อันธการลิขิต (ภาคปฐมบท)

    ตอนที่ 65 บทสนทนาในราตรี

    เซบาสเตียน ที่ได้ฟังบทสนทนาอยู่ใกล้ๆ มาตลอด เดินมาหาพวกเขาแล้วเปิดประเด็นถามโจเซฟด้วยน้ำเสียงสงสัย


    "พวกเธอตั้งใจจะไปที่นั่นคืนนี้เหรอ?"


    โจเซฟหันไปมองเซบาสเตียน ตอบพลางพยักหน้ารับ "ครับ ผมจะพาชาร์ลส์ไปที่แดนลับแล"


    เซบาสเตียนคิดอะไรได้ จึงรีบบอกกับโจเซฟ "ไม่ต้องหรอก โจเซฟ คืนนี้กลับบ้านไปพักเถอะ ฉันจะพาชาร์ลส์ไปเอง พอดีว่ามีธุระต้องไปแถวนั้นอยู่แล้ว"


    โจเซฟได้ฟังก็แปลกใจ จึงถามย้ำ "แน่ใจนะ ไม่รบกวนจริง ๆ เหรอ?"


    "ไม่เลย ไม่เป็นไรหรอก" เซบาสเตียนโบกมือปฏิเสธ ก่อนจะหันมาบอกกับชาร์ลส์ "ว่าไง ชาร์ลส์ คืนนี้ไปกับฉันนะ จะได้มีเวลาอธิบายรายละเอียดตามทางให้ฟังด้วย"


    ชาร์ลส์พยักหน้าตอบตกลงทันที ถือโอกาสที่เขาจะถามเรื่องพิธีกรรมเมื่อวานไปด้วย "ได้เลย ขอบคุณมากครับ"


    โจเซฟกล่าวขอบคุณเซบาสเตียนที่อาสาช่วยแบ่งเบาภาระ


    หลังจากคุยกันเรียบร้อยแล้ว โจเซฟกับชาร์ลส์ก็มุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของเอ็ดเวิร์ด เพื่อปรึกษาแผนการในครั้งนี้


    ชาร์ลส์และโจเซฟเดินกลับมาที่หน้าห้องทำงานของเอ็ดเวิร์ดอีกครั้ง เลขานุการสาวคนเดิมคงนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะเช่นเคย เมื่อเห็นทั้งสองเดินมา เธอเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย


    ชาร์ลส์ชะงักฝีเท้า เขารู้สึกละอายใจที่ก่อนหน้านี้แสดงกิริยาไม่เหมาะสม จึงเดินเข้าไปหาโต๊ะทำงานของเธอ


    ชาร์ลส์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด "ผมต้องขอโทษด้วยที่ก่อนหน้านี้ทำตัวไม่มีมารยาท ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่"


    เธอยิ้มบาง ๆ ดวงตาสีเขียวมรกตอ่อนโยนลง "ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันเข้าใจว่าบางครั้งงานก็ทำให้เราหงุดหงิดได้"


    "ขอบคุณที่เข้าใจครับ" ชาร์ลส์ตอบพร้อมโค้งศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะหันไปหาโจเซฟ "เราขอเข้าพบหัวหน้าอีกครั้งได้ไหม?"


    เลขานุการสาวพยักหน้า หยิบสมุดบันทึกการนัดขึ้นมาดู "ตอนนี้ท่านว่างอยู่พอดีค่ะ เชิญเข้าไปได้เลย"


    โจเซฟเคาะประตูเบาๆ รอจนได้ยินเสียงอนุญาตจากด้านใน จึงผลักประตูเข้าไปพร้อมกับชาร์ลส์ ทิ้งให้เธอกลับไปจดจ่อกับงานตรงหน้า แต่ริมฝีปากบางของเธอยังคงมีรอยยิ้มบางเบา


    ภายในห้องเอ็ดเวิร์ดฟังแผนอย่างตั้งใจ พอรู้ว่าสองหนุ่มต้องการข้อมูลจากกรมทหารพิทักษ์เมืองเพื่อช่วยในการสืบคดี เขาก็ไม่รีรอที่จะหยิบจดหมายมอบอำนาจออกมาจากลิ้นชักทันที


