เมืองฟางหรงยามสายคึกคักกว่าเมื่อวาน
หลินเย่สังเกตความเปลี่ยนแปลงได้ทันทีที่ก้าวออกจากเรือนพัก ถนนสายหลักที่เมื่อวานพลุกพล่านอยู่แล้วนั้น วันนี้ยิ่งแน่นขึ้นไปอีก ขบวนรถม้าของตระกูลต่างๆ ทยอยเข้าเมืองพร้อมกัน ธงประจำตระกูลหลากสีปักอยู่บนคันรถแต่ละคัน สีเขียวของตระกูลจางเคลื่อนผ่านมาในทิศตรงข้าม เขาจึงหยุดดูอยู่ครู่หนึ่ง
ทหารของตระกูลจางบาดเจ็บหลายคน บางคนแขนพันผ้า บางคนเดินลงน้ำหนักเอียงไปข้างหนึ่ง เด็กบนรถม้าท่าทางอิดโรย สีหน้าที่มองออกมาจากม่านนั้นไม่ใช่สีหน้าของคนที่เพิ่งมาถึงจุดหมาย หากเป็นสีหน้าของคนที่เพิ่งผ่านเรื่องร้ายมาหมาดๆ
ไม่ใช่แค่ตระกูลหลินที่ถูกโจมตีระหว่างทาง
ลมเช้าพัดผ่านขบวนรถม้าตระกูลจาง พากลิ่นคาวจางๆ ที่ปะปนกับกลิ่นยาพอกและผ้าพันแผลเก่ามาด้วย ชาวเมืองที่เดินผ่านไปมาชะเง้อมองขบวนนั้นแวบหนึ่ง แล้วก็เดินต่อ บางคนพูดกันเบาๆ บางคนชี้นิ้ว ไม่มีผู้ใดก้าวออกมา ไม่มีผู้ใดเสนอตัวช่วย ฟางหรงเป็นเมืองที่เห็นขบวนทหารบาดเจ็บบ่อยพอจะชินกับมันแล้ว
หลินเย่เก็บสิ่งที่เห็นไว้ในหัว แล้วเดินต่อ ถุงเหรียญเงินสามสิบเหรียญถูกแบ่งออกเป็นสองถุง ฝั่งละสิบห้า ซุกไว้คนละที่บนตัว เป็นนิสัยเก่าที่ฝึกมาตั้งแต่ยังเด็ก ของสำคัญอย่าเก็บไว้ที่เดียว
ภารกิจในวันนี้มีสองอย่าง สมุนไพรที่ขาดสำหรับโอสถขั้นสาม และหม้อหลอมยา เริ่มที่เยี่ยจือก่อน
เถ้าแก่เยี่ยจือนั่งอยู่หน้าร้านพร้อมกล้องยาสูบในมือเหมือนเดิมทุกประการ ราวกับไม่ได้ขยับไปไหนเลยตั้งแต่วานซืน
"เจ้าหนู วันนี้ต้องการอะไรอีกหรือ เมื่อวานลาภหล่นใส่หัวยังไม่พออีกหรือไร"
หลินเย่คารวะ "ข้าต้องการสมุนไพรเพิ่มขอรับ หกชนิด ไม่ซ้ำกับของเดิม"
ชายชราเคาะกล้องยาสูบลงพื้น "หญ้าชิงเหอ ฉีหยาน หวงจิง เปลือกต้นหงฉี พวกนั้นยังไม่เข้าร้านวันนี้หรอกนะ" แล้วก็หันหน้าออกไปสูบกล้องต่อ สายตากลับเหลือบมาที่ตะกร้าเปล่าบนหลังเด็กหนุ่มหนึ่งครั้งก่อนจะเลื่อนออกไป ตะกร้าใบเดียวกับที่เพิ่งออกจากร้านนี้ไปเมื่อวานซืน
เสียงเหรียญในถุงที่หลินเย่หยิบออกมาทำให้เขาลุกขึ้นโดยไม่ต้องถามต่ออีกคำ
หลังผ่านไปหนึ่งก้านธูป หลินเย่แบกตะกร้าสานออกจากร้านของเยี่ยจือ สมุนไพรหกชนิดถูกวางไว้อย่างละต้นในตะกร้า ผลึกผลไม้วารี หญ้าซ่อนจิต ดอกเบญจมาศ หญ้าน้ำค้าง โสมหยกขาว ดอกตะวันชาด สิบสามเหรียญเงินออกจากถุงขวา เหลืออยู่สองเหรียญ
ชายชราเดินมานั่งที่เดิมก่อนจะพูดโดยไม่หันมา "โชคดีเจ้าหนู" กล้องยาสูบในมือดับไปตั้งแต่เมื่อใดไม่มีผู้ใดรู้ เขาไม่ก้มลงมองมันเลยสักครั้ง
