ยามรุ่งอรุณสาดแสงทองส่องลงบนผืนดิน เวลานี้ในเมืองหลวงแคว้นถัง ล้วนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนสัญจรไปมา ยิ่งใกล้วันงานก่อตั้งราชวงศ์มากขึ้นเท่าไรยิ่งครึกครื้นมากขึ้นเท่านั้น พ่อค้าแม่ขายจากแคว้นต่างๆ ล้วนเร่งรุดเดินทางมาส่งสินค้าไม่ขาดสาย
ณ ตำหนักองค์ชายห้าถังหลี่ ยามนี้เ้าตัวกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนตกปลาด้วยอากัปกิริยาสุดแสนสบายอยู่บริเวณศาลาริมสระบัวในตำหนัก หมู่มวลมัจฉาแหวกว่ายไปมาแต่หามีตัวใดไม่ ที่จะฮุบเหยื่อจากเบ็ดซึ่งหย่อนเอาไว้
หากก็หาได้มีท่าทีร้อนใจ ยังคงจ้องมองด้วยท่าทีสงบนิ่ง ตรงกันข้ามกับคุณชายสกุลเย่ ผู้เป็สหายเที่ยวกินดื่มด้วยกันมาั้แ่เยาว์วัยที่ความอดทนเริ่มจะหมดลง จนได้เอ่ยปากสอบถาม
“พระองค์ไม่เบื่อบ้างหรือไร นั่งมองปลามันว่ายวนไปมาไม่ยอมกินเบ็ดสักที ข้าว่าพวกเราไปหาอะไรสนุกๆ อย่างอื่นทำกันจะดีกว่า อย่างเช่น…ไปหอบุปผาเมามาย เป็อย่างไร?” พูดจบเย่อันก็จ้องมองไปทางถังหลี่ด้วยสายตาคาดหวัง หอบุปผาเมามายขึ้นชื่อว่าเป็หอซึ่งรวบรวมสาวงามไว้มากที่สุด จัดเป็สถานที่ให้ความสำราญอันดับหนึ่งของเมืองหลวงก็ว่าได้ เหล่าคุณชายเสเพล เ้าขุนมูลนายทั้งหมดล้วนเลือกสถานที่แห่งนี้เป็แหล่งพักผ่อนหย่อนใจ
ถังหลี่เหลือบมองเย่อันอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะกล่าว “หากเ้าเบื่อก็ไปเถอะ ข้าเพียงอยากนั่งตกปลาเท่านั้น”
“ตกปลามันมีอะไรน่าสนุกกัน ก่อนหน้านี้พระองค์ก็ไปเที่ยวเล่นที่หอบุปผาเมามายออกจะบ่อย ทำไมหลังกลับจากสำนักพิภพดาราจึงเอาแต่เก็บตัวเช่นนี้” เย่อันกล่าวอย่างเสียไม่ได้
“เ้าว่ามันไม่สนุกเหรอ ข้ากลับคิดว่ามันน่าตื่นเต้นยิ่งนัก เ้าแค่หย่อนเบ็ดลงไป และเฝ้ามองดูพวกมันค่อยๆ ว่ายวนเข้ามาติดกับ น่าสนุกจะตาย” ถังหลี่กล่าวพร้อมรอยยิ้มซึ่งมองดูแล้วแปลกพิกลในความรู้สึกของเย่อัน
“เฮ้อออ เช่นนั้นกระหม่อมขอตัวกลับก่อน หากพระองค์เปลี่ยนใจสามารถตามไปที่หอบุปผาเมามายได้”
“เช่นนั้นกระหม่อมขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
ถังหลี่มองเย่อันก่อนจะพยักหน้ารับ “ไปเถอะ ตามใจเ้า”
