ท่ามกลางความเงียบสงบของหมู่บ้านชิงหมิงที่ดูราวกับหยุดนิ่งอยู่ในห้วงเวลาแห่งสันติสุข ใครเลยจะล่วงรู้ว่าภายใต้รูปลักษณ์ของบัณฑิตหนุ่มผู้สวมชุดปะชุนคร่ำคร่า วรยุทธ์เซียนของลู่ชิงกลับกำลังรุดหน้าไปอย่างก้าวกระโดดจนน่าสยดสยอง พลังของเขาไม่ได้เพียงแค่เพิ่มพูน แต่มันกำลังวิวัฒนาการไปสู่ระดับที่เหนือล้ำกว่าคำว่า "มนุษย์" ไปไกลโข
ความก้าวหน้านี้ชัดเจนเสียจน ฉินอวี้ ซึ่งมักจะแอบสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ถึงกับต้องยืนตัวสั่นเทาด้วยความอิจฉาตาร้อนจนแทบจะกระอักเลือดออกมาจริงๆ ทุกครั้งที่เขาเห็นลู่ชิงเคลื่อนไหว วิชา "ไร้พันธนาการ" ของพี่ชายลู่บัดนี้ก้าวเข้าสู่ขั้นที่สองอย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่เพียงการเคลื่อนที่รวดเร็ว แต่มันคือการเลือนหายไปจากสภาวะปัจจุบัน ร่างของลู่ชิงดูราวกับไร้น้ำหนักและไร้ตัวตน เขาสามารถเดินจงกรมบนอากาศที่ว่างเปล่าได้ประหนึ่งเดินบนพื้นดินแข็งมั่งคง ความอิสระเสรีนี้ทำเอาฉินอวี้ที่พากเพียรฝึกวิชาตัวเบาจนเลือดตากระแทบกระเด็น รู้สึกเหมือนตนเองเป็นเพียงเต่าตัวอืดอาดยามเมื่อเปรียบเทียบกับวิหคสวรรค์
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น วิชา "ฝ่ามือสยบคลื่น" ของลู่ชิงยังบรรลุถึงขั้นที่น่าหวาดหวั่น เพียงแค่เขาสะบัดข้อมือเบาๆ ราวกับกำลังปัดฝุ่นออกจากตำรา ปราณไร้ลักษณ์ที่แฝงไปด้วยอำนาจทำลายล้างมหาศาลจะถูกรีดเค้นออกมาในพริบตา ก้อนหินยักษ์หลังบ้านที่แข็งแกร่งนับร้อยปีพลันแตกสลายกลายเป็นผงธุลีละเอียดสีขาวโพลนในพริบตาเดียว โดยไม่มีแม้แต่เสียงระเบิดดังกึกก้อง มีเพียงความเงียบงันที่น่าสขนลุกซึ่งแสดงถึงความแม่นยำในการควบคุมพลังระดับพระเจ้า
นอกจากวรยุทธ์และตำราความรู้ที่ลู่ชิงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วแล้ว อีกหนึ่งศาสตร์ที่เขาให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือ ศาสตร์แห่งค่ายกล ซึ่งเขาใช้เวลาว่างจากการอ่านตำรานั่งขีดเขียนผังยันต์ลงบนพื้นดินหน้าบ้านทุกวัน จนบัดนี้ลู่ชิงได้กลายเป็นปรมาจารย์ด้านค่ายกลเร้นลับอย่างเต็มตัว เขาเริ่มจากการวางกลไกเล็กๆ เพื่อดักจับกระต่ายป่า จนขยายขอบเขตไปสู่การสร้างอาณาเขตป้องกันที่ครอบคลุมไปทั่วทั้งบริเวณบ้านใหม่
