ศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ

    ศาลเทพสวรรค์ ตอนที่ 78 : น้ำตาของหนึ่งอิสตรี กับ หนึ่งบุรุษที่มิอาจรับรู้

    ในห้วงแห่งความโศกเศร้า ไม่ช้าหลงหลินก็ได้สตินางกล่าวถามฉินเทียนอยู่มากหลาย หากแต่ไม่ช้าฉินเทียนก็นำเสื้อคลุมหนา มาคลุกกายให้แก่นางพร้อมพูดกล่าวว่าที่นี่อยู่ต่อได้อีกไม่นาน พวกเราจำต้องรีบเร่งออกจากที่นี่เสีย ไม่ช้าหลงหลินก็พยักหน้ารับ นางคล้ายรู้แจ้งถึงสิ่งที่เกิดขึ้น


    แม้ตอนนี้ในใจนางจะช่างมีความสับสนในใจยิ่งนัก


    นั่นเพราะว่าพี่ใหญ่คนนี้ของนาง สำหรับนางแล้วเป็นเพียงแค่ผู้บำเพ็ญผู้น่าสงสาร ภาพจำของนางคือบุรุษผู้ผอมโซ ผู้ซึ่งมักสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่ออยู่เสมอ


    หากแต่วันนี้กลับช่างแตกต่างนัก พี่ใหญ่ฉินช่างดูสมชายชาตรี อาจหาญเกินใคร รูปร่างผอมแห้งมิมีให้เห็นอีกต่อไป มัดเนื้อกล้ามแน่น ได้สัดได้ส่วน มิมากไปไม่น้อยไป ทีท่าที่ดูเป็นบัณทิตยากไร้ในวันวาน กับกลายเป็นยอดบุรุษทรงภูมิ หากมีผู้ใดบอกกล่าวว่า พี่ใหญ่ฉินของนางคือปราชญ์เมธี หลงหลินก็แลดูจะเชื่อในทันที


    ความตกใจของหลงหลินยังไม่ทันจางหาย


    เมื่อนางพบว่า คนที่ยืนรอพี่ใหญ่ฉินของนางต่างก็เป็นระดับกึ่งตำนาน นางตกตะลึงแทบจะไม่เชื่อสายตา ใคร่รู้เหลือเกินว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร


    หากแต่กึ่งตำนานว่าตกตะลึงแล้ว


    หากแต่เมื่อเหอซือห้าวเดินมาหลงหลินแทบจะร้องอุทาน นิมันเรื่องบ้าบออะไรกัน


    นางจากกับพี่ใหญ่ฉินแค่ปีกว่า เหตุใดพี่ใหญ่ฉินจึงดูคล้ายนายน้อยจากตระกูลสูงศักดิ์ไปได้ หรือว่าที่ผ่านมานี่คือการแกล้งแสร้งทำตัวอ่อนแอ ที่จริงแล้วเป็นคุณชายในตระกูลสูงศักดิ์มาตลอด


    หากแต่เมื่อหลงหลินขบคิดก็แลดูจะเป็นไปไม่ได้ นางเคยเห็นมารดาของพี่ใหญ่ฉินเมื่อครั้งเยาว์วัย นอกจากนั้นนัยน์ตาที่แสนโศกเศร้าของพี่ใหญ่ก็เป็นเรื่องจริง


    ก้าวเดินไปหลายสิบก้าว หลงหลินก็สังเกตเห็นกำแพงสองข้างของผนังถ้ำล้วนมีน้ำแข็งสีชาดเกาะหนาอยู่ สิ่งนี้คืออะไรกัน หลงหลินใคร่อยากถาม


    ส่วนฉินเทียนก็รับรู้ หากแต่ก็พูดกล่าวเหมือนเดิม เมื่อออกจากที่นี่แล้วพี่ใหญ่ฉินผู้นี้จะเล่าให้เจ้าฟัง


