เชียงยืนฟื้นฮัก

    ตอนที่ 56 ปลายมาศ

         ทุกอย่างเหมือนเชื่อมโยงกัน จากที่เคยพัวพันในกรณี


    ฟ้าสางสว่างขึ้น วัวเทียมเกวียนมุ่งสู่อาศรมโยคีสาระ


    ถามไถ่ชาวบ้านแถบนั้น ต่างพากันชี้บอกเส้นทางได้แทบทุกคน


    เจ้าเด็กอริยะติดแจนางคำปง นั่งตักพูดคุยสนิทใจ


    สิ่งไหนที่ขาด รู้ว่านางมีให้มันได้พอเติมเต็มตามความรู้สึก


    พอลืมตาตื่นเช้าหัดกินข้าวจี่ปั้นโรยเกลือ แกล้มชิ้นเนื้อแห้งที่คำปงจัดเตรียมไว้ให้


    จากปีศาจถูกความห่วงใย พาใจให้สงบกลบความโหดร้ายได้


    ด้านตาลุนยังไม่วางใจ *ลูกเสือลูกตะเข้ถึงอย่างไรก็ต้องระวังไว้บ้าง


    สำหรับลายสือนิ่งมองตรองคิด เด็กตัวเท่านี้ หากคำสั่งสอนของบุพการีนำพาซึ่งทางดี


    ย่อมลดความอันตราย อันพฤติกรรมของเด็กสมควรชี้แนะ


    เมื่อพากันมาถึง สิ่งแรกตาลุนขออาสาเข้าไปหาโยคีเอง


    หวั่นถึงความปลอดภัยถ้ามีผู้พบเห็นลายสือ บุคคลที่ทางการหมายหัว 


    แต่กว่าจะแงะตัวอริยะออกจากนางคำปงได้ ก็ต้องหลอกล่อเหนื่อยหน่อย


    เด็กจึงยอมขยับลงจากเกวียน ทั้งมีเสื้อคลุมปกหัวกันให้ ในท่าทางเกรงแดดโดนตัว


    เจตนาตาลุนมีเรื่องปรึกษา สำคัญใครคือพ่อเด็กซึ่งต้องสนทนาด้วย


    ตั้งแต่เมื่อคืนมังคลาออกตามหาอริยะ บักโผนมันหลังลาย


    โดนเฆี่ยนจากแส้อาคม โทษฐานปล่อยให้น้องหายไปในเวลาที่เคยห้ามปราม


    มันจึงขังตัวเองไว้ในถ้ำ ส่วนนายมากคลาดกับอริยะ


    ขณะแม่กวางเดินสะเปะสะปะ คราบเลือดลากเป็นทางยาว


    ก่อนจะสิ้นใจ อันทนพิษบาดแผลไม่ไหว ซึ่งการตายด้วยยังห่วงลูกกวาง


    นางแม่พยายามเต็มที่แล้ว พลอยทำให้สับสนในการตามรอยเบาะแส


    ภายในอาศรม รับหน้าแทนจึงเป็นโยคีสาระ


         “โตข่อยกะบอกบักมาก พ่อมันแล้ว”


    อุตส่าห์ไม่อยากยุ่ง แต่ตรงมังคลามาอาศัยพึ่งพา


    โยคีสาระจึงต้องแบกรับคำพูดเชิงเป็นห่วงอนาคตข้างหน้าของเด็ก


    ลักษณะการกินส่อแววเหมือนผีดิบ ทั้งพลังอำมหิตเกินวัย


    ตาลุนไม่เอะใจสักนิด เพราะโยคีสาระบอกชื่อพ่อของอริยะ คือนายมาก


         “บ่ได่ดอก จังได๋ผู้ใหญ่จังเฮา ต้องฮับผิดชอบ”


    อีกอย่างโล่งอกในสิ่งที่ทราบรู้จากโยคี ว่าพ่อของเด็กน้อยเป็นมนุษย์ธรรมดา


    หากแต่ปริศนาในตัวอริยะ ได้เชื้อแบบนี้มาจากไหนกันแน่


         “แนวจังซี่ มีฤาษีไศลผู้เดียวฮู้”


    ถ้อยคำโยคีสาระ เล่าถึงอีกสหายสายบุญสมณะครองธรรม


    ที่แสดงตัวมาทวงอสูรน้อย ท้ายแล้วก็กลับไปมือเปล่า


    เพราะการอ้างสิทธิ์อุปการะ โดยสละเลือดจากนิ้วของนายมาก


    นี่ถ้าหากลายสือกับนางคำปง เข้ามาฟังอยู่ด้วยภายในอาศรม


    คงรู้จักดีเพราะฤาษีไศล เป็นพระอาจารย์ของลายสือนั่นเอง


    เสียอย่างต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตาลุนซึ่งยังไม่ถ่องแท้ถึงเรื่องราวรากลึก


