ความเดิมตอนที่แล้ว
หลังเหตุการณ์ระทึกยุติลงคนร้ายถูกผู้ไม่รู้ที่มาลงมือสังหาร จากนั้นก็หลบหนีไป แม้เบาะแสขาดหาย แต่พี่น้องสกุลหม่าเชื่อว่าเบื้องหลังอาจเกี่ยวโยงกับหอหรูอี้ และผู้ต้องสงสัยคนสำคัญก็คือซูหมิงเยว่ทั้งประวัติความเป็นมาอันคลุมเครือและการหายตัวไประหว่างเกิดเหตุ แม้แต่ผู้ตกเป็นเหยื่ออย่างฉินอีอีก็ถูกเพ่งเล็งไปด้วยสุดท้าย อุบายสังหารและป้ายสีคนก็ไม่สัมฤทธิ์ผล กลับยังส่งผลดีต่อหลินเพ่ยหนิง ด้วยเหตุนี้จึงมีโองการแต่งตั้งนางขึ้นรับตำแหน่งเจ้าเมืองน้อยออกแถลงการณ์ต่อหน้าประชาชน เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายต่อหลายฝ่ายทั้งพี่น้องจวนหม่าหรือแม้แต่ตัวของหลินเพ่ยหนิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรากฏตัวของพวกเขาต่อสายตาของซูหมิงเยว่ทำให้คุณชายซูมีท่าทีที่แปลกไป กระทั่งไม่อาจฝืนรั้งอยู่ที่นั่นแม้บรรยากาศจะน่ายินดีเพียงใดก็ตาม
หม่าเสียนเย่ : “ ขอแสดงความยินดีกับองค์หญิง ”
หม่าซูซิน : “ องค์หญิงจงเจริญ ”
ชาวบ้าน : “ องค์หญิงจงเจริญ องค์หญิงจงเจริญ ”
การคุกเข่าเคารพนบนอบบังเกิดขึ้นอีกครั้ง เสียงสรรเสริญดังกึกก้องไปทั่วบริเวณทว่ากับคนบางคน นี่คือการสั่งสมความคับแค้นใจอย่างฝังรากลึก
เคล้ง!
สตรีผู้นั้นปัดสิ่งของบนโต๊ะหล่นกระจัดกระจาย
สตรีลึกลับ : “ ตราประทับหายไปแล้ว จะมีโองการแต่งตั้งได้อย่างไรหรือที่ว่าหายก็แค่ปาหี่ เหอเพ่ยอวี้ เจ้าดีนักนะ ตายไปแล้วยังไม่วายก่อคลื่นลม ทำข้าแสบมากประกาศต่อใต้หล้า แล้วข้าจะค้านได้อย่างไร!? ”
โครม!
เนื้อหาในโองการไม่อาจให้นางต้องอดกลั้น เสียงอาละวาดทำลายข้าวของเกิดขึ้นเป็นระยะโต๊ะพลิกตะแคง ข้าวของกระจัดกระจาย ซ่งจื่อรุ่ยผู้บังเอิญผ่านมาได้ยินก่อนจะเข้าไปพบนางจึงพลันหยุดชะงัก หากฝืนเดินเข้าไปมีหวังได้กลายเป็นเครื่องระบายโทสะ
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ประเดี๋ยวเจ้าเข้าไปรายงาน หากนางถามถึงข้าก็ให้บอกไปว่าที่จวนข้าเกิดเรื่องข้ายังไม่กลับ ”
ลูกสมุน : “ ขอรับ ”
ซ่งจื่อรุ่ยชิ่งหนีทันควันปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าไปรายงานความคืบหน้าต่อนาง
ลูกสมุน : “ เรียนนายท่าน ผู้ที่เราส่งไป ตายแล้วขอรับ ”
สตรีลึกลับ : “ เศษสวะ ตายไปได้ก็ดี ฝีมือใคร? ”
ลูกสมุน : “ คาดว่าจะเป็นคนนอก ทางเรากำลังตามสืบอยู่ขอรับ ”
สตรีลึกลับ : “ ตรวจสอบพวกที่อยู่บนเรือ หาให้เจอ แล้วจัดการซะ”
ลูกสมุน : “ รับทราบ นายท่าน แล้วพวกจวนหม่าเล่าขอรับ? ”
สตรีลึกลับ : “ รอก่อน ยังไม่ใช่ตอนนี้ หม่าจิ่นเทา รับมือไม่ได้ง่ายๆ ตาเฒ่านั่นฉลาดกว่าที่เจ้าคิด ”
ลูกสมุน : “ ขอรับ ข้าน้อยยังมีอีกเรื่องนึง เราพบคนกลุ่มนึงพร้อมกับรถม้ากำลังเคลื่อนไหวอยู่ท้ายตรอกหมิงฮวาบนถนนไท่อันจากการตรวจสอบพบว่าเป็นคนของหลี่ซู่เหลยขอรับ ”
สตรีลึกลับ : “ หึ! หลี่ซู่เหลยเอ๋ย.. หลี่ซู่เหลย คิดสับขาหลอกข้าเหมือนตอนกลับจากค่ายช่างไม่พัฒนาเสียบ้าง ส่งคนไป สบโอกาสเมื่อไหร่ พาตัวหลี่ซู่เหลยมาให้ข้า ที่เหลือฆ่าให้หมด ”
ลูกสมุน : “ ขอรับ ”
สตรีลึกลับ : “ เดี๋ยวก่อน! ”
ครั้นมีคำสั่ง ผู้รับบัญชาก็เตรียมไปปฏิบัติ หากแต่ต้องหยุดชะงักเพราะถูกทัดทาน
สตรีลึกลับ : “ ซ่งจื่อรุ่ย หายหัวไปไหน? ”