    พูดไปพี่ใหญ่ฉินก็หัวเราะไป หลงหลินสับสนเป็นที่สุด


    ไม่ช้าก็ออกจากผาสำนึกตนได้ ณ ที่แห่งนี้นางคุ้นเคย


    เมื่อนางเดินก้าวได้หลายสิบก้าวผ่านพ้นประตู ก็เห็นร่างร่างหนึ่งนอนจมกองเลือด นอกจากนั้น ยังมีอีกหลายสิบ ถูกร่ายฤทธาผนึกในซากกองหิน กลายเป็นรูปปั้นมนุษย์ศิลาหลายสิบคน โดยสิ่งเดียวที่ทำให้รู้ว่าแต่ละคนยังมีชีวิต ก็คือลมหายใจที่ออกมาจากทางจมูก ดูท่าผู้ร่ายฤทธิ์ยังนับว่าเมตตาอยู่ไม่น้อย เพียงแค่ผนึกแต่ไม่สังหาร


    ไม่ช้าฉินเทียน หลงหลิน เหอซือห้าวและเหล่าพี่น้องก็ออกจากผาสำนึกตนของสำนักฟ้าอนันตร์ได้สำเร็จ ฉินเทียนขีดเขียนข้อความวิญญาณ ไม่ช้าค่ายกล ณ ผาสำนึกตนก็กลับมาเป็นปกติ หลังจากที่เมื่อครู่เกิดเป็นรูโหว่แห่งอิทธิฤทธิ์ทำให้ทุกผู้คนสามารถเดินเข้าออกได้สะดวก


    จากนั้นไม่นานเหอซือห้าวก็นำเกี้ยวอิทธิฤทธิ์ออกมาพร้อมเชิญคุณชายน้อยฉินเทียนและสตรีวัยเยาว์หลงหลินขึ้นเกี้ยวอิทธิฤทธิ์นี้ เพราะเหอซือห้าวรู้ดี แม่นางหลงหลินนั้นมิใช่ผู้โบยบิน


    ในเกี้ยวอิทธิฤทธิ์ไม่ช้าเสียงใสๆ ของหลงหลินก็เจื้อยแจ้วเสียงดังร้องตะโกนถามราวกับเป็นเด็กน้อยอีกครั้ง


    "!!!พี่ใหญ่ฉิน ท่านเป็นมายังไงถึงได้มาที่นี่ได้ และนอกจากนั้นตอนนี้ท่านมีระดับบำเพ็ญระดับใดแล้วเล่า เหตุใดแค่ปีกว่าตัวท่านถึงเปลี่ยนแปลงได้มากถึงขนาดนี้ ข้าจำได้ว่าในราวปีกว่าท่านพึงเป็นผู้บำเพ็ญระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีขาวจางหนึ่งจุดแต้มเท่านั้น" หลงหลินพูดกล่าวเสียงดัง


    และมันก็ดังมากพอที่จะทำให้เหอซือห้าวและพี่น้องของมันต้องตกตะลึง


    การเป็นผู้โบยบินระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้ม 5 จุดแต้มในวัย 18 19 ปีก็นับว่าน่าตกตะลึงแล้ว หากแต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าก็คือ จากระดับขาวจางมาสู่ตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้มคุณชายน้อยฉินเทียนใช้เวลาเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้นรึ


    เหอซือห้าวได้ยินได้ฟังเช่นนี้ก็คล้ายสั่นกลัว พร้อมใคร่รู้นัก


    ฉินเทียนยิ้มจางๆ ก่อนจะทำอาชีพมิจฉาชีพที่คุ้นเคยของมันอีกครั้ง เริ่มแต่งเรื่องแล้วกล่าววาจาโป้ปดอย่างคุ้นชิน


    "หลงหลินพี่ใหญ่ผู้นี้ของเจ้านับว่าฟ้าดินยังเห็นใจ เมื่อราวหนึ่งปีก่อนได้กราบมหาบุรุษผู้หนึ่งเป็นอาจารย์ จากนั้นมาชีวิตก็เปลี่ยนแปลง การบำเพ็ญก็ก้าวหน้า เป็นดังเช่นที่เห็นทุกวันนี้"