หลินเย่ยกตะกร้าพาดบ่า ดึงสายให้แน่น แล้วก้าวออกจากร้าน ก้าวแรกที่ลงสู่ตรอกนั้นเขาไม่ได้มองตรงไปข้างหน้า หากมองเงาที่ตกอยู่บนพื้นหิน เงาของตัวเองอยู่ตรงหน้า ข้างๆ กันมีเงาอีกกลุ่มหนึ่งที่ขยับต่างจากทิศของแสง เพียงชั่วพริบตาเงานั้นก็เคลื่อนหายไป ร่างที่ทอดมันหลบพ้นแสงไปแล้ว
เป็นไปตามที่คาดไว้ เขาเดินหน้าต่ออย่างคนไม่รู้สึกถึงสิ่งใด เมืองฟางหรงแบ่งออกเป็นสี่ทิศ ตงเป่ย ตงหนาน ซีเป่ย และซีหนาน แต่ละทิศเป็นผืนสี่เหลี่ยมที่มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลวนผ่านใจกลางเมืองเป็นวง แม่น้ำนั้นราวกับเส้นเลือดที่เชื่อมสี่ทิศเข้าหากัน สะพานที่พาดข้ามมีหลายจุด บางจุดใหญ่พอให้รถม้าสิบคันวิ่งเคียงกัน บางจุดแคบพอให้คนสองคนผ่านกันเท่านั้น
เขาอยู่ทิศตงเป่ย ตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนร้านโอสถที่ใหญ่ที่สุดของเมืองอยู่ทิศซีหนาน ตะวันตกเฉียงใต้ ไกลอยู่นัก
หลินเย่ยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ มองดูน้ำที่ไหลช้าๆ สะท้อนแสงบ่ายเป็นประกายขาว กลางสะพานกว้างนั้นมีคนเดินผ่านไปมาไม่ขาดสาย พ่อค้า ทหาร นักพรต เด็กรับส่งสาร ทุกคนมีทิศทาง ทุกคนเดินเร็ว ท่ามกลางกระแสคนนั้นเอง เขากลับรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ไม่ได้มาจากตา ราวกับเข็มเล่มเล็กกดลงที่หลังต้นคอในมุมที่มือเอื้อมไม่ถึง กดเบา ไม่เจ็บ รู้เพียงว่ามันอยู่ที่นั่น
หันไปมองก็เห็นแต่ฝูงชนปกติ ชาวเมืองเดินสวน เด็กขายของวิ่งผ่าน ไม่มีร่างใดหยุดนิ่ง ไม่มีสายตาใดจับมาโดยตรง
ทว่าเข็มนั้นยังอยู่
ในตะกร้าบนหลังมีสมุนไพรที่มีมูลค่า การแบกมันข้ามเมืองโดยมีคนติดตามอยู่นั้นเป็นความเสี่ยงที่ไม่ต้องการ ครั้นจะฝากของก็ต้องหาที่ฝากที่เชื่อถือได้ และหากไปร้านยันต์เหวินซินก่อนก็ย่อมดูมีพิรุธเกินไปในขณะที่ถูกจับตามองเช่นนี้ เขาวางลำดับปัญหาในหัวอยู่ชั่วอึดใจ แล้วก็มีคำตอบ เขาเริ่มเดินข้ามสะพาน
ระหว่างทางจากตงเป่ยสู่ซีหนาน เส้นทางผ่านตรอกแคบสองสามจุดที่มีผู้ฝึกยุทธ์พเนจรกลุ่มเล็กๆ ยืนอยู่ที่ปากทาง หลินเย่ชะลอฝีเท้าลงเมื่อเห็นพวกเขา ยังไม่ทันต้องตัดสินใจสิ่งใด พวกนั้นก็เบนหน้าออกไปทางอื่นเสียก่อน คนที่ยืนหน้าสุดเท้าข้างหนึ่งก้าวออกมาแล้ว ก็ดึงมันกลับเข้าไปโดยไม่รู้ตัว บางคนถึงกับถอยออกจากปากตรอกไปเลย
เขาเดินผ่านไปโดยไม่หยุด และรู้ดีว่าเพราะเหตุใด ปราณของสตรีชุดดำที่ตามมาห่างๆ นั้นหนักพอที่คนมีประสบการณ์จะสัมผัสได้ พวกนักเลงตามตรอกเหล่านั้นต้องเลือกระหว่างตะกร้าสมุนไพรใบหนึ่งกับแรงกดที่ซ่อนอยู่ข้างหลังเขา และพวกเขาก็เลือกอย่างชาญฉลาด
ก้าวเท้าของนางหนักขึ้นครึ่งจังหวะ ก่อนจะเบาลงเหมือนเดิม ว่าเขาใช้นางเป็นโล่ ทว่านางก็ทำอะไรไม่ได้โดยไม่เปิดเผยตัวเอง