ลูกสมุน : “ คุณชายซ่งทราบข่าวที่จวนเกิดเรื่องจึงเดินทางไป ตอนนี้ยังไม่กลับขอรับ ”
สตรีลึกลับ : “ นับวันยิ่งไร้ประโยชน์ ช่างเถอะรีบไปจัดการ ”
ลูกสมุน : “ รับทราบ ”
.. “ เฉินเสวี่ยหยางข้าจะดูสิว่าเจ้าจะมาไม้ไหนอีก ” .. เมื่อแผนการแรกไม่สำเร็จไหนเลยจะรอให้อีกฝ่ายได้โต้ตอบ วี้ด.. บึ้ม! ท่ามกลางบรรยากาศอันครึกครื้น ผู้คนเฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนานไร้วี่แววรับรู้ถึงภัยอันตราย เสียงดอกไม้ไฟแตกประกายเป็นระยะ สีสันงดงามตระการตาตลอดแนวเส้นทางถูกโปรยด้วยกลีบบุปผาโรยลงมาดั่งสายฝน ผู้คนเดินขวักไขว่บนท้องถนนมาบัดนี้ต่างหลีกทางและคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม ครั้นขบวนเคลื่อนผ่านไปสายตาคนมากมายต่างชื่นชมบารมีขององค์หญิงรองหลิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รูปโฉมของเจ้าเมืองน้อยเฉินผู้ที่เหล่าสตรีวัยดรุณแอบชื่นชมกันอย่างหลงใหล
“ งื้อ.. เจ้าเมืองน้อยเฉิน รูปงามอะไรปานนี้ เยียนเป่ยเป็นเมืองแห่งบุรุษรูปงามหรือไรกันนะ”
“ ใช่ ดูตาคู่นั้นสิ สีประหลาดอย่างที่เขาลือกันจริงด้วย แต่เหตุใดยิ่งมองถึงยิ่งหล่อทำอย่างไรข้าถึงมีบุญได้พบบุรุษเช่นนี้บ้างนะ ”
“ ข้าคิดว่าเขาจะประหลาดเสียอีก ที่ไหนได้ไร้ที่ติชัด ๆ เดิมที บุรุษที่ทั้งหล่อเหลาและเพียบพร้อมคนแรกเลยจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคุณชายหม่า รองลงมาก็คือองค์ชายใหญ่พอคุณชายซูโผล่มา อันดับสองเลยตกเป็นของเขาแทน ส่วนองค์ชายใหญ่ตกไปอยู่อันดับสาม และคนสุดท้ายก็คือคุณชายเจี่ยบุตรชายอดีตแม่ทัพ เจี่ยฝาน แต่งานนี้ ข้าว่าอันดับหนึ่งคงต้องเปลี่ยนแล้วแหละ ”
“ ใช่ ๆ ข้าเห็นด้วย”
สายตาของพวกนางมองตามขบวนชนิดที่ว่าเหลียวหลังกลับหม่าเสียนเย่ดูไม่สบอารมณ์นัก นอกจากคำชื่นชมที่ฟังไม่รื่นหู เขายังลอบมองไปยังเฉินเสวี่ยหยางอย่างไม่วางใจ.. “ ในที่สุด หมากตานี้ก็พลิกกลับจนได้ เจ้าเมืองน้อยเฉิน ท่านยังซ่อนคมไว้อีกเท่าใดกัน?” .. หม่าเสียนเย่คาดเดาในใจว่านี่เป็นแผนการของเฉินเสวี่ยหยาง ส่วนเจ้าตัวนั้นแม้รู้ว่ามีหลายฝ่ายเฝ้าจับตา ทั้งมุ่งร้ายและหวาดระแวง แต่ก็หาได้อนาทรร้อนใจกลับเป็นฝ่ายตรงข้ามที่ร้อนรน โดยเฉพาะสตรีผู้อยู่เบื้องหลังผู้นั้น
ณ ตำหนักเทพอาวุโส ดินแดนสวรรค์
ต้วนจิวเมิ่ง : “ เจ้าว่าอะไรนะ!? ”
ต้วนจิวเมิ่งอุทาน ขณะหารือกับสหาย
เว่ยหลิงเทียน : “ พลังวิญญาณเช่นนี้ คาดว่าไม่ผิดแน่ ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ หากของสิ่งนั้นอยู่ที่เดียวกัน สักวันต้องเกิดเรื่องแน่”
เว่ยหลิงเทียน : “ ก่อนนี้ เรารู้แค่ว่าเผ่าปีศาจลี้ภัยไปยังโลกมนุษย์แต่ไม่คิดว่าจะนำสิ่งนั้นไปด้วย ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ ช้าเร็ว เหม่ยซิ่นฮวาก็ต้องรู้ มาคิดกันดีกว่าว่าจะรับมืออย่างไร”
เว่ยหลิงเทียน : “ ประการแรก ต้องรีบส่งข่าวให้เขารู้ ป่านนี้คงกำลังตามหาคัมภีร์อยู่กระมัง”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ เฟิงอี้อาจดูเหมือนเด็ก แต่รู้ความมากทีเดียว”
เว่ยหลิงเทียน : “ แน่ล่ะ ข้าสอนมากับมือ เจ้าไปส่งสารเถอะ ข้าจะไปรายงานเทียนจวิน”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ หือ! ข้าอีกแล้วเรอะ ”