    เลยสนทนาผ่านโยคีสาระ อันตระหนักสักวัน นายมากต้องโดนชาวบ้านขับไล่


    เนื่องอริยะอาจก่อความเดือดร้อนได้ ภายในวันหน้าเมื่อโตขึ้น


    เกินความควบคุมในสิ่งติดตัวมา อันไม่มีใครสามารถกำหนด


         “ถ่าจักคราว ให้พ่อมันมาก่อน”


    โยคีสาระเอ่ยกับตาลุน ทั้งแลไปทางเจ้าเด็กอริยะที่ทำเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น


    นึกสะท้อนเปรียบผ้าขาว ซึ่งถูกย้อมด้วยน้ำมือของผู้เลี้ยงดู


         “อีกโดนบ่ ทางข่อยกะฟ้าว ท่านโยคี”


    ท่าทีตาลุนบอกอยู่นานไม่ได้ จอดเกวียนรอยังด้านนอก


         “ธรรมดา บักมากกะมาหาเทิงอาศรมหละเด้ เอ้ คึสิไปนำหาลูกมันบ้อน้อ”


    สันนิษฐานตรงนี้ โยคีสาระเลยเปรยให้ตาลุนฟัง


         “บักน้อย ๆ หนิกะคัก มันขี้ดื้อออกหากินยามกลางคืนประจำตั๊ว”


    ลักษณะดูท่าแล้วตาลุนต้องคอยนายมาก หวั่นเสียเวลาเดินทาง


         “จังซี่คึสิได่ฝากท่านโยคี ถ่อนั่นแหล่ว”


    สักการะพรตป่า ตาลุนส่งเด็กคืนถึงแหล่งแล้ว ถือหมดหน้าที่


    จังหวะจะก้าว อริยะถลาวิ่งเกาะแข้งขา มันงอแงขอมาด้วยคน


    จนโยคีสาระลุกเดินมารั้งไว้ อาศัยพูดคุยอย่างอ่อนโยน กระทั่งเด็กน้อยคล้อยตาม


    ...ไม่ได้ความเกี่ยวกับพ่อเด็ก แต่ตาลุนก็พออุ่นใจ ถึงอย่างไรอริยะยังมีโยคีสาระ


    กว่าจะเข้าเขตลำปลายมาศ ก็ใช้เวลาเดินทางหลายวัน


    โดยจุดนัดพบกับท้าวเทศ คือ*เมืองตักศิลาก่อนข้ามไป*เมืองฟ้าแดดสงยาง


    ล้วนการใช้เส้นเดินทางข้ามผ่าน มีจุดหมาย รวบรวมเหล่าสมาชิก


    ซึ่งครั้งนี้ท้าวเทศมอบความหวังให้ท้าวฟ้าฟื้น เป็นดั่งตัวแทนภารกิจลับ


    กาลได้พิสูจน์ตัวตน ด้านจะเป็นที่ยอมรับหรือไม่ของลายสือ


    บักตุ้ยตัวเฟืองจักร มันดักตรงชุมชนขบวนเกวียนขนเกลือเคยผ่าน


    ผ้าขาวม้า พันตามต้นไม้ใหญ่ สัญลักษณ์ที่รู้กันภายในกลุ่มคณะ


         “เป็นจังได๋แหน่ เฒ่าพ่อครู”


    ยกให้เป็นครูผู้สอนคาถามหานิยม บักตุ้ยนำมาใช้กับการค้าจนเกิดผล


    ตระเวนขายยารากไม้ ส่งยังจุดซึ่งฝั่งญาติของมันประสานงานให้


    อาชีพที่ได้รู้จักผู้คน และคุยถึงความเป็นอยู่ทั่วไป


    วางรากฐานความสนิทสนมไว้ตามเส้นทาง ถือเป็นกำไรคุ้มค่า


    ส่วนเงินตรา มันบริหารด้วยการซื้อมาขายไป ตลอดทางผ่านผูกมิตรได้หลายคน


         “กูได่เมือเฮือนไปเบิ่งหน้าลูกเต้า กะมีแฮงแล้วบักตุ้ย”


    คำพูดของตาลุนกระทบใจบักตุ้ย มันเองจากบ้านมาเพื่อลบคำสบประมาท


    สักวันสัญญาจะกลับบ้านอย่างสมศักดิ์ศรี แต่มันขอเวลาสร้างตัวอีกไม่นาน


         “เมื่อยบ่ แม่คำปง”


