เล่มที่2 บทที่52ท้าประลองอันดับที่สิบสามของตารางอันดับวิญญาณ
ครู่หนึ่งหลังจากที่หกตราปราณโบราณสั่นไหวไม่หยุดสีหน้าจั่วเฉินก็ฉายแววประหลาดออกมา เขารู้สึกได้ว่าพลังปราณในตัวกำลังปั่นป่วน ในระหว่างที่พลังปราณไหลผ่านจุดเส้นปราณทั่วร่างก็คล้ายกับจะพัฒนาระดับพลังขึ้นอีกแล้ว
เพิ่งจะพัฒนาเป็นระดับหลอมรวมขั้นแปดแท้ๆคิดไม่ถึงว่าจะพัฒนาต่ออีกขั้นในทันที
ภายใต้สายตาของเย่เชียนตี้ที่มองเขาราวกับเป็นตัวประหลาดจั่วเฉินก็เริ่มโคจรเคล็ดวิชาปราณอัสนีอีกครั้ง เพื่อชักนำให้พลังปราณแปรเปลี่ยนหกตราปราณโบราณขณะเดียวกันก็หลอมพลังห้วงมิติรอบข้างไปด้วยพร้อมกับเริ่มฝ่าขั้นพลัง
หนึ่งเค่อให้หลัง จั่วเฉินก็ลืมตาขึ้นที่ส่วนลึกของดวงตาทั้งสองเปล่งประกาย กลิ่นอายพลังทั้งตัวแข็งแกร่งและลึกลับขึ้นกว่าเดิม
“ระดับหลอมรวมขั้นเก้าแล้วสินะ ดีมากแบบนี้ก็มีโอกาสช่วงชิงตารางอันดับวิญญาณมากขึ้นแล้ว” จั่วเฉินพึมพำ
จั่วเฉินคิดไม่ถึงว่าช่วงเวลาสั้นๆจะพัฒนาพลังได้ถึงสองขั้นย่อยเช่นนี้ หลังจากตราที่หกเผยออกมา เขาก็รู้สึกได้ว่าพลังและรากฐานของตนเองกล้าแกร่งขึ้นมากจึงไม่แปลกที่จะพัฒนาระดับพลังได้อีกขั้นในทันที
นี่คือความต่างของจำนวนตราปราณโบราณ แม้ห้าตรากับหกตรานั้นจะห่างกันเพียงแค่ตราเดียวทว่าในด้านความเร็วของการฝึกฝนกลับต่างกันมากถึงสองเท่า วันใดที่ทั้งสิบตราของจั่วเฉินเผยออกมาทั้งหมดความเร็วในการฝึกฝนก็จะมากกว่านี้เป็นสิบเท่า เทียบกับคนทั่วไปจึงนับว่าน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก
...
การประลองตารางอันดับวิญญาณดำเนินต่อเนื่องมาถึงห้าวัน!
อันดับในวันที่ห้านี้ก็เกือบจะนิ่งดีแล้วบรรดาม้ามืดที่ซ่อนตัวอยู่และศิษย์ที่เคยอยู่อันดับต้นๆ ต่างก็ออกมาห้ำหั่นกันจนยึดครองหัวตารางไปได้
เทียบกันแล้ว ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าร่วมสำนักพร้อมกับจั่วเฉินนั้นมีระยะเวลาฝึกฝนที่สั้นกว่าทำให้ระดับพลังนั้นแตกต่างจากพวกศิษย์เก่าอยู่มาก แทบทุกคนจึงลงไปกองอยู่ที่อันดับท้ายๆของตาราง
นั่นยิ่งทำให้ศิษย์ใหม่ที่เหมือนกับเย่เชียนตี้โดดเด่นแม้จะเพิ่งเข้ามาที่ตำหนักนภาปราณยุทธ แต่ก็สามารถทัดเทียมกับศิษย์เก่าหลายคนจนคว้าอันดับต้นๆของตารางอันดับวิญญาณมาได้
เช้าตรู่ของวันที่ห้า จั่วเฉินรีบมาที่ลานของสำนักเมื่อเห็นอับดันบนตารางที่ลอยเด่นอยู่แล้วก็ตาเป็นประกาย
อันดับที่สิบสาม เย่เชียนจ้าน
อันดับที่สิบเก้า เย่เชียนตี้
เมื่อเห็นอันดับของคนทั้งสอง จั่วเฉินก็ยกยิ้มออกมา
ที่เขาสนใจอันดับของคนทั้งสองก็เพราะจั่วเฉินอยากประเมินความสามารถของตนเองว่าตัวเขานั้นอยู่ที่ระดับไหน
บัดนี้จั่วเฉินพัฒนาเป็นระดับหลอมรวมขั้นเก้าแล้วแม้จะยังแตกต่างจากระดับเรียกวิญญาณอยู่มาก แถมระดับพลังก็ยังเทียบสองคนนั้นไม่ได้ทว่าเขารู้ดีว่าหากวัดกันที่การโจมตี กระทั่งเย่เชียนจ้านก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาอยู่ดี
บนแท่นประลองถูกคนไม่น้อยจับจ้อง หลังการต่อสู้รอบสุดท้ายจบลงผู้อาวุโสที่รับหน้าที่เป็นผู้ตัดสินก็ประกาศขึ้นมา
“การประลองตารางอันดับวิญญาณจบลงเพียง...”
“ช้าก่อน!”
จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขัดขึ้น ทุกคนต่างก็หันไปมองทางต้นเสียง
“จั่วเฉินหรือ?”
“เจ้านี่กินดีหมีหัวใจเสือเข้าไปหรืออย่างไรถึงกลับกล้าขัดผู้ตัดสินได้ ไม่อยากอยู่ในสำนักต่อแล้วกระมัง”
ผู้คนพากันกระซิบกระซาบด้วยสีหน้าขบขัน จั่วเฉินผู้นี้ช่างอยู่ไม่สุขแท้ถึงกับรนหาที่ตาย
“มีอะไร”ผู้อาวุโสที่รับหน้าที่ตัดสินจ้องเขม็งมาทางจั่วเฉินด้วยโทสะ
หากจั่วเฉินไม่สามารถบอกเหตุผลที่สมควรออกมาได้การกระทำนี้ก็เท่ากับเป็นการยั่วยุผู้อาวุโสที่มีสถานะสูงส่ง หากถูกตักเตือนเล็กน้อยก็ถือว่าโชคดีแต่ถ้าถูกขับให้ออกจากสำนักก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำเกินเลย
บรรดาบุคคลชั้นสูงของสำนักมองลงมาจากแท่นสูงเหนือแท่นประลองด้วยความสนใจชัดเจนว่าพวกเขาเริ่มสนใจในตัวจั่วเฉินบ้างแล้ว ต่างก็อยากรู้เหตุผลที่เขาพูดขัดขึ้นมา
“ข้าอยากร่วมประลองตารางอันดับวิญญาณ”จั่วเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ท้าประลองตารางอันดับวิญญาณหรือ?
หลายคนตกตะลึงไม่นานก็ได้สติก่อนจะพากันเบิกตาโต
“พรืด... ข้าไม่ได้หูฝาดใช่หรือไม่? เจ้านี่...พูดว่าอย่างไรนะ ท้าประลองตารางอันดับวิญญาณอย่างนั้นหรือ”
ศิษย์บางคนที่ดูอยู่ใต้แท่นประลองถึงกับหลุดขำออกมาราวกับพวกเขากำลังได้ยินเรื่องตลกขบขันอย่างไรอย่างนั้น บรรดาผู้อาวุโสและผู้คุมกฎเองมีสีหน้าประหลาดใจไม่แพ้กัน
ทันใดนั้น ผู้อาวุโสผู้หนึ่งก็หัวเราะออกมา
“จั่วเฉินผู้นี้ช่างโอหังนัก ไม่เห็นสิ่งใดอยู่ในสายตาเลยกระมังถึงจะมีความสามารถถีบตัวเองขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของตารางอันดับเขียวได้แต่กลับมั่นใจในตัวเองเกินไป”
“ถูกต้อง พวกหนุ่มๆ เลือดร้อนยิ่งนักคงต้องฝึกฝนจิตอีกมาก” ผู้อาวุโสอีกคนเอ่ยเสริมด้วยสีหน้าจริงจัง
แม้คนไม่น้อยจะเริ่มถกเถียงกันด้วยความขบขันทว่าผู้คุมกฎเซี่ยโหวอู๋ที่อยู่หน้าสุดกลับยกยิ้มมุมปาก ส่วนลึกของดวงตาส่องประกายอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
ผู้อาวุโสที่ถูกจั่วเฉินเอ่ยแทรกตวาดออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด
“เจ้าล้อข้าเล่นหรือ! ท้าประลองตารางอันดับวิญญาณเนี่ยนะอย่าคิดว่าเป็นที่หนึ่งของตารางอันดับเขียวแล้วจะมีความสามารถท้าประลองตารางอันดับวิญญาณได้อีกอย่าง ผู้ที่มีศิษย์ท้าประลองจะต้องเป็นศิษย์สายในเท่านั้นตอนนี้เจ้ายังไม่มีสิทธินั้น คิดจะทำให้การประลองทั้งสามเสียเวลาไปหรือไร รีบถอยไปได้แล้วเห็นแก่ที่เจ้าเป็นอันดับหนึ่งของตารางอันดับเขียว วันนี้ข้าจะไม่ถือสาเอาความหากมีครั้งหน้าอีกข้าจะลงโทษเจ้าให้หนัก!” ผู้อาวุโสเอ่ยจบก็โบกมือด้วยความรำคาญ
จั่วเฉินไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่าย เขาเพียงแค่นหัวเราะออกมาอย่างเย็นชาก่อนจะพูดต่อ
“ดี นี่น่ะหรือตำหนักนภาปราณยุทธ ข้าคิดว่าที่นี่จะเป็นสถานที่ฝึกฝนชั้นยอดส่งเสริมให้ศิษย์ในสำนักฝึกฝนและประลองกันเอง แต่ดูจากตอนนี้แล้ว ที่นี่ก็ไม่ต่างจากสำนักไร้ค่าเล็กๆทั่วไป ถือว่าข้าตาบอดแล้วที่เข้าร่วมสำนักแห่งนี้”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ!” ผู้อาวุโสได้ยินก็ก้าวเท้าออกมาด้านหน้าปิดตายทางหนีของจั่วเฉิน พร้อมกับปลดปล่อยกลิ่นอายพลังอันกล้าแกร่งออกมาข่ม
“ข้าบอกว่าข้าตาบอดแล้วที่มาเข้าร่วมตำหนักนภาปราณยุทธแห่งนี้”
จั่วเฉินเหลือบมองอีกฝ่ายครู่หนึ่งนอกจากจะไม่ถอยหนีแล้ว ยังลอบโคจรพลังปราณในตัวเพื่อต้านแรงกดดันที่กดทับเข้ามาอย่างยากลำบาก
ดีที่แรงปณิธานของจั่วเฉินนั้นแข็งแกร่งอีกทั้งตอนที่ร่างกายปะทะกับแรงภายนอก ก็ทำให้หินหยกในตัวได้ปลดปล่อยพลังออกมาจึงช่วยให้จั่วเฉินพอจะสามารถต้านทานแรงกดดันจากภายนอกได้
“เจ้าเป็นแค่ผู้ติดตาม กลับคิดจะท้าประลองตารางอันดับวิญญาณงั้นหรือ”เสียงผู้อาวุโสที่รับหน้าที่ตัดสินเย็นเยียบ “โอหังยิ่งนัก!แถมยังไม่เชื่อฟังคำสั่งสอน ศิษย์เช่นนี้ตำหนักนภาปราณยุทธไม่ต้องการข้าขอประกาศว่านับจากนี้ไป เจ้าถูกขับออกจากสำนัก...”
ไม่ทันได้พูดจบ คนผู้หนึ่งก็ร่อนตัวลงมาที่ใจกลางแท่นประลอง
“ทำไมต้องโกรธเช่นนั้นด้วยเล่า”
“ผู้คุมกฎขวา!”ผู้อาวุโสเห็นผู้มาใหม่ก็ตื่นตระหนก รีบเอ่ยต่ออย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าหนุ่มนี่ขัดขวางการประลองอยู่ชัดๆ”
“ให้โอกาสเขาประลองหน่อยแล้วกัน”
ผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นคือเซี่ยโหวอู๋ เมื่อเอ่ยจบเขาก็เบนสายตามาที่จั่วเฉินก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงลึกล้ำ
“เจ้าหนูช่างดื้อรั้นยิ่งนักถึงกับกล้าต่อล้อต่อเถียงกับผู้อาวุโส...”
“ทว่าข้าชอบ”
ประโยคสุดท้ายที่เซี่ยโหวอู๋เอ่ยออกมาทำเอาทุกคนตกตะลึงหากเป็นคนอื่นพูดก็อาจจะพอรับได้ ทว่าพอได้ยินจากปากผู้คุมกฎขวากลับชวนให้รู้สึกประหลาด
เซี่ยโหวอู๋ก่อนหน้านี้เข้มงวดมาก เขาไม่เคยยอมให้ใครทำผิดพลาดเลยแม้แต่น้อยทว่าวันนี้ จั่วเฉินกำลังทำตัวกำแหงและโต้เถียงผู้อาวุโสอยู่แท้ๆ หากเป็นยามปกติจะต้องถูกเซี่ยโหวอู๋ตบกระเด็นและด่าว่าไปแล้ว สุดท้ายก็ต้องถูกไล่ให้ไปรับโทษทัณฑ์ที่ตำหนักลงทัณฑ์คิดไม่ถึงว่านอกจากจะไม่ด่าแล้ว เซี่ยโหวอู๋ยังชื่นชมจั่วเฉินอีก
“เขาเป็นแค่ผู้ติดตามเท่านั้นไม่นับว่าเป็นศิษย์สายใน จึงไม่สามารถท้าประลองตารางอันดับวิญญาณได้”
ผู้อาวุโสที่รับหน้าที่เป็นผู้ตัดสินเอ่ยขึ้นเห็นเซี่ยโหวอู๋มีใจคิดปกป้องจั่วเฉินแล้วก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ ทว่าเซี่ยโหวอู๋ที่ได้ยินกลับโบกมือพลางตอบด้วยสีหน้าไม่ใส่ใจ
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร มีความสามารถจนเป็นที่หนึ่งของตารางอันดับเขียวได้เขาก็นับว่ามีสิทธิเป็นศิษย์ตัวจริง กระทั่งศิษย์สายในก็ยังเป็นได้...”
เซี่ยโหวอู๋กวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะประกาศออกมา
“...ข้าขอประกาศว่านับจากนี้ไปจั่วเฉินคือศิษย์ตัวจริงของตำหนักนภาปราณยุทธ หากสามารถติดอันดับหนึ่งในร้อยของตารางอันดับวิญญาณด้วยล่ะก็จะได้เลื่อนเป็นศิษย์สายในทันที”
สิ้นเสียง รอบข้างก็พลันส่งเสียงฮือฮาขึ้นมา ไม่มีใครคาดคิดว่าจั่วเฉินจะถีบตัวเองขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้ จากที่เป็นแค่ผู้ติดตาม บัดนี้กลับได้เลื่อนเป็นศิษย์ตัวจริงแถมยังอาจจะได้เป็นศิษย์สายในอีกด้วย และที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่า คือผู้คุมกฎเซี่ยโหวอู๋ยังเป็นคนประกาศด้วยตนเองอีก
หลังจากประกาศเรื่องนี้เสร็จเซี่ยโหวอู๋ก็หมุนตัวกลับไปที่แท่นสูงตามเดิม
จั่วเฉินหรี่ตาก่อนจะถามออกมา “เช่นนั้นไม่ทราบว่าข้ามีสิทธิท้าประลองได้แล้วหรือยัง?”
“เอาเถอะ ไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้ามีอะไรดีถึงทำให้ผู้คุมกฎเซี่ยโหวออกหน้าช่วยได้ ถือว่าเจ้าโชคดีแล้วกันข้าที่เป็นผู้อาวุโสก็จะไม่ขวางเจ้าอีก”ผู้อาวุโสที่รับหน้าที่เป็นผู้ตัดสินเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“ตอนนี้อันดับนิ่งแล้วเจ้าเลือกเอาแล้วกันว่าอยากท้าประลองใคร กฎยังคงเดิม เจ้ามีโอกาสแพ้ได้สองครั้ง”
“ได้ เช่นนั้นต้องรบกวนผู้อาวุโสประกาศอันดับแล้ว”จั่วเฉินพยักหน้าน้อยๆ
เมื่อผู้อาวุโสถอยออกไป บนแท่นประลองจึงเหลือเพียงจั่วเฉินที่ยืนตระหง่านอยู่ผู้เดียวเขากวาดสายตามองไปรอบๆ กลิ่นอายพลังในตัวแปรเปลี่ยนไปทันที
เมื่อเห็นร่างหนึ่งที่นอกแท่นประลองแล้วดวงตาของจั่วเฉินพลันเข้มขึ้น ใบหน้าฉายแววเย็นเยียบ
“ข้าขอท้าประลองกับเย่เชียนจ้าน!”
เย่เชียนจ้านอันดับที่สิบสามของตารางอันดับวิญญาณน่ะหรือ?
“บ้าไปแล้วจั่วเฉินผู้นี้รนหาที่ตายแล้ว!”
“โอหังนัก เจ้าจั่วเฉินผู้นี้เรียกร้องความสนใจจากทุกคนหรืออย่างไรก็ถือว่าเขาทำสำเร็จแล้วล่ะนะ ทว่า... หึ ช่างกล้านะ ถึงกับท้าประลองกับเย่เชียนจ้าน”
คนที่อยู่ใต้แท่นประลองพากันหัวเราะ พวกเขาคล้ายจะเห็นจุดจบที่น่าอนาถของจั่วเฉินตอนที่พ่ายแพ้ให้กับเย่เชียนจ้านได้แล้ว