ตอนที่แปด เส้นทางของเนโครแมนเชอร์
อันที่จริงสารภาพตามตรง ผมรู้สึกเหมือนถูกแจ็กพ็อต ตอนที่ได้อาจารย์วิชาสายธาตุดิน
หลายครั้งที่ผมทำแบบก็อบลินสเลเยอร์ในการเล่นเกมส์กระดาน และ GM จะปาลูกเต๋าใส่หัวเมื่อผมทำแบบก็อบลินสเลเยอร์และโดนเพื่อนในวงการเล่นเกมส์กระดานกล่าวว่า
“ไม่มีGM ที่สติดีที่ไหนยอมให้ทำอย่างนั้นได้หรอก”
อันที่จริงมุกจากเอคเซลเลอเรเตอร์จากเรื่องอินเด็กซ์ที่ว่า “เปลี่ยนแรงหมุนของโลกเป็นพลังงาน” นั้นไม่ใช่เรื่องแปลก
หากเราสามารถทำได้อย่างที่ก็อบลินสเลเยอร์ตีความการใช้เวทมนตร์ ภายในไม่ถึงหนึ่งปี โลกทั้งใบจะกลายเป็นโลกแบบแม็ดแม็กซ์หรือหมัดเทพเจ้าดาวเหนือทันที
จากการที่คนใช้ระดับพลังนิวเคลียร์ใส่กันไปมา
ดังนั้นผมไม่ว่าอะไร GM ที่จะปาลูกเต๋าใส่หัวผมในการทำเรื่องที่จะทำลายเซ็ตติ้งของเรื่อง
แต่ตอนนี้ ชีวิตของผมอยู่บนเส้นด้าย เมื่อไม่ให้ผมครอบครองพลังทางเศรษฐกิจในการให้ผมใช้จ่ายเงิน หรือครอบครองพลังของศักดินาในการปกครองพื้นที่
ครอบครัวผมก็บีบให้ผมเหลือแค่หนทางของฮันมะ ยูจิโร่เท่านั้นเอง
บางครั้งคนเราก็เลือกเดินในหนทางที่คนส่งมาให้เรามั้ง แถมดันส่งอาจารย์สายธาตุดินมาให้เราอีก นี่พระเจ้าต้องการกำลังบอกออะไรกับเราบางอย่างหรือเปล่านี่?
แต่ก่อนที่เราจะทำเรื่องว่อๆอย่างแอคเซลเรอเลเตอร์ เราต้องเรียนรู้ขั้นพื้นฐานให้ได้ก่อน
นี่คือโมเดลการเรียนรู้ที่ผมดัดแปลงมาจากตอนเล่นเกมส์และพยายามจะเก่งให้ได้แบบ นากัซสุดยอดเนโครแมนเชอร์
1.เริ่มจากเรียนเวทย์สายศรัทธาที่เรียบง่ายจากตอนเป็นนักบวช
2.เรียนวิชาเล่นแร่แปรธาตุ
3.เรียนวิชาอักขระสัญลักษณ์
4.เรียนวิชาสมุนไพร
5.เรียนพวกอักษรรูนและวงเวทย์พิธีกรรมต่างๆ
หลักการคือ แม้เราจะอยากเป็นเนโครแมนเชอร์ แต่เนื้อหาที่เราเรียนเพื่อให้เป็นเนโครแมนเชอร์ขั้นสุดยอดได้นั้น อย่างน้อยสามสิบปี ยังไม่มีใครรู้เลยก็ได้ว่าเราหวังจะเป็นเนโครแมนชอร์ เพราะมันมีเนื้อหาที่ต้องเตรียมการด้านพื้นฐานเต็มไปหมดนั่นเอง
ผมเป็นคนชอบแหกกฎดังนั้นจึงต้องศึกษาก่อนว่ามันมีกฎของเวทมนตร์อะไรบ้างจะได้ทำลายกฎเกณฑ์นั้นได้อย่างถูกต้อง
ก่อนอื่นผมก็ต้องชื่นชมโลกนี้ว่า เห็นแต่แนวที่พระเอก นางเอกมาก็เก่งเลยนั้น การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพเอามากๆมีบทเรียนใหม่ๆจากอาจารย์อเลสเตอร์มาเสมอหลังจากที่ผมผ่านบทเรียนอย่างหนึ่งได้
และอีกอย่างที่น่าประทับใจ ผมนึกว่าพวกเราต้องฝึกให้ตรงสายวิชาเวทย์เสียอีก แต่การเรียนสายธาตุอื่นก็ทำได้อาจารย์อเลสเตอร์ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องประหลาดแต่ประการใด
ก็อย่างว่าเมื่อสายวิชาความมืดหาได้ยาก เราก็ต้องเรียนสายอื่นไปก่อนนั่นล่ะนะ
“และเธอสามารถทำให้ โกเลมตัวเล็กๆนี้ขยับไปตามเส้นที่โรยทรายตรงนี้และ..”