    สลัดความในใจ บักตุ้ยหันมายิ้มถาม


    ได้ลูกชายพยุงลงจากเกวียน นางคำปงส่ายหัวบอกให้


         “แม่บ่เมื่อยจั๊กเม็ด หล่า”


    เห็นในความเข้มแข็งของแม่ ลายสือขอเพียงได้แค่ครึ่ง


    มันจึงล้วงลงย่าม“เอาหนิ แนวต้อน”ส่งก้อนเหล็กไหลให้บักตุ้ย


    ไม่มีใครสังเกตได้มาอย่างไร เพราะก่อนลูกกวางจะวิ่งมาหลบภัยข้างในถ้ำ


    นั่งทำสมาธิแผ่เมตตาดังปกตินิสัย ปรากฏว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มอบของขลังเป็นรางวัล


    ลายสือไม่ใช่คนพูดอวด จึงเก็บไว้แล้วนำมาให้บักตุ้ยสหาย


    แวบแรกตาลุนท้วง“ป๊าด พ่อเทวดาได่มาตะไส”


    ยิ้มน้อย ๆ ลายสือตอบคลุมเครือ เนื่องจากหาคำอธิบายได้ยาก


         “ข่อยกะยังคึดบ่ออกเลย อาจารย์”


    ช่วงลืมตาถอนสมาธิ ลายสือก็พบว่ากำก้อนเหล็กดำวาว ไว้ในมือแล้ว


         “ทางอาจารย์กั่วสิได่เหล็กไหล กะดั้นด้นลำบากหลาย นี่หละคนมีบุญ บักตุ้ยมึงเบิ่งไว้”


    ไม่สงสัยเลย เพราะตาลุนเคยได้มาจากสถานที่เดียวกัน 


    แตกต่างตรงตนต้องลงแรง กว่าจะได้มาสืบเสาะจนพบ


    อีกคนนั่งภาวนาจิต เจ้าที่เจ้าทางในถ้ำคงเห็นในการปฏิบัติศรัทธาต่อสิ่งทำ


         “ข่อยสิฮักษาไว้ดี ๆ”


    บักตุ้ยยกมือขึ้นท่วมหัว กราบสิ่งมงคลลี้ลับซึ่งเกิดจากธรรมชาติประทาน


         “ป่ะ บาดหนิมาทางพี้”


    ร่างกายมันอ้วนพีสมบูรณ์ มองไกล ๆ เหมือนผู้ใหญ่


    ทั้งท่าทางเข้าคนได้ดี บักตุ้ยมันมีภาษีตรงนี้ จึงไปไหนมาไหนได้สะดวก


    ยังมีบักสกลคนขามแก่น ติดเกวียนมากับมันด้วย


    เลยตะลอนรอนแรมกัน ชนิดค่ำไหนนอนนั่น


         “ท้าวเทศ ฮอดเมืองพ่อเฒ่าเพิ่นหละเด้อ”


    สกลเอ่ยรายงานบอกถึงความคืบหน้า อันแยกย้ายคนละทิศทาง


    เพื่อวางแผนกอบกู้สถานการณ์ ขณะนี้พระนางจามรเทวี


    ดำรงตำแหน่งผู้นำอาณาจักรศรีจนาศะ บริหารภายใต้รูปแบบเดิม ๆ


    ผนวกเข้ากับมวลธนาธิปไตย ขุนนางใหญ่ช่วยกันพัฒนา


    เน้นคณะพ่อค้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่วนประชาชนคนรากหญ้า


    จำเป็นต้องพึ่งพาองค์กรรัฐ วงจรที่ราษฎรยังไม่พ้นโดนกดหัว


    การบริหารแบบครอบงำ กุมอำนาจในกำมือของชนปกครอง


    พยายามยัดเยียดวัฒนธรรมไพร่ ให้อยู่ในสังคมตลอดไป


    ต่างจากทัศนคติของอีกคณะ ที่ส่งเสริมประชาชนเป็นใหญ่


    มุ่งหาทางสร้างโอกาส ลดการเหลื่อมล้ำ อันข้อจำกัดอุปสรรคต่อคุณภาพชีวิต


    ภารกิจหลัก คือปลุกระดมมวลชนต่อต้านด้านเรียกร้องสิทธิ


    เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ของพวกเด็กในขบวนขนเกลือที่รอดตายมาได้