เพราะไม่อาจให้ความรู้สึกส่วนตัวมาทำให้เสียการและหวังให้เฟิงอี้ได้เติบโต เว่ยหลิงเทียนจึงผลักหน้าที่ให้สหาย แม้ลึก ๆ ในใจจะเป็นห่วงเทพน้อยผู้นี้อยู่เสมอทางด้านอวิ๋นมู่ ครั้นกลับถึงที่พักพร้อมอาการบาดเจ็บ ชงหยวนจึงตามหมอมาตรวจดู ประมุขน้อยมิได้แสดงอาการเจ็บปวดแต่อย่างใดหากแต่สีหน้าราวกับมีเรื่องให้กังวล
อวิ๋นมู่ : “ ชงหยวน เจ้าเห็นคนผู้นั้นหรือไม่? ”
ชงหยวน : “ ประมุขน้อย ท่านคิดอะไรอยู่หรือขอรับ? ”
อวิ๋นมู่ : “ นานมาแล้ว เผ่าปีศาจเราก่อเรื่องบนแดนสวรรค์ปล่อยมังกรน้อยตัวหนึ่งออกอาละวาด นอกจากทัณฑ์อัสนีกลืนวิญญาณ เทียนจวินองค์ก่อนมีรับสั่งห้ามปีศาจทุกตนรุกล้ำเข้าไปอีกนับแต่นั้น ข่าวคราวที่นั่นก็ถูกปิดกั้นมาตลอด ”
ชงหยวน : “ ท่านกำลังคิดว่ามีเทพมาจุติยังโลกมนุษย์หรือขอรับ? ดวงเนตรสุกสกาวราวคลื่นสมุทรหรือว่าจะเป็น.. มันจะเป็นไปได้อย่างไร? คนที่มีดวงตาเช่นนี้ ในใต้หล้าใช่ว่าจะไม่มีนะขอรับ”
อวิ๋นมู่ : “ ก็จริง แต่พอมาคิด ๆ ดู ที่นี่ยังมีเรา นับประสาอะไรกับเผ่าเทพ ก่อนหน้านี้มีคนพบเห็นบุปผาวารีที่หมื่นปีจะมีเพียงครั้งพอข้าตามไปดู กลับพบว่ามันหายไปแล้ว หากข้าเดาไม่ผิด มุกโลหิตวารีถูกหล่อเลี้ยงสำเร็จและมีคนได้มันไปครอบครองแล้ว ”
ชงหยวน : “ มุกโลหิตวารี ”
อวิ๋นมู่ : “ ข้าสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณในตัวคนผู้นั้น แต่จะใช่สิ่งนี้หรือไม่ก็ยังไม่รู้”
ขณะสนทนากันก็มีคนส่งสารถึงอวิ๋นมู่ ประมุขน้อยรีบเปิดดูราวกับนี่คือสิ่งที่เขากำลังรอ
อวิ๋นมู่ : “ ชงหยวน สิ่งที่ข้ากังวลได้เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ สายของเราส่งข่าวมาว่าเกิดเรื่องขึ้นบนแดนสวรรค์ ไม่นานมานี้ เทพผู้บันทึกชะตาลงมือวิวาทกับเทพแห่งกาลเวลาอย่างเทพผู้เฒ่าหลี่เพียงเพื่อขอยืมผลึกแห่งกาลเวลา มีไม่กี่คนที่ทำให้เทพอาวุโสออกมาเคลื่อนไหว พอสืบต่อไปก็พบว่าก่อนหน้านั้นตำหนักโชติคิมหันต์ถูกเผาจนวอด หยางเฉิงเป็นตายเท่ากัน ”
ชงหยวน : “ ฝีมือใครกัน? กล้าลงมือกับเทพชั้นสูงถึงเพียงนี้ ”
อวิ๋นมู่ : “ หลายพันปีมานี้ ผู้ที่ผูกความแค้นกับแดนเซียนและเหล่าเทพ ก็มีเพียงนางเผ่าเราเจอเรื่องประหลาด แดนสวรรค์เกิดเรื่อง พวกเขามายังโลกมนุษย์ ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”
.. “ แต่นางถูกขังอยู่จะสร้างคลื่นลมได้อย่างไร? ” .. ในที่สุด อวิ๋นมู่ก็ปะติดปะต่อเรื่องราวจนพบว่าเรื่องทั้งหมดอาจเกี่ยวข้องกับนักโทษแห่งแดนสวรรค์ผู้หนึ่ง
ชงหยวน : “ ประมุขน้อย หากเป็นเช่นนั้นจริงคงไม่ดีแน่ เป็นไปได้มากว่าเหล่าเทพที่เหลือก็คงอยู่ที่นี่รับมือกับพวกเขาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไหนจะมีจอมยุทธไป๋ ”
อวิ๋นมู่ : “ ชงหยวน ก่อนนั้นข้าไม่สังเกตเลยกระทั่งวันนี้บาดแผลนี่ทำให้ข้านึกถึงความเป็นไปได้หนึ่งที่ข้าไม่เคยคิดมาก่อน คนผู้นี้อาจเป็นหนึ่งในพวกเขาเทพชั้นสูงเหล่านั้น แม้ที่โผล่มาวันนี้เป็นตัวปลอมก็ตาม ”
ชงหยวน : “ ตัวปลอม! แต่บาดแผลท่าน.. ”
อวิ๋นมู่ : “ ข้าไม่ได้บอกว่าแผลนี้ไม่ใช่ฝีมือเขา แต่มีใครเห็นบ้างว่าศรถูกยิงจากที่ใด”
ชงหยวน : “ หมายความว่าผู้ที่ยิงคือจอมยุทธไป๋ แต่ที่มาไม่ใช่เขาอย่างนั้นหรือ?”
