บทที่ 5 หยุดพี่หก
ฝูเสวี่ยเพิ่งจะจากไปได้ราวสองสามนาที ก็เห็นชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น เป็เพราะอันธพาลสองคนนี้ที่ร้องโหยหวนดังเกินไปก็เลยเป็การเปิดเผยตำแหน่ง โม่เชียนสะดุ้งเมื่อเห็นใบหน้าของชายที่มาใหม่
เป็พี่ชายหกผู้โง่เง่าของเธอ แปลว่าคนที่หนีไปเมื่อกี้คือพี่สะใภ้หกของเธองั้นเหรอ?
ทางด้านกู้ไป๋เหยี่ย เขาไม่คาดคิดว่าจะได้พบกับสาวน้อยคนนี้อีกครั้งอีกในป่า
ข้าง ๆ เธอยังมีชายสองคนคุกเข่าขุดดินด้วยมือเปล่าทั้งน้ำตา บนพื้นดินเปื้อนไปด้วยทั้งเืและเศษเนื้อ พร้อมกับหลุมที่ถูกขุดจนลึกอยู่ตรงหน้าพวกเขา ทันทีที่ชายทั้งสองเห็นกู้ไป๋เหยี่ย พวกเขาก็ร้องไห้และะโราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิต
“พ่อหนุ่มช่วยด้วย! นังปีศาจคนนี้รู้อาคม โปรดช่วยถอนยันต์ออกจากเราด้วย!” พวกเขาครวญครางเสียงดัง แต่กู้ไป๋เหยี่ยไม่มีเวลาสนใจสองคนนี้ เขาก้มและมองไปที่เครื่องจีพีเอส
จากนั้นเขาก็ก้าวขายาว ๆ แล้ววิ่งไปทางจุดสีแดงเล็ก ๆ บนหน้าจอ แต่เขาก้าวไปได้แค่สองก้าว กู้ไป๋เหยี่ยก็ถูกตบหลัง จากนั้นขาและเท้าของเขาก็หยุดอย่างกะทันหัน อีกทั้งร่างกายก็แข็งค้างกลางอากาศ
ราวกับว่ามีการกดปุ่มหยุดชั่วคราวบนโทรทัศน์ กู้ไป๋เหยี่ยนึกถึงชายสองคนที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นตรงนั้นและรู้ว่าเป็ฝีมือของสาวน้อยที่เป็ผู้กระทำ เขาะโเสียงดังว่า
“เธอกำลังทำอะไร ปล่อยฉันนะ!”
“ไม่” โม่เชียนตอบ เธอเดินช้า ๆ ไปตรงหน้าเขา และเอียงศีรษะเพื่อมองดูท่าทางแปลก ๆ ของเขาที่เหมือนไก่กำลังถูกจัดท่าทาง โดยมือข้างหนึ่งและเท้าข้างหนึ่งลอยค้างอยู่กลางอากาศ
“ภรรยาของคุณไม่อยากพบคุณ”
“ไร้สาระเหอะ!” กู้ไป๋เหยี่ยสบถอย่างหงุดหงิด “ปล่อยฉันไปเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นก็อย่าโทษว่าฉันรังแกผู้หญิง!”
“คุณจะทำอะไรได้ คุณทำได้แค่แข็งค้างอยู่ที่นี่ก็เท่านั้น” โม่เชียนพ่นลมหายใจอย่างเ็า หลังจากนั้นก็ยักไหล่อย่างไม่แยแสแล้วเดินไปนั่งขัดสมาธิใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล กู้ไป๋เหยี่ยโกรธจนหัวตื้อไปหมด
“ยัยเด็กตัวเหม็น ปล่อยฉันไปนะ กลางคืนมีอันตรายมากมายและฝูเสวี่ยพูดไม่ได้ เธอจะต้องเกิดปัญหาขึ้นแน่ ๆ ถ้ายังวิ่งไปรอบ ๆ หมู่บ้านคนเดียว ้าเท่าไหร่บอกฉันมา ฉันจะเขียนเช็คให้เธอทันที!”
กู้ไป๋เหยี่ยพยายามอย่างเต็มที่ เขาระงับความโกรธและพยายามพูดกับเธออย่างสุภาพ แต่โม่เชียนทำเหมือนหูหนวก นั่งทำสมาธิอยู่ที่นั่นอย่างสงบและไม่สนใจเขา
คนขุดดินสองคนกับคนที่เหมือนถูกกดปุ่มหยุดชั่วคราวมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือใช้ปากเก่งทั้งคู่ พวกเขาพูดทั้งคำดีและไม่ดีสลับกันอยู่ตลอด แต่โม่เชียนเป็เหมือนกับพระเฒ่าผู้กำลังนั่งสมาธิไม่สะทกสะท้านเลย
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมาเธอก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น จากนั้นเธอประสานนิ้วเข้าด้วยกันก่อนจะวาดนิ้วในอากาศ ซึ่งทำให้กู้ไป๋เหยี่ยและอันธพาลทั้งสองได้รับอิสระอีกครั้ง
ชายทั้งสองยกมือขึ้นและกลิ้งไปบนพื้นด้วยความเ็ป ปฏิกิริยาแรกของกู้ไป๋เหยี่ยคือการมองไปที่เครื่องจีพีเอส แต่จุดสีแดงเล็ก ๆ บนหน้าจอได้หายไปแล้ว
เครื่องจีพีเอสนี้เป็เครื่องระบุตำแหน่งที่ทำขึ้นเป็พิเศษของเขา สามารถจดจำเป้าหมายได้อย่างแม่นยำภายในระยะหนึ่งเมตร และจะสามารถจับทิศทางของเป้าหมายได้คร่าว ๆ ในระยะหนึ่งพันเมตรเท่านั้น เกินระยะนี้มันจะไม่แสดงอีกต่อไป
กู้ไป๋เหยี่ยต่อยหมัดใส่อากาศอย่างดุเดือด ด้วยความโมโห เขาชี้ไปที่โม่เชียนเป็การเตือน พลางกัดฟันควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ให้ลงไม้ลงมือกับสาวน้อยคนนี้ พอสงบสติอารมณ์ได้ กู้ไป๋เหยี่ยก็หันหลังกลับ
“เดี๋ยวก่อน” โม่เชียนหยุดเขา “ส่งคนร้ายสองคนนี้ไปที่สถานีตำรวจ พวกเขารังแกภรรยาของคุณ ทั้งตบหน้า ฉีกเสื้อผ้าของเธอ แต่ฉันช่วยเธอเอาไว้แล้ว”
“อะไรนะ” เมื่อกู้ไป๋เหยี่ยได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าของเขาก็กลายเป็บูดบึ้งขึ้นทันที เมื่อชายทั้งสองเห็นสิ่งนี้ก็ร้องออกมาทันทีและปกป้องตัวเองว่า
“ไม่ใช่นะครับ! ผู้หญิงคนนี้โกหก เธอหลอกภรรยาของคุณมาที่นี่ เรามาตามมาเพื่อช่วยภรรยาของคุณ อย่าไปฟังเื่ไร้สาระของผู้หญิงคนนี้” อย่างไรก็ตาม สาวใบ้คนนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่ และไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นจริงหรือเท็จ
ดังนั้นรีบหนีเอาตัวรอดจากหายนะนี้ก่อนเป็ดีที่สุด หลังจากได้ยินคำพูดที่ทำให้สับสนของพวกอันธพาลทั้งสอง โม่เชียนก็เดินเข้าไปหาพวกเขา และนั่งยอง ๆ มองดูทั้งสองอย่างไม่แยแสแล้วชี้ไปที่หลุมขนาดใหญ่ที่พวกเขาขุดไว้
“หลุมศพได้เตรียมเอาไว้แล้ว เลือกเอาว่าจะพูดความจริงหรือถูกฝังที่นี่ ฉันให้เวลาคิดสามวินาที” โม่เชียนพูดโดยยกนิ้วขึ้นสามนิ้วแล้วนับอย่างรวดเร็วว่า “สาม สอง หนึ่ง”
เธอนับโดยไม่มีการหยุดแม้แต่น้อย ชายทั้งสองใมากจนพูดว่า
“เธอนับถอยหลังแบบนี้ได้ยังไง!” แต่ก่อนที่พวกเขาจะพูดจบ โม่เชียนก็หยิบกระดาษยันต์สีเหลืองกองหนึ่งออกมาจากกระเป๋าของเธอแล้วพลิกมันทีละแผ่น เมื่อทั้งสองเห็นเช่นนี้ก็ร้องลั่น
“ว๊ากกก ช่วยด้วย!” ยันต์สีเหลืองนี้น่ากลัวกว่าการเอามีดมาจ่อคอพวกเขาซะอีก หนึ่งในนั้นกลัวจนฉี่รดกางเกง
“ฉันพูดแล้ว ฉันยอมพูดแล้ว ฉันยังไม่อยากตาย!” เมื่อหัวโจกที่คุกเข่าข้าง ๆ เห็นว่าน้องชายของเขายอมจำนน แน่นอนว่าเขาก็ไม่อยากรับโทษเช่นกันจึงร้องไห้ด้วย
“ฉันจะพูดแล้ว ฉันยอมพูดก็ได้” จากนั้นทั้งสองก็สารภาพจนหมดเปลือก ไม่นานก็อธิบายชัดเจนว่ามีใครบางคนสั่งพวกเขา และอธิบายว่าหาฝูเสวี่ยเจอได้อย่างไร สีหน้าของกู้ไป๋เหยี่ยมืดลงและมืดลงเรื่อย ๆ เมื่อเขาฟังคำพูดของสองคนนี้
หลังจากที่ทั้งสองพูดจบ ความโกรธในอกของกู้ไป๋เหยี่ยก็ปะทุขึ้น ชายหนุ่มปรี่เข้าไปทุบตีอันธพาลทั้งสองคนจนทั้งสองฟกช้ำไปทั่วร่าง หัวของพวกเขาปูดบวมเหมือนหัวหมู
หากไม่ใช่เพราะ้าสืบถึงตัวต้นเื่ที่อยู่เื้ั กู้ไป๋เหยี่ยคงจะทุบตีสองคนนี้จนเข้าห้องไอซียูไปแล้ว เมื่อเห็นว่าเริ่มมืดแล้วกู้ไป๋เหยี่ยจึงส่งสัญญาณไปยังคนของเขา ในไม่ช้าบอดี้การ์ดของตระกูลกู้ก็มา
บอดี้การ์ดทั้งหกคนจับคนร้ายทั้งสองอย่างรวดเร็ว และส่งไปที่สถานีตำรวจทันที เมื่อไปถึงโรงพักชายทั้งสองก็อธิบายชัดเจนยิ่งขึ้น พวกเขากลัวมากว่าตำรวจจะปล่อยตัวพวกเขาไปไม่ยอมส่งเข้าคุก
ตอนนี้ข้างนอกน่ากลัวเกินกว่าคุกเป็ไหน ๆ มีทั้งสาวน้อยที่ใช้ยันต์ได้และหนุ่มหล่อที่ใช้กำลัง พวกเขาต่างอันตรายถึงชีวิตทั้งคู่ การได้นั่งในคุกย่อมเป็ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า อย่างน้อย ๆ พรุ่งนี้พวกเขาก็ยังจะได้เห็นแสงอาทิตย์