หลินเย่เดินต่อไปโดยไม่ยิ้ม ในหัวบันทึกไว้แล้วว่า สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ในสถานการณ์หนึ่ง ย่อมอาจเป็นประโยชน์ในอีกสถานการณ์หนึ่งได้
หอโอสถไป่เฉาตั้งอยู่บนถนนสายหลักของทิศซีหนาน อาคารสูงสามชั้นทาสีชาดหรูหรา ป้ายทองขนาดใหญ่ติดอยู่เหนือประตู แสงบ่ายสะท้อนออกจากอักขระทองจนมองจากระยะไกลก็เห็นชัด หน้าร้านมีคนรับใช้ของตระกูลใหญ่หลายตระกูลและนักหลอมโอสถสวมชุดผ้าไหมหรูหราเดินเข้าออกไม่ขาดสาย
เขายืนอยู่ข้างเสาหน้าร้านชั่วขณะ หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาตรวจดู กระดาษลายมือโย้เย้ที่เขียนขึ้นเองก่อนออกเดินทาง รายการสมุนไพรและวัตถุดิบเขียนปะปนกันระหว่างของจริงที่ต้องการกับชื่อที่แต่งขึ้นมา เพื่อไม่ให้ผู้ใดที่ดักมองอ่านสูตรออกได้ เขาพับกระดาษเก็บ แล้วจึงก้าวเข้าร้าน
กลิ่นภายในต่างจากร้านของเถ้าแก่เยี่ยจือโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่กลิ่นดินแห้งและรากไม้เก่า หากเป็นกลิ่นหอมสะอาดที่ลอยอยู่สม่ำเสมออย่างที่มีคนดูแลใส่ใจ กลิ่นยาขั้นสูงที่ถูกเก็บรักษาอย่างถูกวิธีจนไม่มีกลิ่นสมุนไพรหยาบปนอยู่แม้แต่น้อย
คนดูแลหน้าร้านหันมาดูตั้งแต่เขาเดินเข้ามา สายตาแวบหนึ่งกวาดจากหัวจรดเท้าและหยุดอยู่ที่ตะกร้าสมุนไพรบนหลัง ข้างๆ กันนั้น คนรับใช้ตระกูลใหญ่สองสามคนที่ยืนรออยู่แลกสายตากันเบาๆ ก่อนจะเลื่อนผ่านตะกร้าป่านเก่าและเสื้อผ้าธรรมดาของเขาไป เหมือนมองผ่านสิ่งที่ไม่น่าสนใจ
หลินเย่ไม่สนใจ เขายืนรออยู่ในท่าเดิม
"สหายน้อยต้องการสิ่งใด ร้านของเรามีแต่สินค้าขั้นกลางขึ้นไป สมุนไพรตากแห้งทั่วไปไม่มีขายหรอกนะ"
เขาไม่แสดงท่าทีฉุนเฉียว เพียงขยับถุงเงินฝั่งซ้ายให้เกิดเสียง แล้วยื่นกระดาษรายการออกไป
"ศิษย์พี่ของข้าสั่งให้มาซื้อหม้อหลอมโอสถดินเผาสามขาขนาดกลางหนึ่งใบ และถ่านหินปราณชาดอีกครึ่งกระสอบ ขอทราบราคาด้วยขอรับ"
อีกฝ่ายรับกระดาษไปดู ไล่ตาผ่านชื่อวัตถุดิบต่างๆ ใบหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิมในอึดใจถัดมา น้ำเสียงที่ตามออกมานั้นสุภาพขึ้นกว่าประโยคก่อนหน้าอยู่หนึ่งขั้น ที่ข้างเคาน์เตอร์ คนรับใช้ตระกูลใหญ่คนหนึ่งซึ่งเมินเขาไปแล้วเมื่อครู่หันกลับมามองอีกครั้ง คราวนี้สายตาไม่ได้หยุดที่ตะกร้าป่านเก่าอีกต่อไป
"หม้อดินเผาสามขาชุบปราณ แปดเหรียญเงิน ถ่านหินปราณชาดครึ่งกระสอบสี่เหรียญเงิน รวมสิบสองเหรียญเงิน"
หลินเย่จ่ายเงินสิบสองเหรียญออกไปจากถุงซ้าย ระหว่างรอของ เสียงจากเคาน์เตอร์ข้างๆ ก็ลอยเข้ามา เป็นเสียงของคนรับใช้ตระกูลหนึ่งที่กำลังพูดกับเพื่อนด้วยน้ำเสียงบ่น