    ชาร์ลส์รับจดหมายที่เอ็ดเวิร์ดส่งให้ด้วยความขอบคุณ เขาถือมันอยู่ในมือก็เกิดความรู้สึกสำนึกผิดขึ้นมา นึกถึงท่าทีที่ตนแสดงออกไปก่อนหน้านี้ เขาจึงหันไปหาเอ็ดเวิร์ดแล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเสียใจ


    "หัวหน้าครับ ผมต้องขอโทษจริงๆ ที่ไปโวยวายและมีอารมณ์ฉุนเฉียวใส่คุณก่อนหน้านี้ ทั้ง ๆ ที่คุณเองก็มีเรื่องให้ต้องกังวลใจพออยู่แล้ว"


    เอ็ดเวิร์ดเข้าใจดีว่าในเวลาที่คดีไม่คืบ มันทำให้หงุดหงิดและกดดันขนาดไหน


    "ไม่เป็นไร" เขาตอบพลางโบกมือเบาๆ "ฉันเข้าใจดีว่าเธอต้องการปิดคดีนี้ให้เร็วที่สุด บางครั้งความมุ่งมั่นก็ทำให้เผลอควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยอยู่ เป็นเรื่องปกติที่มนุษย์เราต้องเจอ"


    ชาร์ลส์รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก เขารีบก้มหัวขอบคุณเอ็ดเวิร์ดอีกครั้ง "ยังไงก็ต้องขอบคุณที่เข้าใจนะครับ"


    เอ็ดเวิร์ดพยักหน้า ชาร์ลส์เป็นคนอย่างที่โจเซฟพูดจริง ๆ ถึงใจร้อนแต่ก็ไม่โง่ ที่สำคัญรู้ผิดแล้วยังแก้ไข


    เวลาผ่านไปจนถึงยามค่ำคืนที่เงียบสงบ ดวงจันทร์เปล่งประกายเจิดจ้ากลางท้องฟ้าอันปลอดโปร่งดั่งที่คาดหวัง ชาร์ลส์ขับรถม้าพาเซบาสเตียนมุ่งหน้าสู่สุสานแห่งหนึ่งในเขตชั้นกลางของเมือง คนหนึ่งบังคับบังเหียน อีกคนนั่งภายในรถ เสียงกีบม้ากระทบพื้นดังสะท้อนเป็นจังหวะ


    ชาร์ลส์ตัดสินใจเปิดประเด็นสนทนาเพื่อฆ่าเวลา เขาหันไปถามเซบาสเตียนด้วยสีหน้าสงสัย


    "คุณเซบาสเตียน ผมขอถามหน่อยสิ เวทมนตร์พิธีกรรมพวกนั้นที่คุณใช้ คุณไปเรียนมาจากไหนกัน? น่าทึ่งมาก"


    เซบาสเตียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนกำลังชั่งใจว่าจะเล่าหรือไม่ แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจว่าไม่มีอะไรต้องปิดบัง


    "เรื่องนี้คนอื่น ๆ ในหน่วยรู้กันหมดแล้ว บอกเพิ่มอีกคนก็คงไม่เป็นไร ความจริงก่อนจะมาร่วมกับหน่วยพิเศษนี่ ตอนหนุ่ม ๆ ฉันเคยเป็นสมาชิกขององค์กรหนึ่งชื่อ หอคอยปัญญาขาว"


    ชาร์ลส์ขมวดคิ้ว ในใจนึกภาพองค์กรปริศนาใหม่ที่ไม่เคยได้ยิน


    'หอคอยปัญญาขาว? นั่นมันอะไรกัน หรือชื่อองค์กรลับที่ไม่รู้จักอีก'


    เซบาสเตียนถอนหายใจ เหม่อมองออกนอกหน้าต่าง


    "ใช่ตามที่เธอคิดแหละ พวกเขาเป็นกลุ่มลัทธิคลั่ง คล้ายกับองค์กรภาคีชำระมลทินและองค์กรแปลอักษรที่พวกเราเคยเจอ จัดเป็นองค์กรอันตรายเลยล่ะ แต่แตกต่างตรงที่หอคอยปัญญาขาวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับเผ่าพันธุ์มนุษย์..."