อวิ๋นมู่ : “ แม้ตลอดมาจะไม่เคยลงมือหนักเช่นนี้ แต่ยังไงซะ ความสามารถเรียกเลือดจากกายข้าได้ก็มีแค่เขาเขาแค่จะเตือนข้า ไม่งั้นข้าคงหลบไม่พ้น ”
อวิ๋นมู่นึกถึงภาพชีวิตสองชีวิตที่เกือบต้องตายเพราะเขาโดยที่เขาไม่ได้ยื่นมือช่วย
ชงหยวน : “ มิน่า ตอนประมือถึงได้เลี่ยงการใช้ธนู ที่แท้ก็ตัวปลอม ”
อวิ๋นมู่ : “ มีเพียงผู้มีพลังวิญญาณจึงจะสามารถทำร้ายเซียนปีศาจได้ เดิมทีฝีมือเช่นเขา หากคิดว่าเป็นเซียนสวรรค์หรือเซียนปฐพีหลบหนีมายังโลกมนุษย์ก็ไม่เกินจริงแต่ตอนนี้ข้ามั่นใจ เขาต้องเป็นหนึ่งในเทพเหล่านั้นแน่ จวนเจ้าเมือง ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดแล้ว”
ชงหยวน : “ ท่านคิดว่าจอมยุทธไป๋เกี่ยวข้องกับจวนเจ้าเมืองหรือขอรับ? ”
อวิ๋นมู่ : “ ไม่งั้นล่ะ สถานการณ์วันนี้เอื้อประโยชน์ให้ผู้ใด เจ้าก็เห็น องค์หญิงผู้นั้นต้องหาโอกาสเข้าใกล้นาง สืบหาตัวตนจอมยุทธไป๋ จากนั้น เรื่องอื่นก็ไม่ยากแล้ว ”
แรกเริ่ม อวิ๋นมู่หลีกเลี่ยงการปะทะกับจอมยุทธไป๋มาโดยตลอดมาบัดนี้ การกระทำของเขาตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง เขาพุ่งเข้าหาจอมยุทธไป๋ด้วยจุดประสงค์ใดกันแน่
กลับมาที่หนานจิ้งขบวนเดินทางถึงโรงเตี๊ยมจิ้นซิน เฉินเสวี่ยหยางลงจากหลังม้าเพื่อไปประคองหลินเพ่ยหนิงลงมายืนคู่กัน
หม่าเสียนเย่ : “ องค์หญิงเหนื่อยหรือไม่? ”
หลินเพ่ยหนิงส่ายหน้าตอบกับการกระทำเกินหน้าที่ของหม่าเสียนเย่แม้ในใจนางไม่คิดอะไร แต่อีกฝ่ายนั้นอยากช่วงชิง หม่าเสียนเย่คิดเอาเองว่าผู้ที่เดินหมากก่อนย่อมได้เปรียบจึงไม่อยากสงวนท่าทีอีกต่อไป ทว่าผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในมือของเฉินเสวี่ยหยาง ถูกวางซับลงบนใบหน้าหญิงสาวการกระทำของหม่าเสียนเย่กลายเป็นเพียงความคิดตื้นเขินหม่าซูซินเห็นอาการเสียหน้าของพี่ชาย จึงช่วยแก้สถานการณ์
หม่าซูซิน : “ นั่นสิเพ่ยเพ่ย เหตุใดไม่ขึ้นเกี้ยวเล่า? ขี่ม้ามาทำไม?อันตรายออก ”
ลั่วชีชี : “ เรียนคุณหนูรอง ข้าบอกไปแล้วเจ้าค่ะแต่องค์หญิงบอกว่าอยากใกล้ชิดผู้คนให้มากหน่อย ”
หม่าซูซิน : “ ท่านเนี่ยนะ จริง ๆ เลย ”
หลินเพ่ยหนิง : “ มีเจ้าอยู่ ไยข้าต้องกลัว? ” ( ภาษามือ )
หม่าซูซิน : “ ก็ได้ ๆ ข้ายอมให้ท่าน ”
หม่าเสียนเย่ : “ ถูกแล้ว เช่นนี้จึงสมเป็นองค์หญิง ”
หม่าเสียนเย่ยังไม่ลดความพยายามที่จะเข้าหา
ลั่วชีชี : “ องค์หญิง เดี๋ยวข้าไปเตรียมที่นั่งกับของกินให้นะเจ้าคะ ”
หลินเพ่ยหนิงพยักหน้าตอบลั่วชีชีแต่ในใจกลับเป็นห่วงชายผู้ไม่ชอบพูดเท่าใดนัก นางมองเฉินเสวี่ยหยางและสื่อสารถามไปว่า
หลินเพ่ยหนิง : “ ท่านเหนื่อยหรือไม่? ” ( ภาษามือ )
ผู้ถูกถามส่ายหน้าตอบ นัยน์ตามีรอยยิ้ม ก่อนที่เขาจะจับมือนางเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมต่อหน้าต่อตาหม่าเสียนเย่หมับ!