"ตระกูลหลินสายหลักส่งคนมาเหมาซื้อโอสถผสานชีพจรขั้นสองไปจนหมดร้านเพื่อรักษาคุณหนูหลินเหยียน ตอนนี้ราคาตลาดพุ่งสูงมาก พลอยทำให้ตระกูลพวกเราหาซื้อยากไปด้วย"
หลินเย่ไม่หัน ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น โอสถผสานชีพจรขั้นสอง เขาจำชื่อนั้นได้จากตำราในห้องของกู่เหวย โอสถสำหรับชีพจรที่แตกขาดหรืออ่อนแรง ใช้ประคับประคองอาการชั่วคราว ไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุ หากตระกูลหลินยังอยู่ที่โอสถขั้นสอง หลินเหยียนก็คงอาการไม่ดีขึ้น และหากอาการไม่ดีขึ้น ก็ย่อมมีช่องว่างให้เขาแทรกเข้าไปได้
เขาเก็บสิ่งที่ได้ยินไว้โดยไม่แสดงสีหน้าใดออกมา ไม่นานของก็มาถึง หม้อดินเผาสามขาและถ่านหินถูกใส่ไว้ในกระสอบผ้า เขารับมา กล่าวขอบคุณ แล้วเดินออกจากร้านไปทางที่มีมุมอับพอสมควร หยุดที่มุมข้างร้าน แกล้งทำเป็นจัดตะกร้า
มือจับแหวนที่ซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้อ โคจรปราณอัดเข้าไปในพริบตา หม้อหลอมและกระสอบถ่านพลันเลือนหายไปในอากาศ พร้อมกับความอุ่นวาบที่หน้าอก ลมปราณในตันเถียนยวบลง ราวกับน้ำในถังถูกตักออกไปส่วนหนึ่ง เหงื่อซึมที่ขมับทั้งที่อากาศไม่ได้ร้อนเลยสักนิด
เขายืนนิ่งรอจนความอุ่นนั้นจางลง แล้วจึงก้าวออกมา ในตะกร้าเหลือแต่สมุนไพรหกชนิดจากเยี่ยจือ ของบนหลังเบาลง หัวกลับหนักขึ้น
เดินต่อออกจากทิศซีหนาน ระหว่างทางกลับเขาวางลำดับสิ่งที่ต้องทำในหัว หนึ่ง หม้อและวัตถุดิบมีครบแล้ว สอง สองวันที่รับปากไว้กับอวิ๋นเสวี่ยนั้นเหลือไม่ถึงวันครึ่ง วันนี้จะเริ่มหลอมทันทีที่กลับถึงร้านยันต์เหวินซิน
สาม หลินเหยียน
เขาทวนชื่อนั้นในหัว เด็กตระกูลหลินทั้งห้าสิบคนที่มาร่วมการแข่งขันนั้น ส่วนใหญ่ฝึกวรยุทธ์เพื่อพิสูจน์ตัวเอง ไม่มีผู้ใดสนใจการหลอมโอสถมากนัก เขาไล่หน้าไปทีละคนในหัว หลินป๋อ ไม่ใช่ หลินอู่ ไม่ใช่ หลินจวิ้นเฉิง ไม่ใช่
จนมาถึงชื่อหนึ่ง หลินเหยียน
นางอยู่กับกู่เหวยแทบตลอดเวลาในช่วงที่ผ่านมา หากมารเฒ่าผู้นั้นสอนนางเรื่องการควบคุมลมปราณ ซึ่งเป็นวิชาจำเป็นสำหรับการหลอมโอสถ นางก็อาจรู้จักสูตรพื้นฐานอยู่บ้าง และหากสตรีชุดดำที่ติดตามเขาอยู่รู้ว่าศิษย์ที่หลอมโอสถสูตรกู่เหวยได้คือหลินเหยียน ไม่ใช่เขา ตระกูลมู่ก็ย่อมสนใจหลินเหยียนมากกว่า
ทว่าแผนนั้นยังมีช่องโหว่ชัดเจน เขายังไม่รู้ว่าจะเข้าหาหลินเหยียนได้อย่างไรในขณะที่นางถูกปกป้องอย่างดีจากตระกูลหลิน
เขาถอนหายใจเบาๆ เวลามีน้อย การแข่งขันเหลืออีกเพียงเจ็ดวัน และสตรีชุดดำก็ยังตามอยู่
สิ่งที่แน่ชัดตอนนี้มีเพียงอย่างเดียว หลอมโอสถขั้นสามให้สำเร็จ