่จะจำคนหลาย ๆ คนกับข้อมูลของคนเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมาก  ทางมู่เทียนได้ให้คนคอยสังเกตอยู่ห่าง ๆ  เพราะไป่ฉีบอกว่าเขาจะจัดการเรื่องนี้เอง  ไม่ต้องจ้างพิธีกรหรือทำอะไรที่มันเป็นทางการ  เพียงแค่บอกพวกเธอว่าจะมีการถ่ายภาพและนำภาพเผยแพร่สู่สาธารณะชนก็พอ


            ก่อนจะมางานนี้  ไป่ฉีเองก็เตรียมตัวอย่างหนัก  เขาให้ทางทีมงานขอข้อมูลของผู้โชคดี  อย่างเช่นความชอบ  งานอดิเรก หรือสิ่งที่สนใจ  ซึ่งไป่ฉีต้องจำข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้  เพื่อนำมาใช้เป็นหัวข้อสนทนากับผู้โชคดีทุกคนในวันนี้


            อาหารมื้อนี้จึงเป็นมื้อที่ทำให้เหล่าหญิงสาวประทับใจในตัวของไป่ฉี  พวกเธอคิดว่าไป่ฉีเป็นคนไม่ถือตัวและเข้าถึงง่าย  การแต่งตัวมาร่วมทานข้าวกับพวกเธอ  เขาก็แต่งตัวสบาย ๆ ไม่ได้เป็นทางการมาก  นอกจากนี้ยังชวนพูดคุยในเรื่องที่พวกเธอแต่ละคนสนใจอีกด้วย


            พวกเธอพอจะรู้บ้างว่าทางทีมงานขอข้อมูลเกี่ยวกับงานอดิเรกและสิ่งที่พวกเธอสนใจ  แต่เธอคาดไม่ถึงว่าไป่ฉีจะกลับใส่ใจในเรื่องที่พวกเธอเขียนโดยไม่ได้คิดอะไร  ถึงขนาดสามารถพูดคุยเกี่ยวกับความสนใจเฉพาะด้านที่มีศัพท์เฉพาะทางหรือวิธีการเฉพาะได้อย่างไม่ติดขัด


            “ขอบคุณทุกคนมากนะครับ  วันนี้สนุกมากจริง ๆ” ไป่ฉีกล่าว


            “ไม่หรอก  พวกเราต้องขอบคุณเธอมากกว่า  ไม่เคยเจอดาราคนไหนที่เอาใจใส่เรื่องความชอบของแฟนคลับแบบนี้มาก่อนเลย” หญิงสาวคนหนึ่งกล่าวชมไป่ฉี


            “จริงด้วย  เพราะน้องไป่แท้ ๆ เลยทำให้พวกเราที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนสนิทกันได้ภายในเวลาสั้น ๆ แบบนี้” หญิงสาววัยทำงานกล่าว


            “ถ้ามีกิจกรรมแบบนี้อีก  พี่สาวคนนี้ไม่พลาดแน่นอน” หญิงสาวในชุดแบรนด์เนมทั้งตัวกล่าว


            “ใช่แล้วล่ะ  ฉันจะร่วมด้วยแน่นอน” หญิงสาวที่เป็นแฟนนิยายของไป่ฉีกล่าว


            หลังจากนั้นทุกคนต่างก็บอกลากันด้วยความพึงพอใจ  มีหลายคนที่ได้แลกเปลี่ยนช่องทางการติดต่อและได้เป็นเพื่อนกันจากกิจกรรมครั้งนี้  ส่วนไป่ฉีนั้นยิ้มส่งให้พวกเธอจนลับสายตาไป


            ทีมงานที่คอยเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ ต่างก็ทึ่งในความสามารถของไป่ฉี  ใครจะไปคิดว่าเขาจะสามารถหาเรื่องพูดคุยกับทั้ง 30 คนได้  เพราะคนเราหากไม่มีความสนใจในเรื่องนั้น ๆ  ต่อให้รู้ก็จะรู้แค่ผิวเผินเท่านั้น  แต่ไป่ฉีสามารถลงรายละเอียดเชิงลึกได้อย่างไม่มีปัญหา  เขาทำได้ยังไงกัน


            “ขอบคุณมากนะไป่ฉี” หัวหน้าที่ควบคุมดูแลงานกิจกรรมครั้งนี้กล่าว


            “ไม่เป็นไรหรอกครับ  ทุกคนเองก็ทำงานหนักเหมือนกัน  ผมแค่อยู่หน้างานเท่านั้นเอง” ไป่ฉีพูดถ่อมตัว


            “เฮ้ย ดูดิ  พวกลูกค้าที่เพิ่งทานข้าวเสร็จเริ่มโพสรูปลงแล้วล่ะ” ทีมงานคนหนึ่งกล่าว  พร้อมกับแสดงหน้าจอสมาร์ทโฟนให้ดู


