ตอนที่ 30 ไม่ได้เป็คนใจไม้ไส้ระกำ
ในเมื่อคิดจะช่วยชีวิตแล้ว จึงไม่อาจปล่อยให้นางตายในเขตแดนตนได้
หลังจากพาเข้าไปในบ้านแล้ว ก็พบว่าหลิวอู่นีมีไข้สูง เมื่อเห็นใบหน้าของนางแดงก่ำไปด้วยพิษไข้ หลินจิ่วเหนียงก็ขมวดคิ้ว
การแพทย์สมัยโบราณช่างล้าหลัง เพียงมีไข้ก็อาจคร่าชีวิตคน หรือเปลี่ยนให้กลายเป็คนสติเลอะเลือนไปได้
ที่หลิวอู่นีปวดหัวแบบนี้ น่าจะเกิดจากการอักเสบของแผล
หลินจิ่วเหนียงแกะแถบผ้าขาวที่พันรอบศีรษะของหลิวอู่นีออกทันทีโดยไม่ลังเล เมื่อเห็นาแที่กำลังบวมแดง นางก็ขมวดคิ้ว ใครเป็คนรักษาแผลนี้?
เห็นได้ชัดว่ามีสมุนไพรบดโปะไว้แล้วพันด้วยผ้าสาลูสีขาว ไม่น่าแปลกใจเลยที่าแจะเกิดอาการอักเสบจนถึงขั้นจับไข้ได้
นางสั่งให้หลิวซื่อหลางนำอ่างน้ำร้อนมาล้างแผลโดยไม่ลังเล
ก่อนเดินไปหยิบกรรไกร เพียงครู่เดียว เส้นผมรอบปากแผลของหลิวอู่นีก็ถูกขลิบออก ผมของนางยาวเกินไป หากไม่ตัดผมให้สั้นจะรักษาแผลได้ยาก
หลังจากจัดการตัดผมเด็กน้อยแล้ว หลินจิ่วเหนียงก็หยิบโสมซานชีที่นางขุดมาจากูเาต้าชิงออกมาจากช่องว่างมิติด้วยความเจ็บใจ
โสมซานชีเป็ของดี มีฤทธิ์ช่วยให้เืแข็งตัว จึงใช้ห้ามเืได้ ทั้งยังบำรุงการไหลเวียนโลหิตและบรรเทาอาการปวด เหมาะที่สุดกับการรักษาาแ
หลิวซื่อหลางเข้ามาพร้อมน้ำร้อน เมื่อเขาเห็นเส้นผมกระจัดกระจายอยู่บนพื้น เขาก็ขนหัวลุกชันทันที “ท่านแม่ ท่าน ท่านตัดผมของอู่นีได้อย่างไรขอรับ?”
“ตัด ตัดผมไม่ได้นะขอรับ หากตัดคงโดนด่า จบแล้ว จบแล้ว ทำอย่างไรดี”
หลินจิ่วเหนียงโมโห นางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่า ‘เนื้อหนังมังสา รวมถึงเส้นผม ล้วนได้รับมาจากบิดามารดา จงดูแลไม่ให้ได้รับอันตราย'?
“ไม่ตัดก็ตายหรือเป็คนปัญญาอ่อน เ้าเลือกมาอย่างหนึ่ง”
หลังจากพูดจบ นางก็ไม่สนใจเขาอีก และใช้ครกบดโสมซานชีแห้งต่อไป โสมซานชีจำเป็ต้องบดเป็ผงก่อน จึงจะสามารถใช้ได้
าแของหลิวอู่นีถูกรักษาใหม่ ทว่าเวลาผ่านไปนานแล้ว ความร้อนบนร่างกายของนางกลับยังไม่ทุเลาลง
หลินจิ่วเหนียงพยายามทำให้ตัวนางเย็นลงด้วยผ้าเปียก แต่อุณหภูมิก็ยังไม่ลดลง
หลิวซื่อหลางกังวลมาก “ท่านแม่ อู่นีตัวร้อนไม่หายเลย สมองของนางจะไหม้หรือเปล่า? เอ้อร์โก่วจื่อในหมู่บ้านกลายเป็คนปัญญาอ่อนหลังจากมีไข้สูงเลยนะขอรับ”
หลินจิ่วเหนียงเหลือบมองเขาด้วยสายตาเ็า แล้วบอกให้เขาออกไปและปิดประตู
จากนั้นนางก็มองดูขวดเหล้าในมือด้วยความเสียดาย เหล้านี้แพงเกินไป หากนำมาใช้เช็ดตัวให้เย็นลงก็เปล่าประโยชน์
นางจ้องมองหลิวอู่นี “นังเด็กบ้าเอ๊ย!”