    เขาหยุดเว้นจังหวะ เหมือนลังเลที่จะเล่าต่อ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจ


    "พวกเขาเชื่อในวันสิ้นโลกเหมือนองค์กรแปลอักษร และคิดว่ามนุษย์ต้องวิวัฒนาการให้พร้อมรับมือกับภัยพิบัติ แต่วิธีที่ทำนั้นโหดร้ายทารุณ คอยลักพาตัวผู้คนไปทดลองดัดแปลงร่างกายให้กลายเป็นอสุรกาย ไม่สนใจเลยว่าเหยื่อจะเจ็บปวดทรมานหรือตายไปกี่คน ขอแค่บรรลุเป้าหมาย..."


    ชาร์ลส์ถึงกับถอนหายใจ ตั้งแต่เข้าร่วมกับกรมปราบปรามและป้องกันภัยเหนือธรรมชาติ คงไม่มีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้เขาต้องแปลกใจอีกแล้ว แต่ก็อดที่จะบ่นในใจไม่ได้ 'องค์กรลับแต่ละกลุ่ม หาดีไม่ได้กันสักกลุ่ม'


    "โหดร้ายมาก" ชายหนุ่มบ่นออกมา


    เซบาสเตียนพยักหน้าช้า ๆ สีหน้าเคร่งขรึม แต่มีความเศร้าแฝงอยู่


    "ใช่...แม้กระทั่งในหมู่สมาชิกด้วยกันเองก็ยังแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่เห็นด้วยกับวิธีทารุณโหดร้ายนั้น กับฝ่ายที่อยากหาทางออกด้วยสันติวิธีมากกว่า ฉันก็อยู่ในกลุ่มหลังนี่ละ พยายามประนีประนอม เจรจาหาจุดร่วม แต่สุดท้ายก็ไร้ผล คนเห็นต่างถูกกำจัดไปเรื่อยๆ"


    "แล้วสุดท้ายคุณก็เลยหนีออกมา มาเข้าร่วมกับหน่วยพิเศษของเราสินะ?" ชาร์ลส์เดา


    เซบาสเตียนหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเล่าต่อด้วยเสียงเศร้าๆ


    "ใช่… ฉันไม่ไหวกับการกระทำทารุณของคนพวกนั้นอีกแล้ว ทนอยู่อย่างหวาดระแวงไปวัน ๆ กลัวว่าสักวันฉันจะกลายเป็นเหยื่อบ้าง ก็เลยเสี่ยงทรยศหนีมาแจ้งข่าวกับหน่วยปราบปราม"


    เขาถอนหายใจยาว สีหน้าโล่งอก


    "ทางกรมเสนอข้อแลกเปลี่ยน ถ้าฉันให้ความร่วมมือสืบข้อมูลหอคอยปัญญาขาว จะได้รับการอภัยโทษ และปกป้องคุ้มครองสมาชิกอีกฝ่ายที่คิดเห็นต่าง ให้เลือกเข้าร่วมงานกับหน่วยพิเศษ หรือใช้ชีวิตธรรมดาโดยถูกจับตามอง จนสุดท้ายก็เลยได้มาทำงานด้วยกันจนถึงทุกวันนี้ ส่วนพวกหอคอยปัญญาขาวที่อยู่ในอาณาจักรนี้ ถูกจัดการไปเหมือนกับองค์กรแปรอักษร"


    ชาร์ลส์นิ่งฟังจนจบ ไม่รู้จะแสดงความรู้สึกยังไงดี พบว่าตัวเองยังมีความสงสัยอีกหนึ่งเรื่อง เขาจึงถามกลับไปว่า


    "เมื่อกี้คุณบอกว่าพวกที่อยู่ในอาณาจักรนี้ถูกจัดการไปแล้ว แสดงว่าที่อื่นบนโลกพวกหอคอยปัญญาขาวก็ยังมีอิทธิพลอยู่สินะ?"


    เซบาสเตียนพยักหน้า ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ใช่...หอคอยปัญญาขาวเป็นองค์กรขนาดใหญ่ เหมือนกับองค์กรแปรอักษรนั่นแหละ พวกมันมีสาขาย่อย ๆ แยกกระจายอยู่ทั่วโลก เราสามารถทำลายสาขาใหญ่ของอาณาจักรนี้ไปได้ แต่ก็ยังกวาดล้างไม่หมด"


    ชาร์ลส์ผงกหัว ในใจเริ่มเข้าใจภาพรวมขององค์กรลับเหล่านี้มากขึ้น เขาครุ่นคิดต่อถึงเวทมนตร์และพิธีกรรมต่างๆ ที่เซบาสเตียนใช้ จึงสันนิษฐานว่า


    "ดูเหมือนคุณจะเรียนรู้ด้านเวทมนตร์จากองค์กรหอคอยปัญญาขาวมาสินะครับ?"