หลังเย่อันจากไปได้ไม่นาน นกพิราบสีขาวนวลตัวหนึ่งได้บินโฉบลงมาข้างกาย เมื่อเห็นเช่นนั้น อารมณ์ของถังหลี่ก็แสนจะเบิกบาน บนใบหน้าประดับประดาด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข เขาหยิบกระดาษซึ่งติดอยู่ตรงข้อเท้านกพิราบสื่อสารออกมาคลี่อ่าน ข้อความข้างในมีเพียงประโยคสั้นๆ
ข้าสบายดี จะเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อร่วมงานเลี้ยงในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า แล้วพบกัน
หยวนอิง
หลังอ่านข้อความจบถังหลี่ได้ออกคำสั่งให้ส่งคนไปเชิญเ้ากรมพิธีการเข้าพบในทันที
เ้ากรมพิธีการเว่ยเหอซึ่งเพิ่งจะได้หยุดพักผ่อนหลังวิ่งวุ่นตระเตรียมพิธีการต่างๆ ในงานครบรอบก่อตั้งแคว้นที่กำลังใกล้จะมาถึง กลับต้องตกอกใเมื่อคนของตำหนักองค์ชายห้ามาแจ้งว่าอยากพบตน สิ่งแรกที่เข้ามาในความคิดคือ
ข้าคงไม่ได้ไปทำสิ่งใดล้ำเส้นจนสร้างความไม่พอใจให้กับองค์ชายห้าใช่หรือไม่ เว่ยเหอเฝ้าคิดซ้ำไปซ้ำมาหาความผิดพลาดที่อาจจะล่วงเกินองค์ชายโดยไม่รู้ตัว ถึงแม้นว่าคนในเมืองหลวงต่างรู้กันดีว่า องค์ชายห้าเป็คนสุภาพเรียบร้อย ชอบสังสรรค์กับเหล่าบัณฑิต อีกทั้งยังทำตัวเสเพลเที่ยวหอโคมเขียวดื่มสุราเคล้านารีกับคุณชายตระกูลขุนนางน้อยใหญ่อยู่เป็นิจ แต่ขึ้นชื่อว่าโอรสั เขาจะไม่เป็กังวลเลยย่อมเป็ไปไม่ได้ ขณะเดินทางไปอย่างเร่งรีบ ใช้เวลาไม่นานเว่ยเหอก็เดินทางมาถึงตำหนักองค์ชายห้า เมื่อไปถึงร่างกายเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ ความกังวลฉายชัดอยู่บนใบหน้า
“เ้ากรมพิธีการ องค์ชายอยู่ทางนี้ โปรดตามมา” ข้ารับใช้ในตำหนัก การแต่งกายดูคล้ายองครักษ์ออกมาต้อนรับพร้อมเผยมือเชื้อเชิญ
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวข้างกาย ถังหลี่ซึ่งกำลังพักผ่อนก็หันมามองยังต้นทางของเสียงและเผยยิ้มสุภาพส่งให้เ้ากรมพิธีการเว่ยเหอ จากนั้นจึงหันกลับไปให้ความสนใจปลาในบ่ออีกครั้ง ขณะเอ่ยคำ
“มาแล้วหรือ ต้องขออภัยที่ให้คนไปเชิญท่านมาอย่างรีบร้อนเช่นนี้” ถังหลี่กล่าว
“ถวายบังคมองค์ชายห้า ไม่ทราบว่าองค์ชายทรงมีสิ่งใดให้กระหม่อมรับใช้ โปรดสั่งการ” เว่ยเหอยกมือขึ้นประสานคารวะ ก่อนจะรีบกล่าวด้วยความนอบน้อม ไม่รู้ด้วยเหตุใดเขาจึงรู้สึกถึงอำนาจคุกคามซึ่งมองไม่เห็น ความรู้สึกหวาดกลัวผุดขึ้นกลางใจหลังจากองค์ชายห้าหันมามองเพียงแค่เสี้ยววินาที
“ข้ารับรู้มาว่า เ้าเป็คนดูแลเื่อาหารในงานเลี้ยง”