    ไม่ช้าหลงหลินจะรีบพยักหน้ารับ


    ส่วนพวกเหอซือห้าวได้ยินเช่นนี้ก็คล้ายจะเข้าใจ นายท่านย่ำฟ้ามิใช่ธรรมดา จะเสกคนผู้หนึ่งให้สูงหรือต่ำก็คงทำได้ง่ายราวพลิกฝ่ามือ ไม่น่าเชื่อแม้แต่ความสามารถยกระดับการบำเพ็ญยังสูงล้ำถึงเพียงนี้ หากแต่เมื่อพวกมันคิดถึงหมอกเซียน 1,000 ปีในเทวสถานของนายท่านแล้ว สุดท้ายก็ยอมรับ หากเป็นที่นั่นเรื่องใดๆ ก็น่าล้วนเป็นจริงได้


    แค่พวกมันอยู่ที่นั่นวันสองวัน ยังรู้สึกเหมือนได้บำเพ็ญมาแรมเดือน ยังไม่ต้องพูดถึงผู้อื่น ยิ่งผู้มีพรสวรรค์และเส้นชีพจรวิญญาณวพิเศษกว่าคนอื่น เทวสถานของนายท่านย่ำฟ้าคือสวรรค์ของเหล่าผู้บำเพ็ญดีๆ นี่เอง


    จากนั้นไม่นานหลงหลินก็ราวกับพูดไม่หยุดถามนู่นถามนี่ตลอด


    หากแต่ในไม่ช้าเมื่อนางนึกถึงบุรุษผู้หนึ่งได้นาง นางก็คล้ายเงียบงัน


    พร้อมกับอยู่ๆ น้ำตาก็รินไหล


    ฉินเทียนนั่งนิ่งจดจ้อง มันรับรู้ว่าน้องสาวผู้นี้ของมันกำลังร้องไห้เพราะใคร และเรื่องอะไร


    ไม่ช้ามันก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมพูดกล่าว


    "เจ้าคิดถึงจางหมิงรึ น้องสาวตัวน้อยของพี่ใหญ่"


    หลงหลินหน้าเขินแดงครู่หนึ่ง ก่อนจะปาดเช็ดน้ำตาของตัวเอง พร้อมพยักหน้ารับเบาๆ


    "บุรุษผู้นั้นดีต่อเจ้าไหม"


    หลงหลินพยักหน้าพร้อมพูดกล่าวว่าดีทันทีโดยมิต้องคิด ไม่ช้าฉินเทียนก็ถามต่อ


    "เขาหล่อรูปงามกล่าวพี่ใหญ่ฉินคนนี้ไหม"


    หลงหลินก็พยักหน้าอีกครั้ง พร้อมพูดกล่าวบอกว่าว่า หล่อกว่า


    ฉินเทียนร้องหึคำหนึ่งจากนั้นก็กล่าวถาม


    "เจ้าชอบเขา..."


    หลงหลินพยักหน้า ก่อนที่ในไม่ช้าจะได้สติ แก้มของนางแดงระเรื่อในทันที เขินอายกับวาจาของตัวเองนัก


    ฉินเทียนหัวเราะยกใหญ่ พร้อมเอานิ้วจิ้มที่กลางหน้าผากของสตรีตัวน้อยผู้ที่มันรักประดุจน้องสาวแท้ๆ ของตัวเอง "เจ้าโตแล้วรึ... พี่ใหญ่ฉินยังมิยอมรับมัน นอกจากนั้นอย่างน้อยๆ เจ้าก็ควรโตกว่านี้เสียหน่อยจึงค่อยคิดเรื่องบุรุษและสตรีพวกนี้"


    ไม่ช้าหลงหลินก็ร้องหึ คล้ายมีความโกรธและความเศร้าในคำพูดอยู่พร้อมๆ กัน


    "ข้าชอบพี่ใหญ่จางแล้วจะมีประโยชน์อะไร ก็... ก็พี่ใหญ่จางไม่อยู่กับข้าอีกแล้ว" ไม่ช้านางก็ร้องไห้ มือหนึ่งเช็ดน้ำตา มือหนึ่งเอามาตีอกของฉินเทียน


    ฉินเทียนหัวเราะเหอๆ เบาๆ อยู่หลายที


    เมื่อมันเห็นนางก็พูดกล่าว ด่าว่าฉินเทียนพี่ใหญ่ผู้นี้ไร้หัวใจและไม่รักนางอีกแล้ว


    "พี่ใหญ่นิสัยไม่ดี ท่านแกล้งข้า ปากท่านก็วาจาไม่ดี พูดมาก็มีแต่ถ้อยคำเน่าเหม็นไม่น่าฟัง ท่านหยุดพูดถึงพี่ใหญ่จางของข้าได้แล้ว ที่เขาต้องเป็นแบบนี้ก็เป็นเพราะข้า"


