ข้าไม่อยากเป็นนางร้ายในนิยายป่าเถื่อน

    ตอนที่ 34 ถูกหลอก

            เส้นทางจากจุดนัดพบไปยังโรงเตี๊ยมไม่ไกลนัก ใช้เวลาเพียงครู่เดียวซูเซิ่นอี้กับเมิ่งหรูก็เห็นอาคารไม้สองชั้นตั้งเด่นอยู่ริมถนน มีผู้คนเดินเข้าออกไม่ขาดสาย เสียงพูดคุยและกลิ่นอาหารลอยออกมาจากด้านใน แสดงให้เห็นว่าเป็นโรงเตี๊ยมที่กิจการคึกคักไม่น้อยเลยทีเดียว

            “ท่านลุงนำเกวียนเข้าไปทางนั้นเถิดเจ้าค่ะ ด้านหน้านี้เป็นที่สำหรับรถม้าและเกวียนของแขกที่มาพัก” สาวใช้ชี้มือไปยังตรอกเล็กๆ ด้านข้างโรงเตี๊ยม

            ซูเซิ่นอี้ทำตามคำแนะนำทันที และพบว่าด้านหลังโรงเตี๊ยมมีลานกว้างซึ่งใช้เป็นลานส่งของ มีเกวียนหลายคันจอดเรียงกันอยู่ คนงานหลายคนบ้างขนฟืน บ้างแบกถุงข้าว หามสินค้าหลายชนิดเข้าไปยังคลังเก็บเสบียงด้านใน 

            ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยดี เหมือนว่ามีการส่งสินค้าลักษณะนี้กันเป็นประจำ จนเป็นเรื่องปกติที่จะไม่มีใครสนใจใคร

            เมื่อจอดเกวียนเรียบร้อย คนของสาวใช้ก็ลงมือช่วยยกตะกร้าผักลงจากเกวียนอย่างคล่องแคล่ว ท่าทางคุ้นเคยกับงานหนักเป็นอย่างดี ซูเซิ่นอี้สังเกตอยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่าพวกเขาจัดวางผักอย่างระมัดระวังก็คลายใจ เพราะเกรงว่าหากผักเสียหายไปพวกตนจะได้รับเงินไม่เต็มจำนวน

            สาวใช้หันมากล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “พวกท่านไปนั่งพักดื่มน้ำชาที่โรงเตี๊ยมก่อนก็ได้นะ” นางกล่าวด้วยท่าทางสุภาพ “ระหว่างนี้ให้คนของข้าชั่งผักรอไว้ พอเถ้าแก่มาถึงจะได้คิดเงินกันได้สะดวก”

            เมิ่งหรูเหลือบมองซูเซิ่นอี้เล็กน้อย ก่อนจะหันมาถาม "เถ้าแก่ของเจ้าไม่อยู่รึ? เราต้องรออีกนานหรือไม่?"

            “เถ้าแก่คงไปตรวจบัญชีที่โรงน้ำชาน่ะ แต่หากเจ้ารีบข้าก็จะให้ผู้ดูแลจ่ายเงินให้พวกเจ้าไปก่อน ข้าก็แค่คิดว่าถ้าเถ้าแก่ได้มาพบพวกเจ้าเอง เขาอาจจะสั่งซื้อผักเพิ่มก็เลยอยากให้รอเท่านั้นเอง”

            ซูเซิ่นอี้รีบโบกมือปฏิเสธ ตอนนี้พวกเขามาถึงโรงเตี๊ยมแล้ว และก็มีเกวียนหลายคันที่กำลังขนของเข้าไปทางด้านหลัง ผู้อื่นมาถึงก่อนย่อมต้องได้รับการจัดการก่อน การชั่งผักก็ต้องคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้นเถ้าแก่ที่นางกล่าวถึงก็อาจจะกลับมาถึงพอดี

            “เจ้าช่างมีน้ำใจนัก หลานสาวข้าก็แค่เป็นห่วงน้องสาวของนางที่กำลังตั้งครรภ์อยู่เท่านั้นล่ะ เอาเป็นว่าเราจะรอเถ้าแก่ของเจ้ากลับมาก็แล้วกัน”

            สตรีนางนั้นยิ้มตอบอย่างพึงพอใจ ก่อนจะตะโกนสั่งเสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งที่เดินผ่านมาพอดี “เอาชาให้พวกเขากาหนึ่ง”

            เสี่ยวเอ้อร์คนนั้นก้มศีรษะรับคำก่อนจะผายมือเชื้อเชิญให้ซูเซิ่นอี้และเมิ่งหรูเข้าไปนั่งที่โต๊ะชั้นล่างของโรงเตี๊ยม

            เสี่ยวเอ้อร์รีบนำน้ำชามาวาง ก่อนจะยิ้มอย่างเป็นมิตร “เชิญพักผ่อนตามสบายขอรับ”

            ไอร้อนจากถ้วยชาลอยอวล กลิ่นหอมจาง ๆ ช่วยให้ความเหน็ดเหนื่อยจากการขนผักผ่อนคลายลงเล็กน้อย เมิ่งหรูยกถ้วยขึ้นจิบอย่างระวัง ส่วนซูเซิ่นอี้ก็ชะเง้อมองออกไปด้านนอกเป็นระยะ

            เวลาผ่านไปช้า ๆ จนน้ำชาหมดกาไปแล้ว

            กระทั่งเสี่ยวเอ้อร์คนเดิมเดินกลับเข้ามาอีกครั้ง “ไม่ทราบว่าท่านทั้งสองอยากสั่งอาหารอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ขอรับ?”

