“เจ็บใจนัก อวี้กง อย่าคิดว่าฉันจะปล่อยแกรอดไปได้” ขณะที่เฟิงจินกำลังโมโห สมาร์ทโฟนของเขาก็ดังขึ้น ตอนแรกเขากะว่าจะไม่รับสาย แต่เมื่อเห็นชื่อเจ้าของเบอร์ เขารีบกดรับในทันที
“ว่ายังไงครับพ่อ......” ยังไม่ทันที่เฟิงจินจะพูดจบ เสียงดังจนแก้วหูแทบแตกก็กระแทกออกมาจากสมาร์ทโฟนของเขาทันที
“เจ้าลูกตัวแสบ โตจนมีเมีย 3 คนแล้ว ยังไม่รู้จักคิดอีก คิดยังไงถึงไปหาเรื่องเทพกระบี่ถึงตระกูลไป๋ ครั้งก่อนโดนเขาสั่งสอนมายังไม่เข็ดอีกรึไงหา” เสียงพ่อของเขาร่ายยาวจนแทบไม่มีโอกาสให้เขาได้พูดแม้แต่น้อย
“แต่มันหยามตำหนักเทพของเรานะพ่อ” เฟิงจินแย้ง
“หยามแล้วยังไง คนรู้กันทั่วว่าอวี้กงเป็นยอดฝีมือ ใครก็อยากได้มาเป็นพวก แล้วแกมันโง่รึไง ถึงไม่คิดดูว่าการสร้างความบาดหมางแบบนี้ อาจทำให้อวี้กงไปเข้ากับตำหนักเทพอื่น ผลเสียที่เกิดกับเราจะมากมายขนาดไหน” พ่อของเฟิงจินดุในความไร้หัวคิดของเฟิงจิน
“ฆ่ามันทิ้งซะก็สิ้นเรื่อง” เฟิงจินกล่าว
“แล้วมันฆ่าได้ไหมล่ะ ไอ้ลูกโง่ ไม่ต้องพูดมาก ฉันจองตั๋วเครื่องบินให้แกเรียบร้อยแล้ว กลับมาที่บ้านรับการลงโทษ ไม่อย่างนั้น ฉันจะให้ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ไปลากตัวแกกลับมาพร้อมเพิ่มโทษเป็น 2 เท่า” หลังได้ยินคำว่าโทษ 2 เท่า เม็ดเหงื่อก็ผุดขึ้นที่หน้าผากของเฟิง
“เข้าใจแล้วครับ ผมจะกลับไปที่โรงแรมเพื่อเก็บของ แล้วจะรีบไปที่สนามบินทันทีเลยครับ” เฟิงจินยอมรับคำสั่งอย่างว่าง่าย
หลังจากที่พ่อของเขาอธิบายเหตุผลให้ฟัง ทำให้เขารู้ว่าตัวเองใช้อารมณ์มากเกินไป แต่จะให้แสร้งทำดีกับอีกฝ่ายน่ะเหรอ ฝันไปเถอะ
เมื่อสายถูกตัดไป เฟิงจินสั่งคนขับให้กลับรถไปที่โรงแรมเพื่อเก็บของ จากนั้นก็ให้ขับไปส่งเขาที่สนามบิน เพื่อขึ้นเครื่องกลับไปตำหนักเทพที่ตั้งอยู่ในทวีปวิหคสีชาด
ทางไป่ฉี เมื่อเขาฟื้นฟูลมปราณจนเต็มเปี่ยม จึงก็ลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปร่วมทานข้าวกับ 30 ผู้โชคดีที่สามารถตามหาภาพของเขาครบทั้ง 100 แบบได้
เขาใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ เพราะมันดูเป็นกันเองมากกว่า อีกอย่างเวลาทานข้าวคือเวลาพักผ่อนอย่างหนึ่ง เขาไม่อยากให้บรรยากาศมันดูเป็นทางการ ต้องคอยวางตัวให้ดี หรือพูดคุยตามธรรมเนียม อย่างทำงานเหนื่อยไหม มีงานที่ไหนต่อ หรือว่าผลงานชิ้นต่อไปจะออกมาเมื่อไหร่ คำถามพวกนั้นมันชวนทำให้ไม่อยากอาหาร (ปกติแกกินด้วยเรอะ)
ไป่ฉีเตรียมตัวเรียบร้อย เขาเดินออกมาจากบ้าน ล็อกทุกอย่างให้เรียบร้อย ก่อนจะเรียกรถแท็กซี่ไปยังภัตตาคารอาหารที่ทางมู่เทียนจองเอาไว้