หม่าเสียนเย่ : “ เอ่อ.. ”
หม่าเสียนเย่หงุดหงิดในใจ เมื่อคิดเดินตามเข้าไปแต่หม่าจิ่นเทาตามมาพบเขาเสียก่อน
หม่าจิ่นเทา : “ เสียนเย่ ”
ผู้อาวุโสหม่าเรียกบุตรชายคล้ายมีเรื่องอยากสนทนาด้วยหม่าเสียนเย่จึงปลีกตัวออกมาด้านนอก หน้าโรงเตี๊ยมจึงเหลือบรรดาทหารและเหล่าองครักษ์
เฟยฉี : “ เม้ง! ยกที่สาม ชนะ ”
เฟยหมิง : “ เลิกนับเถอะ ”
เฟยฉี : “ ทำไมอ่ะ? สนุกดีออก ”
หูจิง : “ เสียเวลา ”
หูจิงเอ่ยเสริมเพียงประโยคเดียว แล้วก็เดินผ่านไป
เฟยฉี : “ หือ! อะไรของเจ้าอ่ะ พี่ใหญ่หู? ”
เมื่อหูจิงไม่อยู่ให้คำตอบ งานนี้จึงตกเป็นหน้าที่ของเฟยหมิง
เฟยหมิง : “ นี่เรียกการแข่งไม่ได้ด้วยซ้ำ คนอะไรแพ้ทุกตาไม่เรียกเสียเวลาให้เรียกว่าอะไร? ”
เฟยฉี : “ อ๋อ.. ข้าเข้าใจละ ที่เสียเวลาน่ะไม่ใช่ข้าแต่เป็นเขาพี่ใหญ่หู เจ้าพูดได้ดี วันนี้ข้าจะเลี้ยงเหล้าเจ้า ”
ด้านเฟยหมิง .. “ เขาว่าเจ้าด้วยนั่นแหละ ” ..ผู้เป็นพี่ดูเหนื่อยหน่ายกับการแปลความหมายผิด ๆ ของเฟยฉี ขณะที่น้องชายหันไปตะโกนตามหลังหูจิงผู้ทำทีโบกไม้โบกมือเพราะไม่สนใจเรื่องดื่มสุรา
เฟยหมิง : “ อีกอย่าง ตาข้างไหนของเจ้าเห็นว่าเจ้าเมืองน้อยเรามองเขาเป็นคู่แข่งกัน?”
เฟยฉี : “ อาหมิง ข้าก็จะเลี้ยงเหล้าเจ้า ”
เฟยหมิง : “ พอเถอะ กว่าจะถึงฤกษ์มงคล เจ้าคงหมดตัวก่อน”
เฟยฉี : “ อย่างนี้เขาเรียกว่าแพ้ทั้งที่ไม่ได้ลงสนาม”
เฟยหมิง : “ อื้ม! อันนี้ถือว่าพูดได้ดี”
ก่อนเฟยหมิงจะตามเข้าไป เขาหันมากวาดสายตามองผู้คนโดยรอบไม่ว่ามุมไหนก็ล้วนแต่มีคนส่งสัญญาณตอบ ทั้งผู้คนในงาน ชายขายถังหูลู่ แม้แต่ห้างร้านในละแวกใกล้เคียงล้วนแต่เป็นคนของพวกเขาที่แฝงกายอยู่ทั่วด้านผู้นำหม่าและบุตรชายนั้น
หม่าเสียนเย่ : “ ท่านพ่อ ”
หม่าจิ่นเทา : “ เสียนเย่ เรื่องในวันนี้พ่อได้รับรายงานแล้ว แต่พ่อยังมีเรื่องต้องไปทำคงอยู่ช่วยไม่ได้ ”
หม่าเสียนเย่ : “ ลูกทราบแล้ว ท่านพ่อไม่ต้องกังวลลูกจะทำอย่างเต็มที่ คุ้มครององค์หญิงให้ปลอดภัย ”
หม่าจิ่นเทา : “ หากไม่มีอะไรผิดพลาด เรื่องขององค์หญิงไม่มีอะไรต้องห่วง ”
หม่าเสียนเย่ : “ ท่านพ่อหมายความว่าอย่างไร? ”
หม่าจิ่นเทา : “ เท่าที่สังเกตที่นี่ ส่วนนึงไม่ใช่คนของเรา ยังไม่นับที่มองไม่เห็น”
หม่าเสียนเย่หันมองโดยรอบ
หม่าจิ่นเทา : “ แม้แต่เจ้ายังมองไม่ออก แฝงตัวได้แยบยลเช่นนี้มีเพียงคนกลุ่มเดียวเยียนเป่ย ”
ฟังคำพูดบิดา หม่าเสียนเย่จึงเริ่มเข้าใจสถานการณ์
หม่าเสียนเย่ : “ เขาคนนี้.. ”
หม่าจิ่นเทา : “ แม้เป็นเช่นนั้น แต่อย่างไร เจ้ากับซูซินก็ต้องระวังให้มาก โอกาสแบบนี้ไม่หาได้ง่ายๆ เกรงว่าคืนนี้จะยังมีคลื่นลมอีกแน่ พ่อจะนำคนไปส่วนนึง เรื่องอื่นไว้ค่อยหารือกัน”
หม่าเสียนเย่ : “ ขอรับ ท่านพ่อก็ระวังตัวด้วย ”
หม่าจิ่นเทา : “ อื้ม ”
เพราะท้องฟ้าในคืนนี้ยังคงมีเมฆฝน ทั้งบุตรชายและบิดาจึงแยกย้ายกันไปทำหน้าที่แต่เมื่อหม่าเสียนเย่เดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมกลับไม่เห็นหลินเพ่ยหนิงและเฉินเสวี่ยหยาง มีเพียงหม่าซูซิน ลั่วชีชีและสององครักษ์พร้อมด้วยหูจิงนั่งจิบชาอย่างใจเย็นเขาจึงถามหาอย่างร้อนใจ
หม่าเสียนเย่ : “ องค์หญิงล่ะ? ”