            ซูเซิ่นอี้ชะงักไปเล็กน้อย “ไม่เป็นไร พวกเราแค่มาส่งผัก ได้ดื่มน้ำชาก็เกรงใจมากแล้ว”

            แต่เมิ่งหรูรีบถามต่อ “นี่ข้าถามหน่อยเถิด เถ้าแก่ของเจ้ายังไม่กลับมาอีกหรือ?”

            เสี่ยวเอ้อร์ขมวดคิ้วด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าคนทั้งคู่จะถามถึงเจ้านายด้วยสาเหตุใด

            “เถ้าแก่อยู่ข้างในตลอดนะขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ตอบทันที “เขาเห็นพวกท่านสั่งแต่น้ำชา แต่กลับนั่งอยู่นาน จึงให้ข้ามาถามดู เผื่อว่าพวกท่านอยากสั่งอาหารเพิ่ม เพราะตอนนี้ลูกค้าแน่นอยากให้แขกที่สั่งอาหารได้นั่งสบาย ๆ น่ะขอรับ”

            คำพูดนั้นทำให้เมิ่งหรูกับซูเซิ่นอี้สบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย ความรู้สึกแปลก ๆ เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ

            ซูเซิ่นอี้หันไปมองตามทิศทางที่เสี่ยวเอ้อร์บอกว่าเถ้าแก่นั่งอยู่ เห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งก้มหน้าคิดบัญชีอยู่จริง แต่ชายผู้นั้นไม่เคยเงยหน้ามองพวกเขาเลยสักครั้ง

            เขาขยับตัว เตรียมจะลุกไปสอบถามให้แน่ชัด ทว่าเสี่ยวเอ้อร์กลับยกมือขึ้นเล็กน้อย

            “พวกท่านจะไปแล้วหรือ? รบกวนชำระค่าน้ำชาก่อนขอรับ”

            ซูเซิ่นอี้ชะงัก มือที่กำลังยันโต๊ะค้างอยู่กลางอากาศ เมิ่งหรูรู้สึกใจหายวาบโดยไม่ทราบสาเหตุ นางชี้มือไปทางหลังร้าน

            “สตรีเมื่อครู่เป็นคนให้พวกเรามารอคิดเงินค่าผักที่นี่ และนางก็เป็นผู้สั่งน้ำชาให้พวกเรา เรายังต้องจ่ายค่าน้ำชาด้วยงั้นรึ?”

            เสี่ยวเอ้อร์ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างตรงไปตรงมา “อ้อ! สตรีผู้นั้นเอง..แต่นางกลับไปพักใหญ่แล้วนี่ขอรับ น้ำชากานี้ก็เป็นท่านสองคนที่ดื่ม อย่างไรก็ต้องจ่าย”

            ซูเซิ่นอี้ใจเต้นแรง รีบถามสวนขึ้นทันที “นางไม่ใช่สาวใช้ของโรงเตี๊ยมหรอกหรือ?”

            เสี่ยวเอ้อร์เหลียวซ้ายแลขวา ก่อนโน้มตัวเข้ามากระซิบเสียงเบา “ท่านกล่าวเช่นนั้นอาจมีคนเข้าใจผิดเอาได้นะ! เมียเถ้าแก่ขี้หึงและดุนัก โรงเตี๊ยมของเราจึงไม่จ้างคนงานสตรีเลยขอรับ”

            ซูเซิ่นอี้รู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง หากนางไม่ใช่สาวใช้ของโรงเตี๊ยม..แล้วนางคือผู้ใดกัน?

            “แต่นางพูดคุยกับเจ้าเหมือนคนรู้จักมิใช่หรือ?”

            เสี่ยวเอ้อร์เกาหัว “นางสั่งน้ำชา ข้าก็ต้องต้อนรับลูกค้า ใช่ว่าจะต้องรู้จักลูกค้าทุกคนเสียหน่อย”

            ถึงตรงนี้ เมิ่งหรูกับซูเซิ่นอี้ก็ไม่สงสัยอีกต่อไป ทั้งสองรู้ชัดในใจ พวกตนถูกหลอกแล้ว!!

            เมิ่งหรูรีบควักเงินจ่ายค่าน้ำชาอย่างไม่อิดออด ก่อนจะลุกพรวดวิ่งไปทางลานจอดเกวียนด้านหลังร้าน หัวใจเต้นรัวแทบทะลุอก

            ลานด้านหลังว่างเปล่า สาวใช้กับบุรุษสองคนที่มากับนางหายไปไร้ร่องรอย เกวียนใหญ่สองคันที่บรรทุกผักสดกว่าสองพันชั่งของพวกเขาก็หายไปด้วยเช่นกัน ยังดีที่เกวียนวัวเก่าของพวกตนยังจอดอยู่ตรงที่เดิม

            ผักถูกยกลงตรงนี้ นางเห็นคนงานเข็นผักเข้าไปด้านใน… ถ้าของไม่อยู่ในโรงเตี๊ยม แล้วจะไปอยู่ที่ใดได้อีก!

            เมิ่งหรูรู้สึกทั้งโกรธทั้งเจ็บใจ นางหันกลับไปยังด้านหน้าโรงเตี๊ยม ตะโกนเสียงดังลั่น

            “ข้าเห็นกับตาว่ามีคนยกผักของข้าเข้าไปข้างใน! ผักของข้าต้องอยู่ในโรงเตี๊ยมนี้! คิดจะเอาผักของข้าไปโดยไม่จ่ายเงินงั้นหรือ!”

            เสียงเอะอะทำให้เถ้าแก่ซึ่งนั่งคิดบัญชีอยู่ต้องลุกพรวดออกมา สีหน้าไม่พอใจ “พวกเจ้ามาก่อเรื่องอะไรที่นี่! โรงเตี๊ยมข้าไม่เคยรับผักจากพวกเจ้า!”

            เมิ่งหรูไม่ยอมง่าย ๆ นางก้าวไปข้างหน้า ดวงตาแดงก่ำ “คนขี้โกง! ผักตั้งสองพันกว่าชั่ง จะหายไปได้อย่างไร! หากไม่อยู่ที่นี่ แล้วจะไปอยู่ที่ใดได้อีก! พวกเจ้ารวมหัวกันหลอกพวกเรา!”

            ซูเซิ่นอี้เองก็ยืนกรานเสียงแข็ง “ตอนพวกเรามาถึงยังมีคนยกฟืนยกกระสอบข้าวเข้าไปด้านในอยู่เลย ผักของเราก็ด้วย หากท่านบริสุทธิ์ใจก็ต้องให้เราเข้าไปดูให้เห็นกับตาสิ!”

            เถ้าแก่สีหน้าเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ โบกมืออย่างไม่พอใจ “เหลวไหล! โรงเตี๊ยมข้าทำการค้าขายสุจริต จะยอมให้พวกเจ้าสองคนเข้ามาป่วนได้อย่างไร! ผักอะไรนั่นข้าก็ไม่รู้เรื่องด้วยสักนิด!”

            ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันไปมาเสียงดังขึ้นทุกขณะ จนบรรยากาศในโรงเตี๊ยมเริ่มปั่นป่วน ลูกค้าหลายคนหันมามุงดูด้วยความสนใจ ทันใดนั้นชายผู้หนึ่งซึ่งนั่งดื่มสุราอยู่มุมห้องก็เอ่ยขึ้น

            “ช้าก่อน! ตอนที่ข้ามาถึง ข้าเห็นมีเกวียนบรรทุกผักจำนวนมากเข้ามาจริงๆ เป็นเกวียนใหญ่สองคัน เกวียนเล็กอีกหนึ่งคัน ข้าว่าพวกเขาไม่ได้มาก่อกวนเล่นๆ หรอกนะเถ้าแก่"

            คำพูดนั้นทำให้เสียงซุบซิบดังขึ้นทันที เถ้าแก่ชะงัก สีหน้าลำบากใจยิ่งกว่าเดิม หากตนยังคงยืนกรานปฏิเสธต่อไปก็เกรงว่าจะถูกมองว่ามีพิรุธ ในที่สุดจึงกัดฟันพยักหน้า

            “ดี! เช่นนั้นก็เข้าไปดูหลังร้านให้รู้กันไปเลย แต่เพื่อความยุติธรรมข้าจะเชิญเจ้าหน้าที่มาร่วมเป็นพยานด้วย”

            ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ทางการซึ่งประจำอยู่แถวนั้นก็ถูกเชิญมา ทุกฝ่ายจึงเดินตามกันไปยังลานหลังโรงเตี๊ยม เมิ่งหรูก้าวเดินด้วยหัวใจที่ทั้งหวังทั้งหวาด 

            พวกนางยอมเสียเวลาอยู่ที่นี่ต่อสี่วัน เสียเงินค่าที่พัก ค่าอาหาร และยังควักเงินซื้อผักมาเป็นต้นแบบเพิ่มอีกไม่น้อย หากตามผักกลับมาไม่ได้จริงๆ ทั้งหมดที่ลงทุนลงแรงไปก็เท่ากับขาดทุนแล้วจริงๆ!

    คล้ายกับเรื่องข้าไม่อยากเป็นนางร้ายในนิยายป่าเถื่อน ที่คุณอ่าน