“เจ้าดู ข้าก็บอกแล้วว่านางใจดำ คิดไม่ถึงจะไปหลอกขอทานข้างถนนมาทำงาน ก็ไม่รู้ว่าหัวใจของนางทำจากเลือดเนื้อหรือเปล่า บาปกรรม ๆ”
เรื่องที่จู้เจียงเจียงพาคนขึ้นเขาไปตัดไม้ไผ่ทำรั้ว ไม่ได้หลบสายตาทุกคน ตอนนี้คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงต่างรู้กันหมดแล้ว
พวกชาวบ้านต่างพากันมานั่งอยู่ในลานบ้านของเพื่อนบ้านของตระกูลเผย พลางชี้ด่าว่าร้ายอย่างโจ่งแจ้ง
ไม่รู้เพราะอิจฉา หรือเพราะจู้เจียงเจียงไม่มาขอให้พวกเขาช่วยทำงานจริง ๆ จึงทำให้พวกเขาขาดค่าแรงส่วนนี้ไป
ความคิดขัดแย้งกันแบบนี้ของพวกเขา คาดว่าพวกเขาเองก็คงยังไม่สังเกตเห็น สรุปก็คือดูถูกจู้เจียงเจียงต่าง ๆ นานา
“แม่นาง พวกเขากำลังพูดถึงใครหรือ?” หลังจากโจวเหลียงเลื่อยไม้ไผ่ท่อนนี้เสร็จ จึงถือโอกาสเข้าไปถามใกล้ ๆ
จู้เจียงเจียงเก็บไม้ไผ่ท่อนนั้นตั้งขึ้น ยกมีดตัดฟืนในมือขึ้นฟันฉับผ่าลงไป ไม้ไผ่กลายเป็นสองท่อน
“พวกเขาพูดถึงข้าเอง บอกว่าข้ากดขี่พวกเจ้า หลอกพวกเจ้ามาช่วยข้าทำงาน” นางพูดอย่างหยอกล้อ
มนุษย์ช่างแปลกประหลาดเสียจริง
ชาวบ้านที่ซื่อสัตย์เรียบง่ายก่อนหน้านี้ ทำไมเวลาแค่คืนเดียวกลับเปลี่ยนเป็นคนโหดร้ายใจดำได้ขนาดนี้ ไม่ว่านางจะทำอะไรก็เหมือนผิดไปหมด
โจวเหลียงเห็นจู้เจียงเจียงถูกพวกชาวบ้านเข้าใจผิด จึงจะช่วยเอ่ยปากแก้ต่างแทนนาง “แม่นางไม่เหมือนแบบที่พวกเจ้าพูด พวกเราไม่ใช่...”
“โจวเหลียง!”
จู้เจียงเจียงดึงแขนเขาไว้ ไม่ให้เขาพูดต่อ “รีบทำงาน อย่าถือโอกาสแอบขี้เกียจ”
ลานหน้าบ้านตระกูลเผยรวม ๆ แล้วก็มีพื้นที่ประมาณสามหมู่ นอกจากบ่อน้ำหน้าบ้าน พื้นที่อื่น ๆ ต่างก็ล้อมรั้วไว้หมดแล้ว
ท่อนไม้หนาเท่าแขนปักลงในดิน ใช้แผ่นไม้ไผ่ปักไขว้กันเป็นรูปร่างตารางรั้วกำแพง ความสูงของรั้วเท่าหน้าอก ใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็ล้อมเสร็จแล้ว
เวลายังไม่ถึงช่วงเย็น โจวเหลียงจึงใช้เศษไม้ไผ่ที่เหลือทำรั้วล้อมกรงไก่ให้จู้เจียงเจียงด้วยเลย
ไก่ที่เลี้ยงอยู่ในกรงใกล้จะขาดหายใจตายแล้ว เมื่อได้รับการปลดปล่อยก็กระโดดขึ้นลงบินออกไปทันที
พวกเด็กที่มากับโจวเหลียงยืนอยู่หน้ากรงไก่ มองไก่กระโดดขึ้นลงในกรงพลางหัวเราะไม่หยุด
“พี่ใหญ่ พี่ดูสิ...” เด็กผู้หญิงตัวพอ ๆ กับเผยเสี่ยวอวี๋เขย่ามือของโจวเหลียง ใบหน้าแดงระเรื่อเพราะความตื่นเต้น
ความอิจฉาในดวงตาทำอย่างไรก็เก็บซ่อนไว้ไม่อยู่
จู้เจียงเจียงทำมื้อเย็นวันนี้ให้พวกเขาอยู่ในครัว ตอนออกมาเทน้ำเห็นฉากนี้โดยบังเอิญ
กลางวันตอนทำงาน นางเคยถามโจวเหลียงเกี่ยวกับเรื่องของพวกเขา แต่โจวเหลียงปิดปากเงียบ ถึงขั้นแม้แต่ชื่อของน้องชายน้องสาวกลุ่มนี้ เขาก็ไม่ยินยอมบอกนาง
นางไม่รู้ในนี้มีความลับอะไรซ่อนอยู่ แต่ผ่านการอยู่ร่วมกันมาหนึ่งวัน นางแน่ใจได้ว่าถึงแม้ตัวพวกเขาจะสกปรกมอมแมม แต่นิสัยยังไม่ถูกปนเปื้อน