    อืมมมมมม ฉินเทียนหึมหำพยักหน้ารับ


    "หลงหลิน เจ้ามิสนใจแล้วรึว่าพี่ใหญ่ฉินมาช่วยเจ้าได้อย่างไร"


    "ไม่สน!!!" หลงหลินพูดพลางกอดอกบิดกายไม่หันมอง


    ไม่ช้าฉินเทียนก็หัวเราะเสียงดังพร้อมพูดกล่าว "พี่ใหญ่ฉินอยากรู้เจ้าอยากจะเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์กับพี่ใหญ่ฉินหรือไม่"


    "ไม่ ข้าไม่สนใจ ข้าไม่ชอบร่ำเรียกกับบุรุษปากร้าย ถ้าเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์กับท่านข้าก็ต้องพบเจอปากเหม็นๆ ของท่านบ่อยๆ ข้าจะกลับบ้าน กลับไปอยู่กับท่านพ่อ ครองตัวเป็นม่าย" พูดกล่าวถึงตรงนี้นางก็ร้องไห้อีกครั้ง


    ฉินเทียนเกือบหลุดขำ แม่ตัวดีเอ็งไปได้เสียกับไอ้จางหมิงตั้งแต่เมื่อไหร่ หากมันปล้ำเอ็ง บิดาจะใช้สิบย่างก้าวแล้วไปเฉือนหำตรงหว่างขามันที่ศาลเทพสวรรค์ เอาไปให้หมากินทันที


    ไม่ช้าฉินเทียนก็กล่าวถามแม่ตัวดีเอ็งได้เสียกับจางหมิงแล้วรึ


    ไม่ช้านางน้องสาวตัวน้อยก็พูดกล่าวบ่นด่าฉินเทียนคำโต


    "พี่ใหญ่จางเป็นสุภาพบุรุษมิทำเรื่องต่ำทรามนอกประเพณีเช่นนั้นให้ข้าเสียหายหลอก หากแต่ถ้าเขารักข้า ข้าก็จะแก้ผ้าให้เขาปล้ำทันที"


    ฉินเทียนชี้หน้าหลงหลินมือไม้สั่น "ข้า... ข้าจะกลับไปสังหารไอ้จางหมิงมันเดียวนี้"


    ไม่ช้าหลงหลินก็พูดกล่าวต่อว่าฉินเทียนทันที "พี่ใหญ่จางตายแล้ว ท่านจะไปสังหารเขาอีกทำไม หรือท่านจะไปดึงศพเขามาตัดคอซ้ำ พี่ใหญ่ฉินท่าน... ท่านช่างต่ำทรามเหลือเกิน"


    พูดถึงตรงนี้ฉินเทียนก็ร้องเห่อในลำคอ


    "ไอ้เดรัจฉานจางหมิงมันตรงตายที่ไหน มันอยู่ในสำนักบำเพ็ญเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์กับพี่ใหญ่เจ้า หากแต่ตอนนี้มันพิการอยู่ ท่านอาจารย์ให้พี่ออกตามหาโอสถรักษาชีพจรวิญญาณให้แก่มัน เห็นทีงานนี้คงต้องปล่อยให้มันพิการจนตายเสียแล้ว โอสถสมุนไพรใดๆ ข้าจะมิหาให้มัน"


    ฉินเทียนพูดกล่าว


    หลงหลินนัยน์ตาโต


    ก่อนจดจ้องไปที่พี่ใหญ่ฉินของนาง


    ไม่ช้าน้ำเสียงแง่งอนกลับกลายเป็นหวานหยดย้อย แลดูว่าน้ำตาลเคี้ยวก็ยังไม่หวานเท่า


    หลงหลินคลานเข่าเหมือนสุนัขใบหน้าหน้าจดจ้องฉินเทียน พร้อมดึงมือไม้ไปเกาะกุม "พี่ใหญ่ฉินจ้าาา คนดีของน้อง เมื่อกี้พี่ใหญ่ฉินพูดว่าอะไรรึเจ้าคะ หลงหลินฟังไม่ถนัดหูเท่าไรเจ้าคะ"