บัดนี้ รอบบ้านของลู่ชิงได้ถูกล้อมรอบด้วยค่ายกลซับซ้อนหลายชั้นที่เขาสร้างขึ้นจากสิ่งของธรรมดาๆ เช่น ก้อนหินเพียงไม่กี่ก้อนหรือการปลูกต้นไม้ในตำแหน่งที่จำเพาะเจาะจง หนึ่งในนั้นคือค่ายกล "หมอกลวงเนตร" ที่จะทำงานทันทีหากมีผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตย่างกรายเข้ามาใกล้ ร่างของผู้บุกรุกจะถูกปกคลุมด้วยหมอกมายาที่บิดเบือนประสาทสัมผัส ทำให้เดินวนเวียนอยู่ที่เดิมจนเหนื่อยหอบแต่กลับไม่สามารถขยับเข้าใกล้ตัวบ้านได้แม้แต่ก้าวเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังแอบวางโครงสร้างของ "วิถีศิลาจำจอง" ไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้านแบบลับๆ ซึ่งเป็นค่ายกลกักขังระดับสูงที่หากเขาเปิดใช้งานขึ้นมาแม้เพียงเสี้ยวเดียว พื้นดินและขุนเขาจะขยับตัวกักขังศัตรูไว้ในกรงขังมิติดินที่ไร้ทางออก
ความเชี่ยวชาญของเขาก้าวล้ำถึงขั้นที่เขาสามารถ "วางค่ายกลในค่ายกล" หรือแม้แต่การใช้เพียงกิ่งไม้แห้งๆ ปักลงบนดินเพื่อสร้าง "ค่ายกลรวมปราณ" ให้ลู่หลินและฉินอวี้ได้ฝึกยุทธ์ในสภาพแวดล้อมที่หนาแน่นไปด้วยพลังธรรมชาติ
ภาพที่เห็นจนชินตาของชาวบ้านคือ ลู่ชิงมักจะยืนถือไม้เท้าเก่าๆ ขีดเขียนวงกลมพิลึกกึกกือไว้รอบเล้าไก่ ซึ่งในสายตาชาวบ้านมันคือการวาดรูปเล่น แต่ในสายตาของหวังซิวที่มองเห็นความจริงถึงกับต้องหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ เพราะเขารู้ดีว่าหากมีใครกล้ามาขโมยไก่ของลู่ชิง คนผู้นั้นอาจจะต้องติดอยู่ในค่ายกลมหาประลัยที่แม้แต่ยอดฝีมือระดับจอมราชันยังต้องใช้เวลาสามวันสามคืนจึงจะแหกคุกอากาศนั้นออกมาได้!
ทว่า ท่ามกลางวิชาเซียนที่สั่นสะเทือนฟ้าดินเหล่านั้น ลู่ชิงกลับยังคงเจียดเวลาอันมีค่ามานั่งหลังขดหลังแข็ง ขะมักเขม้นอ่านตำราเตรียมสอบจอหงวนอย่างบ้าคลั่งไม่เคยขาด แสงตะเกียงที่วูบไหวในห้องหนังสือสะท้อนให้เห็นใบหน้าอันมุ่งมั่นของเขา เพราะในส่วนลึกของจิตใจ ลู่ชิงไม่เคยปรารถนาที่จะเป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ต้องเที่ยวไล่ฆ่าฟันหรือแบกรับชะตากรรมของโลกอันแสนวุ่นวาย เขาเพียงโหยหาชีวิตที่มั่นคง มีตำแหน่งขุนนางเล็กๆ มีเงินเดือนที่แน่นอนเพื่อเลี้ยงดูมารดาและน้องสาวให้อยู่ดีมีสุขเท่านั้น
ในขณะที่สายตาซ้ายจับจ้องตัวหนังสือสอบขุนนางอย่างไม่วางตา มือขวาของเขาก็ไม่ได้ว่างเว้น เขามักจะใช้นิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศเบาๆ เพื่อฝึกฝนวิชา "หนึ่งขีดเบิกฟ้า" ควบคู่ไปด้วยจนเริ่มชำนาญถึงขีดสุด บัดนี้เขาสามารถควบคุมมวลอากาศรอบกายให้บีบอัดและกลั่นตัวจนแหลมคมยิ่งกว่ากระบี่เหล็กกล้า เพียงแค่เขากระดิกนิ้วเบาๆ อากาศที่ดูว่างเปล่าก็สามารถตัดผ่านทุกสรรพสิ่งได้ดั่งใจนึก เป็นการฝึกปรือที่ขัดกับตรรกะทุกอย่างในโลกวรยุทธ์