น่าเสียดาย ความสามารถของนางในตอนนี้ยังมีไม่พอ ช่วยอะไรพวกเขาไม่ได้
ที่นางทำได้ก็คือรับประกันว่า ไม่กี่วันที่พวกเขาทำงานอยู่บ้านนาง ให้พวกเขาได้กินข้าวอิ่มท้องก็เท่านั้น
“โจวเหลียงพาพวกเขาไปล้างมือเตรียมกินข้าว”
ใกล้มืดแล้ว รีบให้พวกเขากินให้เสร็จ พวกเขาจะได้กลับเร็วขึ้นหน่อย
เป็นเวลาต่อเนื่องถึงสามวัน ทุก ๆ วันฟ้ายังไม่ทันสว่าง โจวเหลียงก็พาพวกน้องชายน้องสาวกลุ่มนั้นของเขามาปรากฏตัวอยู่หน้าลานบ้านของจู้เจียงเจียงอย่างตรงเวลา
ถึงแม้จู้เจียงเจียงจะเคยบอกว่าไม่ต้องให้พวกเขามาเช้าแบบนี้ แต่ฟ้ายังไม่ทันสางพวกเขาก็มาแล้ว
เพราะเป็นบ่อน้ำที่เลี้ยงปลาไว้กินเองปกติ ไม่ต้องขุดลึกจนเกินไป ขุดดินออกมาเล็กน้อย ขอแค่ให้คลองน้ำในคันนาไหลเข้ามาก็พอแล้ว
ดังนั้นไม่ต้องใช้แรงมากเท่าไร
ดินที่ขุดออกมาจากบ่อน้ำก็เอาไปถมในแปลงผัก แปลงผักและบ่อน้ำแบ่งที่ดินหน้าบ้านเท่ากัน เพียงพอจะรับประกันความต้องการในชีวิตประจำวันต่อจากนี้ของตระกูลเผยได้
“โจวเหลียง หลายวันนี้ลำบากพวกเจ้าแล้ว พรุ่งนี้พวกเจ้าพักสักหนึ่งวัน หยุดชั่วคราวไม่ต้อง...”
ตอนจู้เจียงเจียงเพิ่งจะให้วันหยุดกับโจวเหลียง เสียงฟ้าร้องเสียงหนึ่งก็ดังมาจากเหนือศีรษะ
คงไม่เร็วแบบนี้กระมัง?!
ในความทรงจำ ฝนตกหนักทำให้ต้นน้ำแห่งหนึ่งทรุดจนเกิดน้ำท่วมในครั้งนั้น เกิดปลายเดือนเจ็ดไม่ผิดแน่ ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกตั้งหกเจ็ดวันกว่าจะถึงปลายเดือนเจ็ด
“ลมมาแล้ว” โจวเหลียงยื่นมือไปรับสัมผัส
ลมโหมกระหน่ำขึ้นจากศูนย์กลางพื้นโลก พัดเสื้อผ้าที่จู้เจียงเจียงตากในลานตกลงพื้น
เสื้อผ้าพวกนั้นคือเสื้อผ้าเก่าของสองผู้เฒ่าตระกูลเผยและจู้เจียงเจียง วันนี้นางซักหมดแล้ว ซักจนสะอาด คิดว่าจะให้พวกโจวเหลียงเปลี่ยนใส่
“แม่นางไม่ต้องห่วง แค่เสียงฟ้าร้องเท่านั้น ฝนไม่ตกหรอก พรุ่งนี้พวกเรายังมาได้”
โจวเหลียงเหมือนเชี่ยวชาญมาก ยื่นมือรับสัมผัสทิศทางลมที่พัดมากับระดับความชื้นก็รู้ว่าฝนจะตกหรือไม่
จู้เจียงเจียงมองทุ่งนาที่อยู่ห่างไกล ไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่
หลังจากนั้นพักใหญ่ นางถึงตัดสินใจ “ได้ พรุ่งนี้ตอนพวกเจ้ามา ถือโอกาสไปร้านช่างทางทิศตะวันตกของเมืองเอาของที่ข้าสั่งไว้มาด้วย”
จู้เจียงเจียงควักเงินตำลึงออกมาจากหน้าอกยัดไปในมือโจวเหลียง “นี่คือเงินค้างงวดสุดท้าย อีกเดี๋ยวตอนพวกเจ้ากลับก็เอารถเข็นไปด้วย แบบนี้พรุ่งนี้ข้าก็ไม่ต้องยกเองแล้ว”
รอต่อไปไม่ได้แล้ว
เสียงฟ้าร้องและลมพัดครั้งนี้คือสิ่งที่พระเจ้าบอกนางเป็นนัย นางต้องเร่งเก็บเกี่ยวข้าวก่อนพายุฝนครั้งนี้จะลง
“แม่นาง เงินนี้...” นานเท่าไรไม่รู้ที่โจวเหลียงไม่ได้จับเงิน ถืออยู่ในมือเหมือนเป็นของร้อน
นางไม่กลัวว่าเขาได้เงินแล้วจะหายตัวไปหรืออย่างไร?