หลังได้ฟังคำเกริ่นขององค์ชายห้าเว่ยเหอร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว องค์ชายห้าจะให้เขาวางยาพิษผู้ใดใช่หรือไม่ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายขึ้นเต็มใบหน้าอย่างไม่รู้ตัว
“เอ่อ…. ใช่ พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเป็ผู้ดูแล”
“เช่นนั้นก็ดี ข้าอยากให้เ้าจัดการบางอย่างให้ข้า” ถังหลี่กล่าวโดยไม่หันมองสายตายังจับจ้องอยู่ในสระบัว
เ้ากรมพิธีการใบหน้าซีดเซียวจนแทบจะไร้สีเืหลังได้ฟังคำ
“จะ จัดการสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ” เว่ยเหอกลั้นหายใจเอ่ยคำ และกำฝ่ามืออันสั่นเทาแน่นดุจดั่งรอคำตัดสินโทษ
“ข้ารู้มาว่ามีอาหารบางประเภทที่ทำให้คนบางคนเกิดอาการแพ้จนถึงขั้นเสียชีวิตได้โดยไม่รู้ตัว เ้ารู้หรือไม่”
เว่ยเหอรู้สึกดั่งถูกตัดสินโทษปะา
‘เป็เช่นที่ข้าคิดจริงๆ องค์ชายอยากจะยืมมีดฆ่าคน และข้าก็เป็มีดเล่มนั้น’ เว่ยเหอคิดอย่างสิ้นหวังและหวั่นวิตก
“หืม ว่าอย่างไรเ้ารู้หรือไม่”
เว่ยเหอ รีบคุกเข่าประสานมืออันสั่นเทาขึ้นมาก้มหน้ากล่าว
“กระหม่อมไม่รู้จริงๆ”
‘ไม่รู้ ก็ไม่เห็นจะต้องตื่นตระหนกเช่นนี้’ ถังหลี่คิดขณะเหลือบมองแล้วหยิบแผ่นกระดาษใบหนึ่งซึ่งน่าจะผ่านการเขียนขึ้นมาไม่นาน
“รับไป ข้าเขียนไว้ให้ท่านแล้ว”
เว่ยเหอยื่นมืออันสั่นเทาไปรับ ก่อนกลั้นใจคลี่แผ่นกระดาษออกอ่าน แต่เมื่อสายตาปะทะกับตัวอักษรอันทรงพลังความตื่นตระหนกใได้แปรเปลี่ยนเป็ความแปลกใจ เพราะบนกระดาษล้วนกล่าวถึงอาหารชนิดต่างๆ ที่ควรมีและไม่ควรมี หาได้มีชื่อผู้ใดอยู่บนนั้นไม่
“เอ่อ นี่คือ”
“ในงานเลี้ยงข้าหวังว่าอาหารที่ควรมีก็จะต้องมี ส่วนที่ไม่ควรมีข้าหวังว่าจะไม่เห็นมัน ท่านเข้าใจหรือไม่” หลังพูดจบถังหลี่เหลือบมองเว่ยเหอแวบหนึ่ง แต่การมองครั้งนี้สร้างความหวาดกลัวถึงจิติญญาเขาแล้วจริงๆ
“กระหม่อมจะจัดเตรียมสุดความสามารถพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี ต้องรบกวนท่านแล้ว” ถังหลี่หันมามองส่งยิ้มสุภาพเป็กันเองให้
แต่รอยยิ้มนี้ ไม่ได้สร้างความรู้สึกปลอดภัยให้เว่ยเหอได้เลย
“หากท่านมีสิ่งใดต้องจัดการต่อ เชิญท่านตามสบาย”
“เช่นนั้น กระหม่อมขอทูลลา” เว่ยเหอประสานมือคารวะ แล้วรีบถอยออกไป