……
เมื่อใกล้รุ่งสาง ในที่สุดหลินจิ่วเหนียงก็เปิดประตูออกมา เมื่อเห็นหลิวซื่อหลางที่กำลังเฝ้าประตู นางก็ไม่เปิดโอกาสให้เขาพูด ชิงพูดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย “อย่ารบกวนข้า ข้าง่วงนอน” จากนั้นก็เดินตรงไปที่ห้องของนาง
แย่ที่สุด เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว
หลิวซื่อหลางประหลาดใจ เมื่อเขาตั้งสติได้ เขาก็รีบเข้าไปในห้อง แล้วเอื้อมมือไปแตะหน้าผากของหลิวอู่นี หลังจากยืนยันได้ว่าอุณหภูมิลดลงแล้ว เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ท่านแม่ยังมีวิธีรักษาอยู่จริงๆ”
หลิวซื่อหลางพึมพำ จากนั้นเฝ้าดูหลิวอู่นีเงียบ ๆ จนกระทั่งรุ่งสาง เมื่อพบว่าอู่นีไม่มีไข้อีกต่อไป เขาจึงหันเข้าครัวไปทำโจ๊กขาว
ทำไปได้ครึ่งหนึ่ง เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่นอกลานบ้าน จึงรีบเดินออกไปดู
เมื่อรู้ว่าคนที่มาคือหลิวซานนี ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วรีบทักทายนางว่า “พี่หญิงสาม ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?”
ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลของหลิวซานนีเผยความจริงจัง นางยื่นห่อของในมือให้เขา “ของอู่นี”
หลิวซื่อหลางรับไปเงียบ ๆ “พี่หญิงสาม อาการไข้ของอู่นีหายแล้วเพราะท่านแม่รักษา แต่อู่นียังไม่ตื่น เหตุใดไม่รออยู่ที่นี่จนกว่าอู่นีจะตื่นเล่า?”
หลิวซานนีส่ายหน้า “เ้าดูแลอู่นีให้ดี แล้วบอกให้แม่ระวังท่านย่าและคนอื่น ๆ ด้วย”
สายตานางจ้องมองลานบ้านด้วยความอาวรณ์ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
หลิวซื่อหลางไม่ได้รั้งหลิวซานนีไว้ เขารู้ว่าพี่หญิงสามอยากจะอยู่ แต่เขาก็ไม่กล้าให้นางกลับมาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากแม่
เขาก้มหน้าหยิบของของอู่นีเดินเข้าบ้าน
ทันทีที่เข้าไปในห้องและเห็นว่าหลิวอู่นีตื่นแล้ว เขาก็รู้สึกตื่นเต้นทันที
เขาวางของในมือไว้ด้านข้าง แล้วรีบวิ่งไปข้างหน้าด้วยความดีใจ “อู่นี เ้าฟื้นแล้ว”
ทันทีที่หลิวอู่นีเห็นเขา น้ำตาแห่งความคับข้องใจก็ไหลลงมาอาบหน้า “พี่สี่!”
“ฟื้นขึ้นมาก็ดีแล้ว” ดวงตาของหลิวซื่อหลางเป็สีแดงก่ำเช่นกัน เขาถามนางอย่างระมัดระวังว่านางรู้สึกไม่สบายหรือไม่ เมื่อรู้ว่านางแค่ปวดหัว เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทันใดนั้น หลิวซื่อหลางได้ยินท้องของหลิวอู่นีส่งเสียงโครกคราก เขาอดหัวเราะไม่ได้ แต่หลิวอู่นีก็หน้าแดงด้วยความอาย
“ข้าจะเอาโจ๊กขาวมาให้” หลิวซื่อหลางรีบออกไป เมื่อเขาเข้ามาอีกครั้ง เขาก็ถือชามโจ๊กขาวเหนียวข้นร้อน ๆ อยู่ในมือ
หลิวอู่นีกินโดยไม่สนใจว่าจะลวกปากราวกับว่านางหิวโหยมานาน หลิวซื่อหลางเห็นแล้วก็ไม่สบายใจ จึงบอกนางให้กินช้า ๆ ไม่ต้องรีบร้อน โดยไม่ทันสังเกตเห็นว่าหลินจิ่วเหนียงปรากฏตัวที่ประตู
หลังจากที่หลิวอู่นีกินเสร็จ และอดใจไม่เลียชามไม่ได้ นางก็พบว่าหลินจิ่วเหนียงยืนอยู่ที่ประตู ทั้งสองคนเริ่มวิตกกังวลทันที
โดยเฉพาะหลิวอู่นีที่ทั้งหวาดกลัวและละอายใจ ในที่สุดนางก็ก้มหน้าลง และไม่กล้าเอ่ยคำใดสักคำ
“ท่านแม่ ข้าทำโจ๊กขาวเสร็จแล้ว มันอยู่ในครัว ข้า ข้าจะยกออกมาให้ท่านขอรับ” หลิวซื่อหลางพูดด้วยความกังวล สายตาของแม่ทำให้เขายิ่งรู้สึกเครียดกว่าเดิม
“ไม่ต้อง!”