“ไม่ต้องพูดมาก พาน้องชายน้องสาวกลับไปพักผ่อนเร็ว ๆ เถอะ พรุ่งนี้ต้องเกี่ยวข้าวแล้ว”
จู้เจียงเจียงทั้งเร่งทั้งผลักไล่คนไป
หลังโจวเหลียงกลับไป จู้เจียงเจียงก็คิดด้วยความสับสนอยู่นาน สุดท้ายก็ออกบ้านไป
หลายวันนี้นางแค่พูดคุยกับคนในหมู่บ้านตอนอยู่ลานบ้านตัวเองมาตลอด ไม่เข้าหมู่บ้านเพียงไม่กี่วัน จู้เจียงเจียงก็รู้สึกไม่คุ้นเคยแล้ว
นางตรงมาที่บ้านของสวี่เหล่าเกิน สองผู้เฒ่าตระกูลสวี่กำลังกินข้าวเย็นกันอยู่
บนโต๊ะเก่า ๆ วางข้าวต้มหนึ่งหม้อที่แทบจะนับเม็ดข้าวได้ ในมือสองผู้เฒ่าถือผัดผักป่าสีดำ ๆ แทนการกินข้าวอยู่
“สะใภ้เล็ก เจ้ามามีธุระอะไร?”
ครั้นเห็นจู้เจียงเจียง สวี่เหล่าเกินก็ค่อนข้างแปลกใจ เขานึกว่านางจะไม่มาที่นี่อีกแล้ว
“รีบมานั่งเร็วเข้า ยายแก่ไปเอาถ้วยตะเกียบมาเร็ว”
“ปู่สวี่ไม่ต้อง ข้ากินมาแล้ว”
จู้เจียงเจียงเรียกสองผู้เฒ่าที่จะตักโจ๊กให้นางไว้ บอกจุดประสงค์ที่มาออกไปตรง ๆ “ปู่สวี่ ข้ามาเพราะอยากพูดเรื่องเกี่ยวกับต้นข้าวในไร่นากับท่าน”
“ไร่นา? มีเรื่องอะไรหรือ?” สวี่เหล่าเกินไม่เข้าใจ
ยังมีเวลาอีกเกือบครึ่งเดือนจึงจะเก็บเกี่ยวข้าวได้ เวลานี้ยังมีเรื่องอะไรอีก?
จู้เจียงเจียงกล่าว “ข้าวางแผนจะเริ่มเก็บเกี่ยวข้าวพรุ่งนี้ ข้าแนะนำให้ปู่สวี่รีบไปเก็บพร้อมกันเถอะ”
สวี่เหล่าเกินงุนงง “พรุ่งนี้? ไร่นาเพิ่งหยุดน้ำ โคลนยังไม่ทันแห้งเลย ทำไมรีบร้อนแบบนี้?”
นี่มันไม่สมเหตุสมผล อีกทั้งยังเร่งเก็บเกี่ยวล่วงหน้า ต้นข้าวยังเขียวอยู่เลย ถึงเวลาตากข้าวเปลือกจะแห้งยาก
จู้เจียงเจียงไม่รู้ควรอธิบายกับสองผู้เฒ่าอย่างไร ได้เพียงแค่เน้นย้ำให้พวกเขาทำล่วงหน้า
“ปู่สวี่ ท่านเชื่อข้าสักครั้ง พรุ่งนี้หาโอกาสเรียกทุกคนในหมู่บ้านมา ให้พวกเขาเร่งเก็บเกี่ยวพืชผลล่วงหน้า แต่อย่าบอกพวกเขาว่าเป็นความคิดเห็นของข้า”
สุดท้ายนางก็แข็งใจทนเห็นท่าทางผิดหวังหลังจากจบภัยพิบัติของทุกคนไม่ได้จึงพูดเตือนไป
ส่วนพวกเขาจะฟังหรือไม่ฟังก็ไม่เกี่ยวกับนางแล้ว นางไม่มีอะไรต้องเสียใจภายหลังแล้ว