หลังจากเว่ยเหอจากไป ถังหลี่ก็ยกยิ้มอย่างสุขใจ อาหารที่เ้าชอบ ข้าได้จัดเตรียมไว้ให้แล้ว อาหารอะไรที่เ้าไม่ชอบข้าย่อมจะไม่ให้มันโผล่มาในงานเลี้ยง จากนั้นเขาก็หลับตาลงหวนรำลึกถึงครั้งอดีตยามที่ตนเดินทางไปแคว้นหยวนในฐานะตัวแทนแคว้นถังเป็ครั้งแรก เพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้องค์ใหม่แห่งแคว้นหยวนในยามนั้น
แคว้นต่างๆ ล้วนส่งตัวแทนมาแสดงความยินดีไม่เว้นแม้แต่แคว้นถัง ซึ่งได้ส่งองค์รัชทายาทถังหงไปโดยมีองค์ชายห้าถังหลี่ติดตามพี่ชายมาเที่ยวเล่นด้วย
ณ เวลานั้น ถังหลี่อายุเพียงสิบชันษา หลังเดินทางมาถึงแคว้นหยวนก่อนกำหนดการสามวัน องค์ชายห้าถังหลี่จึงได้ทูลขอเสด็จพี่ออกไปเที่ยวเล่น แต่กลับได้รับคำปฏิเสธ
“รอพี่พาเ้าไปเที่ยว ก่อนเดินทางกลับก็แล้วกัน ที่นี่ไม่ใช่บ้านเมืองเรา อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้ทุกเมื่อ” องค์รัชทายาทถังหงกล่าวกับน้องชายตัวเล็ก
ถึงแม้ว่าแคว้นถังจะใหญ่สุดในหกแคว้น แต่ยังมีคนบางกลุ่มที่พยายามหาทางเล่นงานตน ถังหงจึงค่อนข้างเป็กังวลหากจะปล่อยให้น้องชายไปเที่ยวเล่นตามลำพัง
ถังหลี่ในเวลานั้นยังเยาว์วัยไม่ได้รับรู้ถึงอันตรายหรือภัยคุกคามซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เนื่องด้วยเกิดมาจากอัครมเหสีของแคว้นถัง มีพี่ชายซึ่งอายุมากกว่าแปดปีทั้งยังเป็องค์รัชทายาท ส่วนฮ่องเต้แคว้นถังก็ให้ความรักเอ็นดูเนื่องจากเป็บุตรที่เกิดจากผู้หญิงอันเป็ที่รัก ถังหลี่จึงเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของทั้งสามคน เกิดมาท่ามกลางความรักเอาใจใส่ ถูกปกป้องอย่างดี ไม่เคยเห็นความชั่วร้ายของมนุษย์
ดังนั้นถึงแม้ว่าเสด็จพี่จะห้ามปรามแต่มีหรือที่เขาจะเชื่อฟัง หาเวลาตอนเสด็จพี่กำลังยุ่งอยู่กับราชกิจแอบหนีออกไปโดยมีองครักษ์ติดตามเพียงแค่สองคน คนหนึ่งคือต้วนเย่ ลูกพี่ลูกน้องคนสนิทที่ดูแลปกป้องมาั้แ่ยังเล็ก ส่วนอีกคนคือชิงหยาง
ในยามนั้นเขามันช่างอ่อนต่อโลกจริงๆ ไร้ซึ่งการป้องกันใดๆ ต้วนเย่พยายามทัดทาน พูดเกลี้ยกล่อมอยู่หลายครั้งหลายคราให้กลับไป กล่าวถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่เขาในยามนั้นช่างเอาแต่ใจตนเองจริงๆ มัวแต่อยากจะเที่ยวเล่นโดยไม่รู้ตัวเลยว่าภัยร้ายได้กล้ำกลายมาอยู่ใกล้ตัวเนิ่นนานแล้ว
“องค์ชายเสด็จกลับเถิดพ่ะย่ะค่ะ ที่นี่หาใช่สถานที่เที่ยวเล่นอย่างปลอดภัยได้”