    "ใช่แล้ว! แต่ละองค์กรลับต่างก็มีจุดแข็งและเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนกัน"


    "องค์กรแปลอักษรนั้นอันตรายและลึกลับที่สุด มีทั้งนักเวทย์และผู้ยกระดับตัวตนปะปนกันไป ทำให้พวกเขามีพลังเหนือธรรมชาติที่หลากหลาย"


    "ส่วนภาคีชำระมลทินจะไม่มีผู้ยกระดับตัวตน เพราะความรังเกียจ พวกเขาเน้นไปที่การสะสมอาวุธ วัตถุอาถรรพ์ และยาวิเศษ เพื่อต่อสู้กับพวกมีพลังโดยเฉพาะ"


    "และหอคอยปัญญาขาว พวกเขามีนักเวทย์มากกว่าองค์กรอื่นๆ เพราะงั้นความรู้เรื่องเวทมนตร์และศาสตร์อาคมจึงลึกซึ้งที่สุด ไหนจะยังมีการวิจัยเรื่องยาวิเศษที่พัฒนามากที่สุด"


    จากนั้นเซบาสเตียนก็ชี้นิ้วไปทางตัวเอง "และฉันก็ได้เรียนรู้ทักษะทางเวทมนตร์และพิธีกรรมลับ มาจากหอคอยปัญญาขาวนี่แหละ"


    "พิธีปกปิดที่ร้านไม้ที่เธอเห็นเมื่อวาน เป็นหนึ่งในพิธีกรรมที่ฉันเรียนรู้มาจากหอคอยปัญญาขาวนั่นแหละ อยากรู้รายละเอียดว่ามันทำงานยังไงไหม?"


    ชาร์ลส์รีบพยักหน้ารัว เขาสนใจเรื่องนี้มาก "ครับผมสงสัยอยู่พอดี"


    เซบาสเตียนหัวเราะในลำคอ กระแอมนิดหนึ่ง ก่อนจะเริ่มบรรยายอย่างอารมณ์ดี


    "เริ่มแรกเลย ตอนที่ฉันให้ทหารพิทักษ์เมืองโรยแป้งรอบอาณาเขตร้านไม้ ก็เพื่อกำหนดอาณาเขต ร้านไม้ที่อยู่ในวงกลมแป้งจึงเป็นอาณาเขตของพิธีกรรม จากนั้นพอเข้าไปข้างใน ฉันก็เตรียมกระดาษแผ่นใหญ่วางกับพื้น โรยแป้งเป็นวงกลมเพื่อนิยามพื้นที่อีกครั้ง"


    เขาทำมือท่าประกอบ หลับตาท่องนึกย้อนถึงวันนั้น ก่อนเล่าต่อ


    "พอวงแป้งเสร็จ ฉันก็เทหมึกสีดำลงตรงกลาง เป็นการสื่อถึงการบดบังปกปิดสถานที่แห่งนี้"


    "หลังจากนั้นก็หยิบเศษไม้จากภายในร้าน มาจัดวางตามแบบผังคร่าวๆ ไว้ใจกลางวง เพื่อเชื่อมโยงกับสถานที่และสิ่งที่อยู่ในร้าน พร้อมกับเริ่มร่ายคาถา..."


    ชาร์ลส์เงียหูฟังอย่างตั้งใจ เขารู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อย ๆ พอได้ฟังถึงจุดสำคัญ แต่ก็ยังแบ่งสมาธิไปบังคับบังเหียนม้า


    "ปกติเวลาฉันสวดคาถา จะเป็นการขอยืมพลังจากทวยเทพในความเชื่อของฉันแทนการใช้พลังตนเอง นั่นเพราะฉันนับถือศาสนามุนด์คลาวิสน่ะ"


    ชาร์ลส์มีสีหน้าแปลกใจ เขานึกว่าเซบาสเตียนจะนับถือศาสนาหลักอย่างฟาตูสเร็กซ์ซะอีก


    "ในภาษาอาคม ฉันจะเรียกพระนามของพระองค์ด้วยฉายา แทนชื่ออันสูงส่งว่า ผู้ปกครองแห่งห่วงการคงอยู่อันเป็นอนันต์ องค์ท่านผู้สถิตอยู่ทุกแห่งหน..."