ในตอนแรกทางมู่เทียนจะส่งรถมารับเขา แต่เขาปฏิเสธไป เนื่องจากไม่สะดวก เขาไม่แน่ในเรื่องเวลาที่อยู่ตระกูลไป๋
ระหว่างนั่งรถ ไป่ฉีทำการถ่ายโอนไฟล์วิดีโอลงสมาร์ทโฟนของเขา
รถแท็กซี่มาถึงที่หมายแล้ว ไป่ฉีจ่ายเงินค่าโดยสาร แล้วเดินลงจากรถ ในทันทีทีมงานของมู่เทียนก็เข้ามาพาเขาไปยังห้องส่วนตัวที่มู่เทียนเตรียมเอาไว้ ไป่ฉีถูกนำ (ลาก) ไปตามทางจนถึงห้องที่เป็นสถานที่จัดงาน
ประตูถูกเปิดออก ไป่ฉีเดินเข้าไปก็พบกับหญิงสาวมากมาย เขาคาดว่าหญิงสาวเหล่านี้คงจะเป็นผู้โชคดีทั้ง 30 คนแน่ เขาจึงยิ้มและทักทายพวกเธอ บางคนเข้ามาจับมือกับบ้าง ขอถ่ายรูปบ้าง ซึ่งเขาก็ให้ความร่วมมือเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีบางคนเอานิยายของเขามาให้เขาเซ็นด้วย นั่นทำให้เรียกสายตาอิจฉาจากคนที่ไม่รู้ว่าไป่ฉีนั้นเขียนนิยายด้วยอย่างมาก
“เสี่ยวไป่มีแฟนรึยัง” หญิงสาวอายุราว 30 กว่าถาม
“ขอไม่ตอบแล้วกันครับ” ไป่ฉีตอบแบบเลี่ยง ๆ หากเขาตอบว่ามี คำถามแนวนี้จะต้องมาอีกเยอะแน่
“แล้วจะมีผลงานใหม่อีกเมื่อไหร่เหรอคะ” หญิงสาวใส่แว่นถาม เธอคือคนที่นำนิยายมาให้ไป่ฉีเซ็นชื่อที่ปกใน
“ถ้าตอนนี้ก็มีถ่ายรายการราชานักกินอยู่ครับ ผมได้เป็นตัวแทนเมืองหลวงไปแข่งรอบจริง ตอนนี้เทปที่ถ่ายก็ออกอากาศไปแล้ว อยู่ในตอนท้าย ๆ ของรอบคัดเลือกนั่นล่ะครับ” ไป่ฉีใช้โอกาสนี้บอกถึงสิ่งที่เขาได้เริ่มทำไปแล้วในวงการบันเทิง
“รายการนั้นพี่ไป่แข่งด้วยเหรอคะ” เด็กสาวที่น่าจะอยู่ระดับมัธยมต้นภาม
“ครับ ฝากติดตามและเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ” ไป่ฉีตอบ
จากนั้นไป่ฉีก็ให้ทุกคนแนะนำตัว รวมถึงความชอบหรือเรื่องที่สนใจ ตัวเขาที่มีความจำแบบภาพถ่ายอยู่แล้ว การที่จะจำคนหลาย ๆ คนกับข้อมูลของคนเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมาก ทางมู่เทียนได้ให้คนคอยสังเกตอยู่ห่าง ๆ เพราะไป่ฉีบอกว่าเขาจะจัดการเรื่องนี้เอง ไม่ต้องจ้างพิธีกรหรือทำอะไรที่มันเป็นทางการ เพียงแค่บอกพวกเธอว่าจะมีการถ่ายภาพและนำภาพเผยแพร่สู่สาธารณะชนก็พอ
ก่อนจะมางานนี้ ไป่ฉีเองก็เตรียมตัวอย่างหนัก เขาให้ทางทีมงานขอข้อมูลของผู้โชคดี อย่างเช่นความชอบ งานอดิเรก หรือสิ่งที่สนใจ ซึ่งไป่ฉีต้องจำข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ เพื่อนำมาใช้เป็นหัวข้อสนทนากับผู้โชคดีทุกคนในวันนี้