โกเล็มตัวน้อยๆแต่มีลักษณะตาสีแดง ร่างกายสีดำต่างกับของอาจารย์อเลสเตอร์ที่ตัวเล็กกว่าครึ่งหนึ่งสีน้ำตาล
เดินไปตามเส้นทางสีน้ำตาลและหยุดลงตามคำสั่ง
อเลสเตอร์กลืนน้ำลายและคิดในใจว่าตอนที่เขาเริ่มฝึกตอนแรกกว่าจะทำได้เท่านี้ก็ต้องประมาณสองสามเดือน
เขาพยายามเอาแบบทดสอบที่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆมาให้เจ้าชายมอเดอไคเรียน แต่ก็เหมือนกับไม่มีผลอะไรเท่าไร ทุกอย่างเจ้าชายทำได้เหมือนกับเรื่องง่ายดาย
โกเลมตัวขนาดเท่าแขนตัวสีดำ ตาสีแดง ค่อยๆรวบรวมทรายจากรอบข้างขยายตัวให้ใหญ่มากขึ้น เดินมาทางเจ้าชายมอเดอไค
“ฮืม ธาตุมีชีวิตด้วยหรือครับอาจารย์?”
อเลสเตอร์ลูบแว่นของตนเอง การทำให้วิญญาณธาตุปรากฏได้มักจะเป็นผู้มีวิชาหรือความผูกพันกับธาตุนั้นๆอย่างแรงกล้าเท่านั้น
โกเล็มสีดำตาสีแดงส่องแสงออกมานี้เป็นธาตุดินอย่างไม่ต้องสงสัย แต่มีคุณสมบัติของธาตุความมืดติดมาด้วย
“ใช่แล้ว องค์ชาย เป็นคำถามทางวงการวิชาการมานาน แต่เราพอจะสรุปคร่าวๆว่า คนที่เป็นที่รักของธาตุนั้นๆจะทำให้สามารถใช้ธาตุนั้นๆได้ดีกว่าธาตุอื่นๆและสามารถทำสัญญากับภูติต่างๆของธาตุนั้นเพื่อเป็นคู่หูได้ด้วย” ตามมุกขายสัตว์น่ารักๆที่เราเคยเห็นของสัตว์ประจำธาตุต่างๆสินะ
อาจารย์อเลสเตอร์เอาวิญญาณธาตุดินที่ลักษณะท่าทางเหมือนทรายที่บินวนอยู่รอบๆเขาออกมาให้ดู
ผมเข้าใจว่านี่มันไม่ใช่แนวทำสัญญากับปีศาจเพื่อพลัง แต่ผมที่ได้รับอิทธิพลจากแฮร์รี่ พอตเตอร์และนิยายต่างๆเรื่องการทำสัญญา ทำให้ผมไม่ค่อยไว้ใจเรื่องการทำสัญญเวทมนตร์มากสักเท่าไร ผมคงต้องศึกษารายละเอียดเรื่องสัญญาไว้มากกว่านี้แล้ว
“ขอบคุณมากครับอาจารย์ ผมจะตั้งใจฝึกไม่ให้อาจารย์ผิดหวัง”
..
“องค์ชายมอเดอร์ไคแสดงความประหลาดมากในการที่สามารถฝึกวิชาข้ามสายได้ ด้วยความเร็วที่ไม่ตกลงในตอนแรกเลย ราวกับว่าเขารู้ดีอยู่แล้วว่าเวทมนตร์ต้องแสดงผลอย่างไร ถึงฝึกฝนได้อย่างไม่ติดขัด หากองค์ชายเล่าเรียนต่อไป คงสามารถทดสอบผ่านระดับหนึ่งจุดได้ภายในไม่ถึงครึ่งปีแน่นอน และองค์ชายได้แสดงความสนใจขอร้องเรื่องของการเรียนเล่นแร่แปรธาตุเพิ่มเติมมาด้วย ข้าฯมองว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราเกี่ยวพันกับการทำให้ใช้วิชาธาตุดินได้ดีขึ้นและการเล่นแร่แปรธาตุ มักไม่เกี่ยวกับเรื่องของธาตุหรือปริมาณเวทย์ของคนคนนั้นเท่าไร แต่อยู่ที่สติปัญญาและความสามารถในการคำนวณของคนคนนั้น เป็นวิชาที่แม้แต่คนที่มีพลังเวทย์น้อยก็สามารถใช้ได้ ดั่งที่ฝ่าบาททรงทราบดีอยู่แล้ว...”
อเลสเตอร์ แบรทฟอร์ท นักเวทย์ดินระดับสามเหลี่ยมของราชสำนัก