            “มีแต่คำชื่นชมทั้งนั้นเลย” ทีมงานหญิงกล่าว


            “ดีใจด้วยนะครับ  ผมคงต้องขอตัวก่อน  มีธุระจะต้องไปทำต่อน่ะครับ” ไป่ฉีที่เห็นว่าทุกคนเริ่มให้ความสนใจกับโพสที่หญิงสาวทั้ง 30 คนโพสลงในอินเทอร์เน็ตแล้ว  เขาจึงรีบขอตัวลากลับทันที


            “อ้อ ได้สิ  โชคดีนะ  ให้ทางเราขับรถไปส่งไหม” ทีมงานกล่าว


            ไป่ฉีตอบปฏิเสธและแยกตัวออกมา  เขาเดินออกจากภัตตาคาร  แล้วเดินเข้าตรอกมืดที่ไม่มีคน  ตามด้วยเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเสื้อวอร์ม และใช้ยาแปลงโฉมเป็นอวี้กง  แล้วเดินออกมา  เพื่อไปยังสถานที่ตั้งของสมาคมการค้าตะวันจันทราทันที


            หน้าทางเข้าสมาคมการค้าตะวันจันทรา

            เมื่อเขามาถึง  ก็เห็นชายชราคนหนึ่งยืนต้อนรับอยู่   ซึ่งเป็นคนละคนกับที่เขาพบ  ตอนที่มากับไป๋กุ้ยอิงคราวก่อน  ไป่ฉีเดินเข้าไปหาชายชราคนนั้น


            “โอ้ ท่านอวี้กง  ยังเหลือเวลาอีกนานกว่างานประมูลจะเริ่มขึ้น  ไม่ทราบว่าท่านต้องการให้กระผมช่วยอะไรหรือไม่  กระผมผู้อาวุโสลำดับที่ 5 อู่ชง  ยินดีให้บริการครับ” อู่ชงกล่าว


            “สิ่งนี้  ข้าถ่ายเอาไว้  มันเป็นการประลองระหว่างผมกับผู้อาวุโสตำหนักเทพวิหคสีชาด  ข้าจะนำสิ่งนี้มาขายให้กับทางสมาคมการค้าตะวันจันทรา  ไม่ทราบว่าทางสมาคมต้องการจะซื้อข้อมูลนี้ไว้รึเปล่า” ไป่ฉีกล่าว


            “เข้าใจแล้วครับ  กระผมขอดูได้ไหมครับ” อู่ชงกล่าว


            ไป่ฉียื่นไดร์ฟที่เก็บวิดีโอมาให้  อู่ชงนำมันไปเปิดในโน้ตบุ๊ก  ผ่านไปครู่หนึ่ง  อู่ชงก็บอกว่าจะรับซื้อไว้  หลังตกลงราคากันได้แล้ว  พวกเขาทำสัญญาซื้อขายกัน  อู่ชงนำบัตรไป  เพื่อนำเงินเข้าไปในบัตร  และส่งคืนให้ไป่ฉี  การแลกเปลี่ยนเป็นอันเสร็จสิ้น


            “ไม่ทราบว่าท่านอวี้กง ต้องการอะไรอีกรึเปล่าครับ” อู่ชงถาม


            “ครั้งก่อนที่ข้ามากับไป๋กุ้ยอิง  คิไมร่า 2 ตัวนั่นเป็นสัตว์กลายพันธุ์จากการที่พวกคุณทดลองนำเหล็กลมปราณขั้นต้นใส่เข้าไปในตัวสัตว์ธรรมดาสินะ” อวี้กงถาม


            “ใช่แล้ว  มีอะไรทำให้ท่านไม่พอใจรึครับ” อู่สงสัยว่าอวี้กงต้องการอะไรกันแน่


            “งั้น คุณได้ทดลองมันกับมนุษย์ด้วยรึเปล่า” ไป่ฉีถาม  สีหน้าของเขาดูจริงจังขึ้น


            “ไม่หรอกครับ  มันอันตรายเกินไป” อู่ชงตอบ


            “งั้นเหรอ  แต่ข้าสัมผัสได้ถึงเหล็กลมปราณที่ฝังอยู่ในร่างกายคนได้  คนผู้นั้นอยู่ในเขตลานประลอง  คุณคิดว่าอันตรายรึเปล่า” ไป่ฉีถาม


            “วะ...ว่ายังไงนะ  มีมนุษย์ที่มีเหล็กลมปราณฝังอยู่ในร่างเหรอ” อู่ชงถามขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ


            “ใช่  การใส่เหล็กลมปราณไว้ในตัวของสัตว์ที่ไม่มีพลังปราณ  จะให้กำเนิดสัตว์อสูร  แต่การใส่เหล็กลมปราณไว้ในร่างของคน โดยที่คน ๆ นั้นฝึกพลังปราณด้วยล่ะก็พวกเราคงได้สัตว์ประหลาดแน่ ๆ” ไป่ฉีกล่าว


            “ปกติหลังใส่เหล็กลมปราณขั้นต้นเข้าไปในตัวสัตว์  พวกมันจะใช้เวลาในการกลายพันธุ์สักระยะ  อย่าบอกนะว่า” อู่ชงหน้าซีดทันทีที่นึกถึงหายนะที่อาจกำลังเกิดขึ้น


            “ข้าว่ารีบไปที่ลานประลองดีกว่า  ข้าจับสัมผัสของปฏิกิริยาเหล็กลมปราณขั้นต้นในร่างมนุษย์ได้  คงถึงเวลาของการกลายพันธุ์แล้ว” ไป่ฉีกล่าว  ก่อนจะรีบวิ่งไปยังลานประลอง  ขณะเดียวกันก็มีสายโทรเข้ามาหาอู่ชง


            “มีอะไร” อู่ชงรีบรับสายและถามขึ้น  เขาได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากปลายสายอีกฝั่ง


            “อยู่ ๆ ชายคนหนึ่งที่ชมการประลองก็เกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาครับ  ร่างกายของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไป  ผิวกลายเป็นสีแดง  มีเขาและเขี้ยวงอกออกมา และกำลังเริ่มไล่ฆ่าคนในลานประลองครับ  ตอนนี้ผู้อาวุโสลิ่วไป๋กำลังยื้อมันเอาไว้  เพื่อซื้อเวลา  แต่มันแข็งแกร่งมาก  ตอนนี้ผู้อาวุโสลี่ไป๋ได้รับบาดเจ็บ  หากไม่มีคนเข้าไปช่วย  ผมเกรงว่าผู้อาวุโสจะถูกมนุษย์กลายพันธุ์นั่นฆ่าแน่” ปลายสายดูร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด


            “ฉันกำลังจะไป  ตอนนี้เทพกระบี่ได้ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว  ยื้อเอาไว้จนกว่าเขาจะไปถึง” อู่ชงวางสายแล้วรีบวิ่งตามอวี้กงไป


            ไป่ฉีมาถึงสนามประลอง  เขาเห็นว่ามีชายชราที่คาดว่าน่าจะเป็นผู้อาวุโสที่ดูแลลานประลอง  กำลังต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตที่มีผิวสีแดง  รูปร่างเหมือนมนุษย์  มันมีมัดกล้ามเนื้อที่หนาแน่นและแข็งแรงราวกับนักเพาะกาย  มีเขางอกขึ้นมาที่หัว  กับบริเวณไหล  มีเล็บแหลมคม  เขี้ยวล่างของมันโค้งยาวขึ้นมา  เหมือนกับหมูป่า  ดวงตาสีเหลือง  แผ่รังสีฆ่าฟันรุนแรงออกมา  อีกทั้งตอนนี้ผู้อาวุโสคนนั้นบาดเจ็บ


            “นั่นมันตัวอะไรกัน” อู่ชงที่ตามมาทัน  ถามขึ้น  หลังเห็นร่างของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ตรงหน้า


            ไป่ฉีไม่ได้ตอบอะไร  เขารีบพุ่งเข้าไปหามันทันที  เพราะผู้อาวุโสที่ได้รับบาดเจ็บ  กำลังจะถูกมันตะปบด้วยกรงเล็บที่แหลมคม


            “เพลิงมังกร  เกราะอัคคี” ไป่ฉีกล่าว  จากนั้นเกราะโปร่งแสงสีแดงก็ปรากฏขึ้นมาขวางระหว่างกรงเล็บกับผู้อาวุโสที่บาดเจ็บ


            เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้รู้สึกสงสัยที่มาของม่านพลังตรงหน้า  แต่เพียงพริบตา  เบื้องหน้าของมันก็ปรากฏชายหนุ่มมาขวางระหว่างมันกับเหยื่อที่สู้กับมันเมื่อครู่


            “ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจจริง ๆ  แถมระดับอยู่ในชั้นปราณจักรพรรดิซะด้วย  ถ้าเทียบตามความสามารถของสัตว์อสูร  มันจะมีระดับเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชันย์ทรราชเลยทีเดียว” ไป่ฉีกล่าว  เขาจ้องมองมันที่กำลังใช้กรงเล็บพยายามพังเกราะอัคคีของเขา  ซึ่งเกราะอัคคีเริ่มร้าวแล้ว  คงกันได้อีกไม่นานแน่

    _______________________________

    มาดูกันว่าไป่ฉีจะจัดการกับสัตว์อสูรเทียมตัวนี้ยังไง ^^

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน