มีเพียง “ตำแหน่งหนึ่ง” ที่ไม่ยอมแสดงค่า
ศิษย์เวรยืนมองอยู่นานก่อนจะขยี้ตาแล้วมองใหม่อีกครั้งว่างเปล่าแต่ก็ไม่ใช่ว่างเปล่าเหมือนเงาของอักษรที่ไม่ยอมปรากฏ
เมื่อผู้อาวุโสฝ่ายบันทึกมาถึงเขาไม่แตะศิลาไม่ตรวจซ้ำเพียงมอง…แล้วถอนหายใจยาว
“ไม่ใช่ศิลาผิดพลาด”“แต่เป็นเพราะสิ่งที่มันพยายามบันทึก…ไม่อยู่ในรูปแบบเดิมแล้ว”คำพูดนั้นแพร่กระจายออกไปไม่ใช่ด้วยเสียงแต่ด้วยความเงียบในหอคอยสังเกตการณ์กลางทวีปกระจกสวรรค์ซึ่งสะท้อนเส้นกฎของโลก เริ่มเกิดคลื่นรบกวนเป็นวงไม่แตกไม่ร้าวเพียงแค่ “ไม่ยอมให้ภาพชัด”
ผู้สังเกตการณ์อาวุโสลืมตาขึ้นแววตาที่เคยเย็นชาตลอดหลายร้อยปี ปรากฏแววครุ่นคิด“อีกหนึ่งตัวแปร…”เขาพึมพำ“แต่ครั้งนี้…แตกต่าง”ศิษย์ที่ยืนอยู่ด้านหลังกลืนน้ำลาย“แตกต่างอย่างไรขอรับ?”ชายชรานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบช้า ๆ
“ตัวแปรทั่วไป คือสิ่งที่ยังอยู่ในระบบ แต่ทำให้สมดุลเปลี่ยน”“แต่คนผู้นี้…”“ระบบไม่รู้จะวางเขาไว้ตรงไหน”ในหลายสำนักการประเมินขั้นพลังล้มเหลวพร้อมกันผู้ฝึกตนบางคนรู้สึกเหมือนแรงกดดันของโลก “หายไปชั่วครู่”ราวกับกฎลังเลว่าจะยังควรทำงานต่อหรือไม่ไม่มีใครพูดชื่อเฉินหยวนออกมาตรง ๆแต่ทุกคนคิดถึงเขาเพราะเส้นเวลามันตรงกันเกินไป
ในขณะเดียวกันเฉินหยวนกำลังเดินอยู่บนเส้นทางหินเก่าสองข้างทางคือป่าเงียบไม่มีสัตว์ไม่มีเสียงลมแปลกปลอมเขาไม่รู้ว่าโลกกำลังพูดถึงเขาไม่รู้ว่าชื่อของตนเริ่มไม่ถูกจดบันทึกแต่เขารู้สึกได้—บางสิ่งที่เคย “กดทับ” อยู่เหนือศีรษะไม่อยู่ตรงนั้นอีกแล้วพลังในร่างเขานิ่งไม่หมุนไม่ขยายแต่มันไม่ถูกดึง ไม่ถูกเรียก ไม่ถูกสะท้อนจากภายนอก
เหมือนแม่น้ำที่ยังไหลแต่ไม่สนใจรูปร่างของตลิ่งเฉินหยวนหยุดเดินมองฝ่ามือของตนไม่มีแสงไม่มีสัญลักษณ์ใหม่มีเพียงความรู้สึกแปลกประหลาด—เหมือนตนเอง “ยืนอยู่ตรงจุดที่โลกไม่กล้าเข้ามาใกล้”“ข้ายังอยู่ที่นี่”เขาคิด“แต่โลก…เริ่มทำเป็นมองไม่เห็น”ในสำนักหนึ่งผู้อาวุโสกล่าวประโยคที่ทำให้ที่ประชุมเงียบงัน“หากเราไม่สามารถประเมินเขาได้”“ก็แปลว่า…วันหนึ่ง เราอาจไม่สามารถควบคุมเขาได้”และในหอคอยสังเกตการณ์ชายชราปิดตาลงอีกครั้ง“ผู้ที่ไม่ถูกบันทึก…”“มักไม่จบลงอย่างธรรมดา”เฉินหยวนเงยหน้ามองฟ้าฟ้ายังคงเป็นฟ้าโลกยังคงเป็นโลกแต่เขารู้ดี—ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปเขาไม่ได้เดินอยู่ “ภายใน” โลกอีกแล้วเขาเดินอยู่ที่ขอบ
และโลก…กำลังตัดสินใจว่าจะปล่อยเขาไปหรือจะผลักเขาออก