    ฉินเทียนยื่นหน้ากระซิบข้างหูนาง "ไอ้เวรนั้นยังไม่ตาย แต่มันนอนอยู่ที่สำนักบำเพ็ญ" พูดถึงตรงนี้ฉินเทียนก็เบะปากมองบนพร้อมพูดกล่าว "อย่างไรเสียเจ้าก็จะกลับบ้านไปเป็นม่ายแล้วนิ จะไปก็ไปเถอะ พี่ใหญ่ฉินไม่รั้งเจ้าหลอก พูดดีไปด้วยก็เท่านั้น อุตส่าห์หวังดีพูดกล่าวชวนเข้าสำนัก กับเห็นบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งรู้จักกันไม่ถึงปีดีกว่าพี่ชายคนนี้ พี่ใหญ่ฉินคนนี้ช่างเป็นคนบาป ทำดีกับคนไม่ขึ้นจริงๆ อุตส่าห์รู้ข่าวว่าเจ้าลำบาก เดินทางจากแดนไกลเพื่อมาช่วยเจ้าโดยมิต้องร้องขอ หากแต่ข้า...ก็ยัง... เทียบคนที่เจ้ารู้จักแค่ปีเดียวไม่ได้ น้องสาวของข้าหลงหลินคงตายไปเสียแล้ว"


    ไม่ช้าหลงหลินก็ราวกับลูกแมวน้อยกอดแข่งกอดขาของฉินเทียนมันไม่ยอมหยุด


    ไม่เพียงเท่านั้นยังจะดึงหน้า ดึงแก้มมันมาจูบหอม บอกคิดถึงและรักพี่ใหญ่ฉินเหลือเกิน


    เจ้าเด็กนี่ช่างเกินเลย โตเป็นสาวเป็นนางยังทำอะไรเช่นนี้


    ตอนแรกฉินเทียนเอามือดันหน้าผา


    หากแต่ก็หยุดยั่งความหื่นกระหายของนางมิได้ ตัวมันจึงจำเป็นต้องเอาฝ่าเท้าย่ำยันแทน เพื่อดันใบหน้าของหลงหลินให้ไปห่างๆ ตัวมัน


    เจ้าเด็กนี่ช่างเหลือเกิน เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ดู้ดูมันทำ


    ฉินเทียนไม่แปลกใจเลยที่นางกล้าพูดกล่าวว่าจะแก้ผ้าให้จางหมิงปลุกปล้ำ ดูสิ ในตอนนี้นางเหมือนสตรีที่ไหน นิมันนังสุนัขตัวเมียชัดๆ


    และไม่ช้าเวลาก็ค่อยๆ ล่วงผ่าน


    สองพี่น้องก็เปิดใจพูดคุย


    ไม่ช้าก็ต่างเข้าใจกัน พูดคุยขำขันบอกเล่าเรื่องราวของกันและกันสนุกปาก


    .


    .


    .


    ฉินเทียนเดินก้าวมาถึงหน้าโรงเตี้ยมอันดับหนึ่งของมหานครฟ้าอนันตร์ มันพูดกล่าวกับหลงหลินว่าคืนนี้ให้นางพักที่นี่เสีย จากนั้นอีกหลายวันมันจะให้ท่านอาจารย์ของมันมาพบนาง พร้อมมอบของวิเศษให้นางจำนวนหนึ่ง บอกว่าเป็นตัวแทนของอาจารย์มอบชุดศิษย์ให้ล่วงหน้า เมื่อมันยอมรับศิษย์พี่ใหญ่ฉินเป็นอาจารย์แล้ว นางก็ควรได้รับของรางวัล นางพยักหน้ารับ


    ก่อนจะโอบกอดฉินเทียนแน่น


    .


    .


    .