อาหารมื้อนี้จึงเป็นมื้อที่ทำให้เหล่าหญิงสาวประทับใจในตัวของไป่ฉี พวกเธอคิดว่าไป่ฉีเป็นคนไม่ถือตัวและเข้าถึงง่าย การแต่งตัวมาร่วมทานข้าวกับพวกเธอ เขาก็แต่งตัวสบาย ๆ ไม่ได้เป็นทางการมาก นอกจากนี้ยังชวนพูดคุยในเรื่องที่พวกเธอแต่ละคนสนใจอีกด้วย
พวกเธอพอจะรู้บ้างว่าทางทีมงานขอข้อมูลเกี่ยวกับงานอดิเรกและสิ่งที่พวกเธอสนใจ แต่เธอคาดไม่ถึงว่าไป่ฉีจะกลับใส่ใจในเรื่องที่พวกเธอเขียนโดยไม่ได้คิดอะไร ถึงขนาดสามารถพูดคุยเกี่ยวกับความสนใจเฉพาะด้านที่มีศัพท์เฉพาะทางหรือวิธีการเฉพาะได้อย่างไม่ติดขัด
“ขอบคุณทุกคนมากนะครับ วันนี้สนุกมากจริง ๆ” ไป่ฉีกล่าว
“ไม่หรอก พวกเราต้องขอบคุณเธอมากกว่า ไม่เคยเจอดาราคนไหนที่เอาใจใส่เรื่องความชอบของแฟนคลับแบบนี้มาก่อนเลย” หญิงสาวคนหนึ่งกล่าวชมไป่ฉี
“จริงด้วย เพราะน้องไป่แท้ ๆ เลยทำให้พวกเราที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนสนิทกันได้ภายในเวลาสั้น ๆ แบบนี้” หญิงสาววัยทำงานกล่าว
“ถ้ามีกิจกรรมแบบนี้อีก พี่สาวคนนี้ไม่พลาดแน่นอน” หญิงสาวในชุดแบรนด์เนมทั้งตัวกล่าว
“ใช่แล้วล่ะ ฉันจะร่วมด้วยแน่นอน” หญิงสาวที่เป็นแฟนนิยายของไป่ฉีกล่าว
หลังจากนั้นทุกคนต่างก็บอกลากันด้วยความพึงพอใจ มีหลายคนที่ได้แลกเปลี่ยนช่องทางการติดต่อและได้เป็นเพื่อนกันจากกิจกรรมครั้งนี้ ส่วนไป่ฉีนั้นยิ้มส่งให้พวกเธอจนลับสายตาไป
ทีมงานที่คอยเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ ต่างก็ทึ่งในความสามารถของไป่ฉี ใครจะไปคิดว่าเขาจะสามารถหาเรื่องพูดคุยกับทั้ง 30 คนได้ เพราะคนเราหากไม่มีความสนใจในเรื่องนั้น ๆ ต่อให้รู้ก็จะรู้แค่ผิวเผินเท่านั้น แต่ไป่ฉีสามารถลงรายละเอียดเชิงลึกได้อย่างไม่มีปัญหา เขาทำได้ยังไงกัน
“ขอบคุณมากนะไป่ฉี” หัวหน้าที่ควบคุมดูแลงานกิจกรรมครั้งนี้กล่าว
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ทุกคนเองก็ทำงานหนักเหมือนกัน ผมแค่อยู่หน้างานเท่านั้นเอง” ไป่ฉีพูดถ่อมตัว
“เฮ้ย ดูดิ พวกลูกค้าที่เพิ่งทานข้าวเสร็จเริ่มโพสรูปลงแล้วล่ะ” ทีมงานคนหนึ่งกล่าว พร้อมกับแสดงหน้าจอสมาร์ทโฟนให้ดู
“มีแต่คำชื่นชมทั้งนั้นเลย” ทีมงานหญิงกล่าว
“ดีใจด้วยนะครับ ผมคงต้องขอตัวก่อน มีธุระจะต้องไปทำต่อน่ะครับ” ไป่ฉีที่เห็นว่าทุกคนเริ่มให้ความสนใจกับโพสที่หญิงสาวทั้ง 30 คนโพสลงในอินเทอร์เน็ตแล้ว เขาจึงรีบขอตัวลากลับทันที
“อ้อ ได้สิ โชคดีนะ ให้ทางเราขับรถไปส่งไหม” ทีมงานกล่าว
ไป่ฉีตอบปฏิเสธและแยกตัวออกมา เขาเดินออกจากภัตตาคาร แล้วเดินเข้าตรอกมืดที่ไม่มีคน ตามด้วยเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเสื้อวอร์ม และใช้ยาแปลงโฉมเป็นอวี้กง แล้วเดินออกมา เพื่อไปยังสถานที่ตั้งของสมาคมการค้าตะวันจันทราทันที