กาลเวลาที่ผันผ่านไปกว่าหกเดือนเปรียบเสมือนพู่กันบ่มเพาะความแปลกประหลาดให้กลายเป็นความเคยชิน ภายในหมู่บ้านชิงหมิงอันเงียบสงบ ภาพของ ลู่ชิง ที่ชาวบ้านเคยมองว่าเป็นเพียงบัณฑิตสติฟั่นเฟือนที่วันๆ เอาแต่เดินบ่นพึมพำกับลมฟ้าอากาศด้วยท่าทางเลื่อนลอย บัดนี้ได้ถูกหล่อหลอมจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของทัศนียภาพอันแสนปกติธรรมดาไปเสียแล้ว
จากความตื่นตระหนกในช่วงสัปดาห์แรกๆ ที่เห็นชายหนุ่มในชุดปะชุนตัวเก่งทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับวิหค บัดนี้ภาพที่ลู่ชิงกระโดดเหยียบย่างไปบนปลายยอดใบไผ่ที่พริ้วไหวตามแรงลม โดยที่กิ่งไผ่อันบอบบางแทบจะไม่เอนเอียงลงมาแม้แต่น้อย กลับกลายเป็นภาพที่ไม่มีใครหยุดมองด้วยความประหลาดใจอีกต่อไป หรือแม้แต่ยามที่เขานั่งชันเข่าประคองตำราเล่มหนาอยู่บนกิ่งไม้ที่สูงที่สุดของต้นไม้โบราณพันปี ซึ่งความสูงระดับนั้นอาจทำให้คนปกติขวัญหนีดีฝ่อ แต่ลู่ชิงกลับนั่งอ่านตำราสอบจอหงวนอย่างสงบเยือกเย็นประหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องหนังสือมิดชิด
ชาวบ้านที่เคยทำจอบหลุดมือหรืออ้าปากค้างยามเห็นเขาลอยตัวข้ามลำธาร บัดนี้ต่างก็ทำเพียงแค่กวาดลานบ้านไปพลาง หรือหาบน้ำไปพลาง แล้วเงยหน้าขึ้นตะโกนทักทายด้วยความเอ็นดูว่า
"อาชิง! ลมบนยอดไม้หนาวนัก อย่ามัวแต่มุดหัวอ่านตำราจนลืมลงมากินข้าวล่ะ เดี๋ยวแม่เจ้าจะถือตะหลิวตามไปเคาะหัวถึงบนนั้นเอา!"
ลู่ชิงที่นั่งอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆจางๆ บนยอดไม้ก็จะปิดตำราลงเพียงชั่วครู่ ยิ้มรับคำทักทายอย่างซื่อๆ แล้วตะโกนตอบกลับไปว่า
"ขอบคุณครับป้าหวัง อีกบทเดียวข้าจะลงไปแล้ว!" ท่าทางที่ดูไร้พิษสงและเป็นมิตรของเขา ทำให้ความน่าเกรงขามในฐานะยอดยุทธ์ถูกบดบังด้วยบุคลิก "บัณฑิตหนุ่มผู้สมถะ" ไปอย่างแนบเนียน
จนกระทั่งวันหนึ่ง กลิ่นอายของฤดูกาลเปลี่ยนผ่านได้พัดพาเอาข่าวคราวสำคัญจากเมืองหลวงมาถึง ข่าวลือเรื่องการประกาศเปิด สอบจอหงวนครั้งใหญ่ ซึ่งจัดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งในรอบทศวรรษได้กระจายมาถึงหมู่บ้านชนบทอันห่างไกลแห่งนี้ ข่าวนี้เสมือนเสียงระฆังที่ดังกึกก้องไปทั่วหุบเขา และเป็นดั่งสัญญาณนกหวีดที่เป่าเรียกให้ "มังกรที่ขดกายซ่อนตัว" มานานนับปีต้องเริ่มขยับเขยื้อนร่าง