บรรดาองครักษ์ไม่มีใครเอ่ยตอบ แสร้งทำนิ่งเฉยเพราะไม่ใช่หน้าที่ตน หม่าเสียนเย่จึงหันไปหาญาติผู้น้องและสาวรับใช้อย่างลั่วชีชี
หม่าซูซิน : “ คือ.. พวกเขาไปแล้ว ”
หม่าเสียนเย่ : “ ไปแล้ว! ไปไหน? ”
ลั่วชีชี : “ เรียนคุณชายหม่า ข้าก็ไม่รู้เจ้าค่ะเจ้าเมืองน้อยพาองค์หญิงวิ่งออกไปแล้ว ”
หม่าเสียนเย่ : “ ฮะ! แล้วเหตุใดไม่ตามไปเล่า? ”
เฟยฉี : “ นี่คุณชาย กอขอคอน่ะ รู้จักไหม? ”
หม่าเสียนเย่ถึงกับพูดไม่ออกกับการกระทำสุดโต่งของเฉินเสวี่ยหยางและทางด้านคนสองคนนั้น
ตุบตับ ๆ ๆ..
พวกเขาหนีออกมาทางด้านหลัง หลบการคุ้มกันไม่ต่างจากเด็กหนีออกมาเที่ยวแต่การกระทำเช่นนี้กลับทำให้ทั้งคู่สนุก เมื่อมั่นใจว่าพ้นจากการติดตามทั้งสองก็ชะลอฝีเท้า อาจดูเหนื่อยหอบแต่สีหน้ามีความสุข เฉินเสวี่ยหยางพาหลินเพ่ยหนิงเดินมายังถนนริมน้ำบรรยากาศสงบ ไร้คนเดินพลุกพล่าน สองข้างทางตกแต่งด้วยเยวี่ยจี้สีชมพูส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลกลีบดอกที่ร่วงโรยถูกลมพัดปลิวมาติดเรือนผมหญิงสาว เขาจึงหยิบมันออก แล้วแอบเก็บเอาไว้
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้ามีของขวัญจะให้เจ้า”
เฉินเสวี่ยหยางพานางเดินไปเรื่อย ๆ ระหว่างนั้นกลับได้ยินเสียงฝีเท้าคนผู้หนึ่งแอบเดินตามหลังครั้นเงี่ยหูฟังก็รู้ว่าเจ้าของฝีเท้าเป็นสตรี หน่วยเร้นกายที่ซ่อนตัวอยู่ทุกมุม เฝ้ารอรับคำสั่งจู่โจมจากผู้เป็นนายแต่เจ้าเมืองน้อยแอบส่งสัญญาณกำมือเพื่อให้พวกเขาถอยห่าง เฉินเสวี่ยหยางพาหลินเพ่ยหนิงเดินเลี่ยงเพื่อไม่ให้นางรู้ว่ามีคนติดตาม กระทั่งเดินมาถึงโรงเตี๊ยมฝูเฉินซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามหอหรูอี้ห่างกันเพียงคูน้ำกั้น เขาพานางเดินผ่านผู้คุ้มกันร้าน โดยที่ผู้คุ้มกันเหล่านั้นยังโค้งศีรษะคำนับพวกเขาเมื่อเดินลึกเข้าไปจนถึงห้องห้องหนึ่ง เฉินเสวี่ยหยางผลักประตูเข้าไปพบว่าภายในดาษดื่นไม่มีอะไรพิเศษ กระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าตู้ไม้ มองภายนอกก็ดูธรรมดา แต่เมื่อใช้เท้าเหยียบแผ่นไม้บนพื้นประตูก็เปิดออก ครืด! เบื้องหลังบานประตูเป็นห้องที่สามารถบรรจุคนได้สองคนหลังจากที่ก้าวเข้าไป ประตูก็เลือนปิดอัตโนมัติ เสียงลอกดึงห้องทั้งห้องให้เคลื่อนตัวสูงขึ้นความอัศจรรย์นี้ทำให้นางสนใจไม่น้อย พลางหลับตานึกถึงภาพกลไกต่าง ๆ เบื้องหลังห้องทรงสี่เหลี่ยมแห่งนี้ไม่นาน นางก็ลืมตาอย่างรู้แจ้งพร้อมกับสีหน้าชื่นชมของเฉินเสวี่ยหยาง เมื่อทุกอย่างหยุดนิ่งประตูเปิดออก แสงสว่างหลากสีสันที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า พร้อมที่นั่ง ขนม น้ำชาถูกวางไว้อย่างดีบริเวณนี้คือดาดฟ้าชั้นลอยที่ไม่อาจมองเห็นได้จากด้านล่าง ทว่าเป็นที่ที่เห็นดอกไม้ไฟได้อย่างชัดเจนทั้งยังเห็นเวทีการแสดงภายในหอหรูอี้
เฉินเสวี่ยหยาง : “ อย่าเข้าใจผิดนี่ไม่ได้มีไว้ดูสิ่งนั้น ”
ยากนักที่จะมีใครเห็นท่าทางร้อนรนของเจ้าเมืองน้อยเฉินหลินเพ่ยหนิงอมยิ้มในการแสดงออกของเขา แค่เพียงเพราะไม่อยากให้นางเข้าใจผิด ระหว่างที่ยิ้มอยู่นั้นเฉินเสวี่ยหยางโอบเอวนางเข้ามายืนแนบชิด แล้วเอ่ยออกไปว่า
เฉินเสวี่ยหยาง : “ บอกแล้วว่ามีของจะให้เจ้า”
วี้ด.. บึ้ม!