หน้าทางเข้าสมาคมการค้าตะวันจันทรา
เมื่อเขามาถึง ก็เห็นชายชราคนหนึ่งยืนต้อนรับอยู่ ซึ่งเป็นคนละคนกับที่เขาพบ ตอนที่มากับไป๋กุ้ยอิงคราวก่อน ไป่ฉีเดินเข้าไปหาชายชราคนนั้น
“โอ้ ท่านอวี้กง ยังเหลือเวลาอีกนานกว่างานประมูลจะเริ่มขึ้น ไม่ทราบว่าท่านต้องการให้กระผมช่วยอะไรหรือไม่ กระผมผู้อาวุโสลำดับที่ 5 อู่ชง ยินดีให้บริการครับ” อู่ชงกล่าว
“สิ่งนี้ ข้าถ่ายเอาไว้ มันเป็นการประลองระหว่างผมกับผู้อาวุโสตำหนักเทพวิหคสีชาด ข้าจะนำสิ่งนี้มาขายให้กับทางสมาคมการค้าตะวันจันทรา ไม่ทราบว่าทางสมาคมต้องการจะซื้อข้อมูลนี้ไว้รึเปล่า” ไป่ฉีกล่าว
“เข้าใจแล้วครับ กระผมขอดูได้ไหมครับ” อู่ชงกล่าว
ไป่ฉียื่นไดร์ฟที่เก็บวิดีโอมาให้ อู่ชงนำมันไปเปิดในโน้ตบุ๊ก ผ่านไปครู่หนึ่ง อู่ชงก็บอกว่าจะรับซื้อไว้ หลังตกลงราคากันได้แล้ว พวกเขาทำสัญญาซื้อขายกัน อู่ชงนำบัตรไป เพื่อนำเงินเข้าไปในบัตร และส่งคืนให้ไป่ฉี การแลกเปลี่ยนเป็นอันเสร็จสิ้น
“ไม่ทราบว่าท่านอวี้กง ต้องการอะไรอีกรึเปล่าครับ” อู่ชงถาม
“ครั้งก่อนที่ข้ามากับไป๋กุ้ยอิง คิไมร่า 2 ตัวนั่นเป็นสัตว์กลายพันธุ์จากการที่พวกคุณทดลองนำเหล็กลมปราณขั้นต้นใส่เข้าไปในตัวสัตว์ธรรมดาสินะ” อวี้กงถาม
“ใช่แล้ว มีอะไรทำให้ท่านไม่พอใจรึครับ” อู่สงสัยว่าอวี้กงต้องการอะไรกันแน่
“งั้น คุณได้ทดลองมันกับมนุษย์ด้วยรึเปล่า” ไป่ฉีถาม สีหน้าของเขาดูจริงจังขึ้น
“ไม่หรอกครับ มันอันตรายเกินไป” อู่ชงตอบ
“งั้นเหรอ แต่ข้าสัมผัสได้ถึงเหล็กลมปราณที่ฝังอยู่ในร่างกายคนได้ คนผู้นั้นอยู่ในเขตลานประลอง คุณคิดว่าอันตรายรึเปล่า” ไป่ฉีถาม
“วะ...ว่ายังไงนะ มีมนุษย์ที่มีเหล็กลมปราณฝังอยู่ในร่างเหรอ” อู่ชงถามขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ใช่ การใส่เหล็กลมปราณไว้ในตัวของสัตว์ที่ไม่มีพลังปราณ จะให้กำเนิดสัตว์อสูร แต่การใส่เหล็กลมปราณไว้ในร่างของคน โดยที่คน ๆ นั้นฝึกพลังปราณด้วยล่ะก็พวกเราคงได้สัตว์ประหลาดแน่ ๆ” ไป่ฉีกล่าว
“ปกติหลังใส่เหล็กลมปราณขั้นต้นเข้าไปในตัวสัตว์ พวกมันจะใช้เวลาในการกลายพันธุ์สักระยะ อย่าบอกนะว่า” อู่ชงหน้าซีดทันทีที่นึกถึงหายนะที่อาจกำลังเกิดขึ้น
“ข้าว่ารีบไปที่ลานประลองดีกว่า ข้าจับสัมผัสของปฏิกิริยาเหล็กลมปราณขั้นต้นในร่างมนุษย์ได้ คงถึงเวลาของการกลายพันธุ์แล้ว” ไป่ฉีกล่าว ก่อนจะรีบวิ่งไปยังลานประลอง ขณะเดียวกันก็มีสายโทรเข้ามาหาอู่ชง