หลินจิ่วเหนียงเดินเข้ามา สายตาจับจ้องไปที่หลิวอู่นี ยังไม่ตายง่าย ๆ สินะ
หลิวอู่นีขมวดคิ้ว ั์ตาแดงก่ำ “ท่านแม่ ข้า... ข้า... ข้าเจ็บ!”
ออดอ้อนออเซาะหรือ?
สายตาเ็าของหลินจิ่วเหนียงฉายแววเย้ยหยัน “หลิวอู่นี เ้าร้องไห้ให้ข้าเห็นแล้วมีประโยชน์อันใด? เ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าเอาไม้มาฟาดหัวเ้าอีกสักแผล และทำให้เ้าตายเพราะความเ็ปได้?”
พวกนางยังคิดว่านางยังเป็แม่อยู่อีกหรือ?
หากไม่ใช่เพราะจิตสำนึกของแม่ผู้โง่เขลาที่เหลืออยู่ในตัวนาง นางก็คงไม่สนใจว่าเด็กนี่จะตายหรือมีชีวิตอยู่
ทุกวันนี้เป็เื่ดีแล้วที่นางเลี้ยงตัวเองให้กินดื่มได้เพียงพอ นางจึงไม่ได้มีนิสัยใจไม้ไส้ระกำ
ใบหน้าของหลิวอู่นีซีดเผือดทันที น้ำตาไหลจากั์ตาสีแดงเป็สาย แต่ก็พยายามกลั้นสะอื้น ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็น่าเวทนายิ่งนัก
“อยากกลับมาหรือ?”
หลินจิ่วเหนียงไม่คิดจะพูดอ้อมค้อม นางอายุสิบขวบแล้วไม่ใช่หนึ่งขวบ ถือว่าความคิดของนางโตพอแล้ว
หลิวอู่นีพยักหน้า สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนา นางมองหลินจิ่วเหนียงด้วยความเกรงกลัว “ท่านแม่ ยอมหรือเ้าคะ?”
น้ำเสียงมีความอ่อนน้อมถ่อมตนมาก
นางตั้งตารออยู่นาน ก่อนที่หลินจิ่วเหนียงจะตอบรับ หัวใจนางก็พลันร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ใช้มือจิกผ้าห่มด้วยความประหม่า นางไม่อยากกลับไปที่นั่นเลยแม้แต่น้อย
จู่ ๆ ก็ได้มาอยู่ที่บ้านแม่ ไม่จำเป็ต้องคิดก็รู้ว่าต้องเป็ท่านย่าและคนอื่น ๆ ที่เห็นนางาเ็ และกลัวว่านางจะทำให้พวกเขาเดือดร้อน จึงพานางมาทิ้งไว้ที่นี่
หลิวอู่นีรู้สึกขมขื่น “ท่านแม่ ขอโทษนะเ้าคะ ข้า...”
“คำขอโทษมันกินได้หรือ?” หลินจิ่วเหนียงเอ่ยขัดนาง ยิ้มเย้ยหยัน “หากคำขอโทษมันมีประโยชน์นัก แล้วจะมีศาลาที่ว่าการไว้เพื่ออันใด?”
ใบหน้าของหลิวอู่นีซีดลง นางอ้าปาก แต่ไม่อาจปฏิเสธคำพูดของแม่ได้
หลินจิ่วเหนียงเยาะเย้ย “ว่าอย่างไรเล่า อยากกลับมาหาข้าเพราะรู้สึกว่าชีวิตความเป็อยู่ที่นั่นไม่ดีอย่างนั้นหรือ? มันจะง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไร? หลิวอู่นี เมื่อเ้าหายแล้ว ก็จงกลับไปในที่ที่เ้าจากมาเสีย”
“อย่าคิดว่าข้าจะรับเ้าเข้ามาอยู่ที่นี่ พวกเ้าแต่ละคนต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่พวกเ้าเลือก ข้าไม่ใช่คนที่จะต้องมารับผิดชอบต่อการกระทำอันโง่เขลาของพวกเ้า เข้าใจหรือไม่?”
..............................................................................................................................
สารจากผู้แปล
ถ้าพูดในแง่เหตุผลของคนนอก มันก็รู้สึกเหนื่อยที่ต้องมารับผิดชอบภาระที่ตัวเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเหมือนกันนะ แต่ถ้าพูดในแง่มนุษยธรรมแล้ว ก็รับเลี้ยงเด็กคนนี้หน่อยเถอะ
ไหหม่า(海馬)