เสียงดอกไม้ไฟมาได้ถูกจังหวะ พุ่งทะยานขึ้นฟ้าทั้งสูงและสว่างไสวกว่าดอกไม้ไฟดวงอื่นแตกประกายสีสันตระการตา ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมาย
“ นั่นดอกไม้ไฟจากที่ใดกันไยอลังการสวยงามเพียงนี้ ”
ผู้คนมากมายต่างแหงนมองท้องฟ้า มีเพียงเฉินเสวี่ยหยางที่สองตาจ้องมองเพียงบุปผางามใบหน้าพร้อมรอยยิ้มตราตรึงของหลินเพ่ยหนิง ไม่เพียงเท่านั้น ลำแสงที่ลอยขึ้นฟ้ายังมีนัยอื่นแอบแฝง.. “ หวังว่าเจ้าจะไม่พลาดของขวัญชิ้นนี้ จิ้งเอิน ” .. เฉินเสวี่ยหยางนึกถึงสหายแล้วเงยหน้ามองดอกไม้ไฟอย่างแน่วแน่ เวลานั้น หลินเพ่ยหนิงลดสายตาลงมามองบุรุษข้างกายลึกเข้าไปในดวงตายามสะท้อนเป็นประกาย งดงามกว่าแสงตะวันยามเช้าหรือผืนทะเลยามอาทิตย์อัสดงทำให้เผลอมองราวกับมีมนต์สะกด
ทางด้านหมู่บ้านหัว เป็นเรื่องบังเอิญที่ค่ำคืนนี้หวงจิ้งเอินนอนไม่หลับ เขาออกมานั่งโต๊ะริมหน้าต่างและเห็นดอกไม้ไฟดวงนั้นเข้า แล้วภาพความทรงจำวัยเยาว์ก็ผุดขึ้นมาในหัว..“ หากวันนึงมีใครคนนึงหายไป เจ้าจงแหงนมองท้องฟ้าก็จะรู้ว่าข้าอยู่ที่ไหน ”.. ครั้นนึกถึงคำพูดของสหายก็ทำให้หวงจิ้งเอินยิ้มอย่างชื่นชม
หวงจิ้งเอิน : “ ท่านแน่มาก เสี่ยวเฉิน ”
บัดนี้หวงจิ้งเอินรู้แล้วว่าตัวเมืองหนานจิ้งตั้งอยู่ทางทิศไหน ด้านเฉินเสวี่ยหยางซึ่งยืนชมดอกไม้ไฟอยู่นั้น
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ชอบหรือไม่? ”
คำถามกำกวมเอ่ยถามสตรีผู้แอบมองเขาอย่างไม่วางตาประโยคนี้ทำให้หลินเพ่ยหนิงรู้สึกตัว จึงเบนสายตามองไปบนฟ้า
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยมีโอกาสทำเช่นนี้มาก่อน ”
นางมองเขาด้วยแววตาใสเหมือนว่าเฉินเสวี่ยหยางอยากบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้นางได้ฟัง
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้าเป็นลูกคนเดียว นอกจากดวงตา ยังมีอาการป่วยที่ประหลาดแต่เล็ก ความกังวลทั้งหมดของท่านพ่อ มีเพียงเรื่องข้า เฝ้าปกป้องข้าทุกวิถีทาง ข้าจึงพบเจอผู้คนน้อยมากหากจำเป็นต้องออกไปข้างนอก กองทหารอารักขาจะเฝ้าติดตามนับร้อย ส่วนข้าเองก็คิดอยู่เสมอว่ามากคนก็มากความเรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นก็ได้ เวลาส่วนใหญ่ของข้าจึงอยู่ในหอตำรา แต่ถึงกระนั้น เชื่อหรือไม่ว่าข้าเคยหนีออกจากจวน”
แววตาประหลาดใจของนางปรากฏขึ้นแทนคำถาม
เฉินเสวี่ยหยาง : “ สองครั้ง ”
เฉินเสวี่ยหยางเล่าไปพลาง แววตามีรอยยิ้ม
หลินเพ่ยหนิง : “ เมื่อใดกัน? ” ( ภาษามือ )
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ตอนหกขวบ แล้วก็แปดขวบ ครั้งแรกเป็นเพราะข้าฝันข้ามักฝันถึงใครคนนึงอยู่บ่อย ๆ เดิมคิดว่าเป็นท่านแม่ มาภายหลังถึงรู้ว่าไม่ใช่ ”
.. “ เขาฝันถึงสตรี ใครกัน? ” .. เมื่อฟังว่าเป็นสตรีบางคนจึงแอบหวง