    "พอสวดคาถาเสร็จ ฉันก็ปาผงแป้งกลบลงไป เพื่อสื่อถึงการบดบังและไม่ชัดเจน นั่นเป็นขั้นตอนสุดท้ายของพิธี การปกปิดสถานที่ก็จะเสร็จสมบูรณ์"


    ชาร์ลส์ผงกหัวช้าๆ ในใจเริ่มเข้าใจภาพรวมของพิธีกรรมเมื่อวานมากขึ้น


    "อ้อ… เช่นนั้นคาถานั้นก็เหมือนการยืมพลังจากเทพมาใช้แทนพลังตัวเองสินะ" เขาพึมพำสรุปความ


    "ประมาณนั้น แต่จริงๆ คาถาก็สามารถปรับเปลี่ยนให้ใช้พลังตนเองได้นะ ที่สำคัญจริง ๆ คือขั้นตอนพิธีกรรมต้องถูกต้อง" เซบาสเตียนอธิบายเสริม


    "ที่ฉันเลือกขอพลังจากทวยเทพ ก็เพราะพิธีแบบนี้มันกินพลังมาก ฝืนใช้ของตัวเองคงเกิดอาการมะเร็งเวทย์กันพอดี เพราะฉันไม่ใช่ผู้ยกระดับตัวตน ไม่ได้มีพลังมากมายขนาดนั้นนี่นา"


    "หา! เป็นผู้ยกระดับตัวตนแล้วจะมีพลังเวทมากกว่าปกติงั้นหรอ?" เขาถามรัวเร็ว


    "แน่นอน!" เซบาสเตียนตอบพร้อมมองชาร์ลส์ที่กำลังขับรถม้าผู้ซึ่งเป็นผู้ยกระดับตัวตน


    "เมื่อเป็นผู้ยกระดับตัวตนแล้ว ต่อให้ก่อนหน้านี้ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ พลังในร่างจะทำให้สามารถใช้มนตร์ได้ทุกคน แต่จะมีได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นกับประเภทของพลังและลำดับที่สูงขึ้นด้วย"


    นี่เป็นเรื่องใหม่ที่ชายหนุ่มเพิ่งได้รู้ ทำให้รู้สึกเหมือนประตูแห่งความรู้ถูกเปิดเผยให้เขาได้สัมผัสมากขึ้นเรื่อย ๆ


    "โลกเบื้องหลังนี้มีอะไรน่าค้นหาอีกมากมาย เธอค่อย ๆ เรียนรู้ไปเถอะ"


    ชาร์ลส์ยิ้มกว้าง พลางพยักหน้ารับคำ


    ขณะที่พวกเขาสนทนากัน เสียงกีบเท้าของม้าดังกระทบพื้น พาพวกเขาเข้าใกล้สุสานกลางเมืองมากขึ้นทุกที ยิ่งคุยกันไป ก็ยิ่งกระตุ้นความอยากรู้ของชายหนุ่ม เกี่ยวกับโลกเหนือธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ในโลกของคนธรรมดานี้เข้าไปทุกที แต่ก็ยังชั่งใจกับธรรมชาติแห่งความโหดร้าย และความอันตรายของมันไม่ตก


    บทสนทนาของพวกเขาค่อย ๆ เลือนหายไปกับความมืด ขณะที่รถม้าแล่นเข้าสู่เขตสุสานอันปกคลุมด้วยหมอกบาง เงียบสงัดจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของตนเอง


    ทั้งสองเดินลงจากรถอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหันหน้าเข้าหาประตูแห่งแดนสงบสำหรับผู้ตาย สถานที่อันเป็นทางเข้าสู่ดินแดนที่ซ่อนอยู่ แดนลับแล



    คล้ายกับเรื่องอันธการลิขิต (ภาคปฐมบท) ที่คุณอ่าน

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    3.06M 3586
    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 982
    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280
    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    401K 613
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.38M 1499
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185