    ในถนนสายหนึ่งมีสตรีผู้งดงามปลอมแปลงอยู่ในร่างบุรุษ


    หากแต่แม้นางอยู่ในร่างแห่งบุรุษเพศ เสน่ห์แห่งนางก็ยังร้ายกาจดังเช่นเดิม ไม่ว่าจะเดินท่องไปที่ใดก็ต้องสายตาของทั้งบุรุษสตรี ค่ำคืนนี้นางหมายเดินชมเมืองชิมของขึ้นชื่อ เวลาว่างในเมืองฟ้าอนันตร์สำหรับนางช่างมีมากมายนัก ไม่ช้านางก็ได้รู้ว่าในมหานครฟ้าอนันตร์ ข้าวต้มกลางคืนที่อร่อยที่สุดอยู่ที่โรงเตี้ยมอันดับหนึ่งของมหานครแห่งนี้


    และพอพูดถึงข้าวต้มกลางคืน นางก็คล้ายนึกถึงใครบางคน นางย่างก้าวอย่างเหม่อลอยรู้ตัวอีกทีก็มาถึงหน้าโรงเตี้ยมอันดับหนึ่งแล้ว


    หากแต่เมื่อนางมาถึง


    นางก็พบว่า


    บุรุษที่เคยนั่งชมเดือนดาราร่วมกับนาง กำลังยื่นกอดรัดกับหนึ่งสตรี


    ทั้งสองคนพูดหยอกล้อแนบสนิท


    ทั้งโอบกอดกันไม่อายฟ้าดิน


    จู๋จี้หวานแหววเกินบรรยาย


    ไม่รู้ทำไมจู่ๆ น้ำตาของนางก็หลินไหล


    อาจจะเพราะพึงรับรู้


    ว่าไอ้บุรุษมักมากผู้นี้มีน้ำหนักในใจของนางเหลือเกิน


    .


    .


    .


    ตุบ ตุบ ตุบ


    ราวกับท้องฟ้าช่างเป็นใจ ในมหานครฟ้าอนันตร์ในค่ำคืนนี้เป็นวันพิเศษบูชาฟ้าดิน จุดพลุไฟเพื่อความมงคล


    .


    .


    .


    ฉินเทียนตอนนี้เกินจะกล่าวด่าว่า หลงหลินตัวน้อยช่างทำตัวไม่สมสตรี พอรู้ว่าไอ้จางหมิงมีชีวิตอยู่นางก็ดีใจเกินบรรยาย


    บอกว่าวันนี้ไม่มีของตอบแทน ดังนั้นจะมอบจุมพิตสตรีของนางให้แทน


    ฉินเทียนด่าว่า พร้อมบอกกล่าว เอาปากเหม็นๆ ของเจ้าออกไปเสีย


    พร้อมเอามือดันยันใบหน้าของนางที่บัดนี้บี้แบนยิ่งกว่าปลาหมึกบด


    ไม่ช้าเสียงพลุไฟจากที่ไหนไม่รู้ก็ร้องดัง เรียกความสนใจจากหลงหลิน


    และในเวลาเดียวกันนั้น


    ไม่รู้ทำไมฉินเทียนคล้ายได้พบสหายที่จากกันไปนาน


    ผู้เคยฝากหมัด มือ เท้าไว้ทั่วร่างของมัน


    สหาย [ลี่หลง]




    .


    .


    .




    ลี่อิ่งน้ำตาไหลอาบสองแก้มนัยน์ตาจดจ้องเจ้าบุรุษชั่วช้า


    .


    .


    .


    และในขณะที่พลุไฟสว่างวาบ


    ไม่รู้ทำไมฉินเทียนตัวมันคล้ายไม่อยากละสายตาจากสหายลี่หลงผู้นี้เลย


    มันได้แต่บอกกล่าวตัวเอง


    นี่คงเป็น... เพราะครั้งหนึ่งลี่หลงผู้นี้เคยช่วยชีวิตมันกระมัง


    และในห้วงหนึ่งที่ตัวมันสนใจแต่เพียงสายตาของบุรุษผู้หนึ่ง


    หลงหลินก็กระโดดหอมประทับจุมพิตที่แก้มซ้ายของตัวมัน


    รอยชาดของสตรีประทับแนบติดกับใบหน้าของมันฉินเทียน


    คล้ายกับเรื่องศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ ที่คุณอ่าน