    กรณีคำทำนายมรณะ หวังตัดทอนลำดับขัตติยะ


    เล่ห์กลลวงของกลุ่มมีจุดประสงค์ หมายให้องค์เลอสรวง ไร้ผู้สืบทอด


    ขนาดใส่ร้ายบุตรในครรภ์มเหสี ภายภาคหน้าจะเป็นกาลกิณี


    แต่ทว่าแผนไม่สำเร็จ จึงมุ่งสังหารเยาวชนชาย 


    ในวัยกำลังเติบโต เนื่องขณะจวนเวลาปลิดชีพมเหสีคาระปง


    เกิดปาฏิหาริย์แถนดลให้ฟ้ามืดบังตา ลมพัดแรงกระหน่ำ


    อำไพข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ เห็นใจในชะตาขององค์หญิงที่กำลังตั้งครรภ์


    ตัดสินใจช่วยแก้เชือกที่มัดแน่น จนหลุดจากพันธนาการ


    แล้วนางสวมรอยนั่งแทน ให้เพชฌฆาตบั่นคอ


    ต้นเรื่องเป็นที่มาของการตามล่าล้าง เด็กชายในขวบวัยใกล้เคียง เกรงหวนทวงคืนบัลลังก์


    ประเด็นปลูกฝังความเชื่อ หากรุ่นใหม่ได้ขึ้นเป็นผู้นำ


    จะเปลี่ยนแปลงระบบเก่า ก่อเสียหายใหญ่หลวงต่อมวลเคยดำรง


         “เหมิดนี่ พี่น้องข่อย”


    พูดอย่างภูมิใจ บักตุ้ยแนะนำกับเจ้าเรือน ที่มันพามาทำความรู้จัก


    นายถมเจ้าถิ่น เครือข่ายของคณะปลดแอก


    คอยต้อนรับด้วยการให้ที่พัก ทั้งร่อนจดหมายประกาศแจ้ง ท้าวฟ้าฟื้นมาถึงแล้ว


    เรียกสมาชิกรวมตัวกัน เพื่อตีตราสักข้อมือลงรายชื่อร่วมเป็นพรรคพวก


    คืนวันเพ็ญริมตลิ่งลำปลายมาศ ถูกใช้เป็นสถานที่ชุมนุม


    เข้าสู่ขั้นตอน*ดื่มน้ำสาบาน นายถมอยากรู้อยากเห็น


         “ไส ขอเบิ่งให้เป็นบุญตาแหน่ถ่อน ท้าวท่านทายาทพญาผู้ลาลับ ว่ามีของดี”


    เคยแต่ได้ยินเสียงเล่าลือ นายถมเอ่ยขอชมบารมีวัตถุมงคลกับลายสือ


    *ปัทมราชสีแดงทับทิมสวมไว้ที่นิ้ว ยังมีไพลิน*นิลกาฬสีน้ำเงินเข้มอีกวง 


    ซึ่งหยิบติดตัวนำมาด้วย จากห้องบรรทมขององค์เลอสรวง 


    คราวยังอยู่ในห้วงหลับไหล ผลพิษยาที่สะสมออกฤทธิ์ 


    โดยความตั้งใจของจามรเทวี วางใส่เจือในกระยาหารทรงเสวยทุกวัน


    ตาลุนใช้วิชาพรางกาย ลอบพาลายสือเข้าไปให้เห็นอาการพระบิดา


    เหมือนมีสิ่งโดนใจให้วิสาสะหยิบฉวย เลยมีครอบครองไว้ทั้งสองวง


    พลอยไพลินถูกหุ้มด้วยผ้าห่อรัด ร้อยเชือกเป็นบ่วงคล้องคอ สำหรับเอาไว้เป็นเครื่องระลึกถึงองค์บิดา


    คราวต้องทำสำแดงเดช ลายสือถอดแหวนชูขึ้นเหนือหัว


    ตั้งจิตอธิษฐานขอบารมีแห่งพลังศักดิ์สิทธิ์ นำพาอุดมการณ์ควบคู่เจตนา 


    ในเมื่อสุขและทุกข์ประชาราษฎร์ เฉกสุขและทุกข์นั้นคือของตนเช่นกัน


    แหวนแถวนฟ้าสถิต ออกฤทธิ์เรืองแสงสว่างวาบ แผ่รัศมีขยายครอบบริเวณจุดศูนย์รวม


    ต่างตะลึงในอานุภาพความมหัศจรรย์ ซึ่งปรากฏต่อสายตา


    โอ่งดินตั้งไว้สำหรับใช้ในพิธี ลายสือจุ่มแหวนลงไปวนบนพื้นน้ำ


    กระแสธาราดั่งสัมผัสถึงพุทธคุณ น้ำที่ใสอยู่กลายเป็นสีแดงดุจเลือด


    จากนั้นสวมแหวนเข้านิ้ว ลายสือตักกินเป็นคนแรก เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ


    อย่างไม่ลังเลใด นายถมรับขันคนถัดไปด้วยความศรัทธา


    เหตุการณ์ริมตลิ่งลำปลายมาศ สร้างประวัติตั้งต้นสู่สายตาผองมวลกระหายอิสรภาพ


    หมายประสงค์มั่น ทลายกำแพงชนชั้นที่แน่นหนาเหลือเกิน


    อีใบ บักสุด นายกูล บักมูล อีวาด ฯลฯ ชาวบ้านทยอยเข้าแถวยาวเหยียด


    เพื่อดื่มน้ำสาบานร่วมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียว.