“องค์ชายเสด็จกลับเถิดพ่ะย่ะค่ะ เดี่ยวเสด็จพี่จะเป็กังวลนะพ่ะย่ะค่ะ หากทราบว่าพระองค์หายตัวไป”
“องค์ชาย เกล้ากระหม่อมว่าเราออกมาไกลเกินไปแล้ว เสด็จกลับเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ถังหลี่หวนนึกถึงคำพูดกล่าวเตือนซ้ำๆ ในคราวนั้นของต้วนเย่ ก็รู้สึกเศร้าใจ เขาในยามเยาว์ช่างเอาแต่ใจ ไม่ฟังผู้ใด ไว้วางใจผู้อื่นโดยง่าย ไร้ประสบการณ์อย่างแท้จริง
จำได้ว่าในยามนั้น พวกเขาสามคนกำลังเดินอยู่ในตลาด ฟังคำกล่าวเตือนของต้วนเย่จนเบื่อหน่าย ชิงหยางเห็นท่าทางเบื่อหน่ายรำคาญของเขา จึงเสนอแผนการหลอกล่อให้ต้วนเย่ออกไปซื้อถังหูลู่เพื่อแยกองครักษ์ขี้บ่นออกไป ครานั้นเขาเห็นชอบเห็นดีเห็นงามไปกับแผนการนี้ จึงได้ออกคำสั่งตามแผน แล้วฉกฉวยจังหวะนั้นวิ่งหนีออกมากับชิงหยาง
ในยามนั้นเขาช่างโง่เขลาสิ้นดีเมื่อหวนนึกถึง เขาติดตามชิงหยางไปโดยไม่ระแคะระคายสิ่งใด วิ่งออกห่างจากต้วนเย่องครักษ์คนสนิทซึ่งเปรียบเสมือนพี่ชายโดยไม่เคลือบแคลงสงสัยสิ่งใด เมื่อไปได้ไกลระยะหนึ่งถึงบริเวณเปลี่ยวร้างผู้คน ชิงหยางกลับหยุดวิ่ง
่เวลานั้นถังหลี่ถึงเพิ่งเอะใจว่าด้วยเหตุใดจึงต้องวิ่งออกมายังสถานที่ห่างไกลผู้คนเช่นนี้ หากในขณะที่กำลังจะเอ่ยปากสอบถาม ก็มีกลุ่มชายชุดดำปกปิดใบหน้าพร้อมอาวุธครบมือหลายคนโผล่ออกมาโอบล้อมพวกเขาไว้ ถังหลี่ยังจดจำได้จนถึงตอนนี้ เพราะนั่นเป็ครั้งแรกที่เจอกับเหตุการณ์เช่นนั้น เขารู้สึกตระหนกใและหวาดกลัว แต่อย่างน้อยยังมีองครักษ์ฝีมือดีอยู่ข้างกายไม่น่าจะเป็อะไร แต่แล้วในเวลาต่อมา เขาจึงได้ประจักษ์ถึงความโหดร้ายของโลกนี้ว่ามันเป็เช่นไร ความรู้สึกสิ้นหวังยามหันกลับไปมองคนข้างกายแล้วกลับพบว่าคนผู้นี้ที่เขามองว่าคือความหวัง หาใช่คนที่เขาจะฝากชีวิตไว้ในกำมือได้ เพราะทันทีที่กลุ่มชายชุดดำโผล่หน้าออกมา ชิงหยางก็แปรเปลี่ยนไปในฉับพลัน เขาหันไปทักทายกับกลุ่มคนพวกนั้นอย่างสนิทสนม ดูเหมือนพวกเขาจะร่วมมือกัน คงวางแผนทุกอย่างไว้ล่วงหน้า โดยจะใช้ตัวเขาเพื่อล่อหลอกเสด็จพี่ออกมาแล้วสังหารพวกเขาทั้งสองคนพร้อมกัน
ถังหลี่ทั้งรู้สึกกลัวและรู้สึกผิด
ข้าไม่น่าขัดคำสั่งของเสด็จพี่เลย นี่เป็ความคิดของเขาใน่เวลานั้น ยิ่งยามจ้องมองชิงหยางองครักษ์ข้างกาย ใบหน้าแววตาที่อีกฝ่ายจ้องมองกลับมานั้นยิ่งตอกย้ำ เสมือนถ้อยคำที่ปาใส่หน้าว่า
‘เ้านี่มันช่างโง่เง่า หลอกง่ายเสียจริง’