พวกเขาสารภาพว่าทุกอย่างถูกจัดเตรียมโดยเ้านาย เ้านายคนนั้นเป็ผู้หญิง เธอสวมหน้ากากอันใหญ่และแว่นกันแดดทุกครั้งที่มาเจอ พวกเขาไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเธอเลย ทั้งสองเดาตามความรู้สึกว่าหญิงคนนั้นน่าจะอายุสามสิบหรือสี่สิบปี เธอดูรวยมากเพราะใช้เงินเหมือนไม่เห็นค่าเลย
แต่พวกเขาไม่รู้ว่าจะหาเธอได้ที่ไหน ตำรวจสอบปากคำพวกเขาทั้งคืนและยุติการสอบสวนหลังจากถามหาอะไรไม่ได้อีกแล้ว ส่วนกู้ไป๋เหยี่ยและโม่เชียนยังอยู่ในโรงพักจนถึงดึกก่อนออกไป
ในเวลานี้ ฝนตกหนักในหมู่บ้านต้าต้าว หมู่บ้านต้าต้าวเดิมเป็หมู่บ้านที่ยากจนแห่งหนึ่งในประเทศ ยากจนมากขนาดที่ว่าหมู่บ้านอื่น ๆ เริ่มสลัดความยากจนและร่ำรวยขึ้น แต่พวกเขาก็ยังแทบไม่มีอาหารและเสื้อผ้าเพียงพอ
ทั้งหมู่บ้านมีถนนที่คนสามารถเดินได้สะดวกเพียงสายเดียว พายุฝนที่ตกหนักยิ่งกลายเป็หายนะสำหรับหมู่บ้านที่ยากจนนี้ มันเหมือนเป็การตอกย้ำให้คนจนเหล่านี้สาหัสยิ่งกว่าเดิม
หลังเดินออกจากสถานีตำรวจ รถเอสยูวี*[1]สองคันจอดอยู่ที่ประตู กู้ไป๋เหยี่ยรีบเข้าไปในรถตามด้วยลูกน้องของเขาอีกหลายคน โม่เชียนเป็คนเดียวที่อุ้มแมวและลากรถเข็น อดทนเดินต่อไปท่ามกลางฝนที่ตกหนัก ในชั่วพริบตา คน ๆ หนึ่งก็กลายเป็เหมือนหนูตกน้ำ กู้ไป๋เหยี่ยลดกระจกลงและมองไปด้านข้างที่โม่เชียน
“เธออาศัยอยู่ที่ไหน ฉันจะพาเธอกลับบ้าน”
“บ้านของคุณคือบ้านของฉัน” โม่เชียนตอบอย่างจริงจัง ประโยคนี้ทำให้คนอื่นคิดไปไกล กู้ไป๋เหยี่ยรู้สึกถึงสายตาจาดคนรอบข้าง เขาเงยหน้าขึ้น จ้องเขม็งไปที่ลูกน้องซึ่งกำลังมองเขาในผ่านกระจกมองหลัง จากนั้นเขาก็คว้าร่มแล้วโยนให้โม่เชียน
“โรงพยาบาลจิตเวชต่างหากคือบ้านของเธอ!” หลังจากพูดเช่นนั้นกู้ไป๋เหยี่ยก็ปิดกระจกรถขึ้น แล้วเขาออกคำสั่งทันที
“ขับไป!”
[1] รถเอสยูวี : รถครอบครัวที่สามารถใช้งานได้อเนกประสงค์ มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารถทั่วไป แต่รูปลักษณ์ภายนอกยังคงความสวย โฉบเฉี่ยวแบบสปอร์ต รวมถึงมีความทนทาน สมบุกสมบัน สามารถบรรทุกสัมภาระได้มากกว่ารถซีดานทั่วไป และขับขี่ในเส้นทางที่ต้องบุกตะลุยได้มากกว่า รวมทั้งมีเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ส่วนใหญ่มักเป็รถยนต์แบบ 5-7 ที่นั่ง รองรับการใช้งานสำหรับครอบครัวขนาดกลางและขนาดใหญ่