    *ลูกเสือลูกตะเข้ เป็นสำนวนไทยหมายถึง การเลี้ยงดูบุตรของศัตรู


    หรือลูกของคนพาลที่ไว้ใจไม่ได้ ซึ่งอาจแว้งกลับมาทำร้าย


    หรือสร้างความเดือดร้อนให้ผู้เลี้ยงในภายหลัง 


    เปรียบเสมือนการเลี้ยงสัตว์ดุร้าย อย่างเสือหรือจระเข้ที่แม้ดูเล็กน่ารัก 


    แต่เมื่อโตขึ้นจะมีนิสัยดุร้ายตามสัญชาตญาณ


    *เมืองตักศิลา ในปัจจุบันคือจังหวัดมหาสารคาม


    *เมืองฟ้าแดดสงยาง ในปัจจุบันคือจังหวัดกาฬสินธุ์กาฬสินธุ       


    *ปัทมราช (ปัด-ทะ-มะ-ราด) แปลว่า พลอยสีแดง หรือ ทับทิม 


    มาจากภาษาสันสกฤต หมายถึงพลอยตระกูลคอรันดัม (Corundum) 


    ที่มีสีแดงเข้มดั่งสีกลีบดอกบัว หรือสีเลือดนก 


    มักใช้เป็นคำเรียกทับทิมคุณภาพสูง เสริมบารมี 


    และปรากฏในพจนานุกรมว่าเป็นคำศัพท์ที่หมายถึงพลอยสีแดงชนิดหนึ่ง 


    *นิลกาฬ พลอยสีน้ำเงิน (ไพลิน) ในภาษาสันสกฤต


    นิยมใช้เรียกขานกันคือ อินฺทฺรนีล (Indranila) หรือ อินทรานีลัม แปลว่า สีน้ำเงินที่เหมือนพระอินทร์


    นอกจากนี้ยังมีคำว่า ศนิปฺริย (Sanipriya) ซึ่งแปลว่า ของมีค่าของเทพแซทเทิร์นหรือพระเสาร์


    คำเหล่านี้สะท้อนถึงความเชื่อทางศาสนาและโหราศาสตร์โบราณ


    ที่ให้ค่าไพลินเป็นอัญมณีอันศักดิ์สิทธิ์และมีความงดงาม


    *ดื่มน้ำสาบาน คือพิธีกรรมโบราณเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ


    ความสัตย์ซื่อ หรือจงรักภักดี โดยการดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ (เช่น น้ำพระพุทธมนต์) 


    หรือน้ำผสมเลือดที่ทำพิธีสาปแช่งร่วมกับคำปฏิญาณ 


    หากผิดคำสัญญาจะเชื่อว่าได้รับอันตรายหรือเสียชีวิต เป็นคติที่ใช้ทั้งในราชสำนักและชาวบ้าน 


    รายละเอียดที่สำคัญของ พิธีดื่มน้ำสาบาน


    ประวัติ/จุดประสงค์ ในอดีตเรียกว่า พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา


    จัดขึ้นเพื่อให้ขุนนางสาบานตนว่าจะซื่อสัตย์ต่อพระมหากษัตริย์


    วิธีการทำพิธี มักใช้การนำพระแสงศาสตราวุธมาจุ่มลงในน้ำ 


    เพื่อแสดงถึงอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้สาปแช่ง หากผู้สาบานทรยศ


    ความเชื่อ น้ำที่ผ่านการทำพิธีหากผู้สาบานผิดสัญญา


    โดยเชื่อว่าจะถูก “น้ำสาปแช่ง” ทำให้เกิดวิบัติหรือตายโหง


    การใช้ในปัจจุบัน มักเห็นในบริบทของการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ


    ในคดีความหรือกรณีที่เกิดข้อพิพาทในชุมชน เช่น การขโมยของหาย 


    แล้วนัดกันดื่มน้ำสาบานต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อหาคนผิด


    (อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)


     


     

    คล้ายกับเรื่องเชียงยืนฟื้นฮัก ที่คุณอ่าน