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เพราะยังเด็ก ตื่นขึ้นมาเลยอยากรู้อยากเห็นปีนข้ามกำแพง ขโมยม้า หนีไปไกลหลายร้อยหลี้ ทำทั้งจวนวุ่นวายอลหม่านท่านพ่อยกกำลังทหารออกตามหา เขาพบข้าที่ชายป่านอกเมืองในสภาพเลือดท่วมกาย ”
หลินเพ่ยหนิง : “ ท่านถูกทำร้ายเหรอ? ” ( ภาษามือ )
คำว่าเลือดท่วมกายดังออกจากปาก สีหน้ากังวลจึงปรากฏพร้อมสื่อสารถามทันควัน
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เปล่า นั่นไม่ใช่เลือดข้า แต่จำไม่ได้แล้วว่าไปเจอกับอะไรนับแต่นั้น ท่านพ่อก็สั่งเพิ่มการคุ้มกัน เพราะกลัวจะเจอสถานการณ์เช่นนั้นอีก ”
.. “ เหตุใดเรื่องนี้ถึงได้คุ้นนักคล้ายเรื่องเล่าสมัยเด็กที่หลายคนพูดกัน เรื่องเด็กชายปีศาจ ผิดก็ตรงที่เด็กชายกับเจ้าเมืองบังเอิญพบกันจากนั้นก็เกิดกองทัพปีศาจที่ใครได้ยินชื่อก็หวาดผวา เขาคงไม่ใช่เด็กชายปีศาจคนนั้นหรอกนะ?” .. ดั่งประโยคที่ว่าความบังเอิญไม่มีในโลก หลินเพ่ยหนิงนึกถึงเรื่องเล่าสมัยเด็กที่นางเคยได้ยินแม้จะถูกบิดเบือน แต่ประเด็นสำคัญก็คือนี่ไม่ใช่แค่เรื่องเล่า และเด็กชายคนนั้นเป็นถึงนายน้อยสกุลเฉิน
หลินเพ่ยหนิง : “ แล้วครั้งล่าสุดล่ะ? อย่าบอกนะว่าท่านฝันอีก ”( ภาษามือ )
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ครั้งนี้ไม่ใช่ฝัน และไม่อาจเรียกว่าเป็นการหนีข้าพบใครคนนึงเข้าโดยบังเอิญ เป็นการเจอกันที่แปลก ข้าตั้งใจออกตามหา ท่านพ่อส่งหน่วยอารักขาแอบติดตามคุ้มกันแต่ว่ากลับหาคนคนนั้นไม่พบ ที่พบคืออาหมิงกับอาฉี ตั้งแต่นั้น ท่านพ่อก็เปลี่ยนความคิดเคารพการตัดสินใจข้า คอยดูแลข้าอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น ”
หลินเพ่ยหนิง : “ แล้วตอนนี้ ท่านพบคนคนนั้นแล้วหรือยัง? ” ( ภาษามือ )
เฉินเสวี่ยหยางไม่ตอบ แต่หันมาสบตานางเหมือนจะบอกเป็นนัยว่าคนที่เขาตามหามิใช่ใครอื่น นัยน์ตาสองคู่ที่สบตากัน ทำให้ความสงสัยใคร่รู้ของนางถูกแทนที่ด้วยความเขินอายกระทั่งต้องเบนสายตาหลบ
หลินเพ่ยหนิง : “ เมื่อเจ้าเมืองน้อยไม่ชอบความวุ่นวายถึงเพียงนี้หนานจิ้งคงไม่ใช่สถานที่น่าอภิรมย์นัก เช่นนั้น ท่านเคยคิดหรือไม่ว่า สัญญาหมั้นหมายนี้ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้? ” ( ภาษามือ )
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ตอบตามตรงว่าก่อนนี้เคยแต่หลังจากที่ข้าเหยียบมาที่นี่ ก็ไม่คิดเช่นนั้น ”
หลินเพ่ยหนิง : “ เพราะเหตุใด? ” ( ภาษามือ )
แม้ไม่อาจตอบนาง แต่สายตาแสดงออกหมดทุกสิ่ง เขาเอ่ยตอบนางด้วยถ้อยคำง่ายๆ ที่ทำให้นางไม่อาจถามต่อ
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไว้วันนึง เจ้าจะได้รู้ทุกอย่างที่เจ้าอยากรู้ ”
เรื่องราวมากมายในหนานจิ้งหลายสิ่งที่หลินเพ่ยหนิงต้องแบกรับ นี่อาจไม่ใช่เวลาที่นางต้องรับรู้เฉินเสวี่ยหยางจึงตอบคำถามของนางด้วยประโยคตัดจบ รอเวลาอันเหมาะสม
ติดตามตอนต่อไป