“มีอะไร” อู่ชงรีบรับสายและถามขึ้น เขาได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากปลายสายอีกฝั่ง
“อยู่ ๆ ชายคนหนึ่งที่ชมการประลองก็เกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาครับ ร่างกายของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไป ผิวกลายเป็นสีแดง มีเขาและเขี้ยวงอกออกมา และกำลังเริ่มไล่ฆ่าคนในลานประลองครับ ตอนนี้ผู้อาวุโสลิ่วไป๋กำลังยื้อมันเอาไว้ เพื่อซื้อเวลา แต่มันแข็งแกร่งมาก ตอนนี้ผู้อาวุโสลี่ไป๋ได้รับบาดเจ็บ หากไม่มีคนเข้าไปช่วย ผมเกรงว่าผู้อาวุโสจะถูกมนุษย์กลายพันธุ์นั่นฆ่าแน่” ปลายสายดูร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด
“ฉันกำลังจะไป ตอนนี้เทพกระบี่ได้ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ยื้อเอาไว้จนกว่าเขาจะไปถึง” อู่ชงวางสายแล้วรีบวิ่งตามอวี้กงไป
ไป่ฉีมาถึงสนามประลอง เขาเห็นว่ามีชายชราที่คาดว่าน่าจะเป็นผู้อาวุโสที่ดูแลลานประลอง กำลังต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตที่มีผิวสีแดง รูปร่างเหมือนมนุษย์ มันมีมัดกล้ามเนื้อที่หนาแน่นและแข็งแรงราวกับนักเพาะกาย มีเขางอกขึ้นมาที่หัว กับบริเวณไหล มีเล็บแหลมคม เขี้ยวล่างของมันโค้งยาวขึ้นมา เหมือนกับหมูป่า ดวงตาสีเหลือง แผ่รังสีฆ่าฟันรุนแรงออกมา อีกทั้งตอนนี้ผู้อาวุโสคนนั้นบาดเจ็บ
“นั่นมันตัวอะไรกัน” อู่ชงที่ตามมาทัน ถามขึ้น หลังเห็นร่างของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ตรงหน้า
ไป่ฉีไม่ได้ตอบอะไร เขารีบพุ่งเข้าไปหามันทันที เพราะผู้อาวุโสที่ได้รับบาดเจ็บ กำลังจะถูกมันตะปบด้วยกรงเล็บที่แหลมคม
“เพลิงมังกร เกราะอัคคี” ไป่ฉีกล่าว จากนั้นเกราะโปร่งแสงสีแดงก็ปรากฏขึ้นมาขวางระหว่างกรงเล็บกับผู้อาวุโสที่บาดเจ็บ
เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้รู้สึกสงสัยที่มาของม่านพลังตรงหน้า แต่เพียงพริบตา เบื้องหน้าของมันก็ปรากฏชายหนุ่มมาขวางระหว่างมันกับเหยื่อที่สู้กับมันเมื่อครู่
“ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจจริง ๆ แถมระดับอยู่ในชั้นปราณจักรพรรดิซะด้วย ถ้าเทียบตามความสามารถของสัตว์อสูร มันจะมีระดับเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชันย์ทรราชเลยทีเดียว” ไป่ฉีกล่าว เขาจ้องมองมันที่กำลังใช้กรงเล็บพยายามพังเกราะอัคคีของเขา ซึ่งเกราะอัคคีเริ่มร้าวแล้ว คงกันได้อีกไม่นานแน่
_______________________________
มาดูกันว่าไป่ฉีจะจัดการกับสัตว์อสูรเทียมตัวนี้ยังไง ^^