จอมโจรทลายสวรรค์

    ตอนที่ 34 ศิษย์พี่หนานจิ้ง

             เฟยซุนก้าวตรงไปกลางห้อง ด้านในมีลักษณะเป็นสองชั้นดูเรียบง่าย ภายในถูกตกแต่งด้วยพลอยอัสนีและทองคำส่องแสงประกายสีน้ำเงินสว่างไสวไปทั่วห้อง“ภายในห้องนี้ดูเหมือนข้ากำลังอยู่ใต้มหาสมุทร ชั่งน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก” เฟยซุนหันมองรอบห้องด้วยความตื่นเต้น

     

             ตรงกลางห้องมีชุดโต๊ะกินข้าวทรงกลมกับเก้าอีกสามตัวด้านข้างเป็นบันไดติดผนังซุนก้าวเดินขึ้นบันได สิ่งแรกที่มันเห็นคือก้อนหินลักษณะคล้ายก้อนน้ำแข็งไอเย็นแผ่ปกคลุมรอบก้อนน้ำแข็งดูลึกลับ“ก้อนน้ำแข็งนี้มันคืออะไรกัน” มันก้าวเดินไปใกล้ๆบริเวณก้อนน้ำแข็งมันสัมผัสได้ถึงไอเย็นพอมองลงไปแท่นน้ำแข็งชั้นผิวน้ำแข็งดูใสสะอาดทว่าพอจ้องมองเข้าไปลึกๆมันพบกันความขุ่นมั่วไม่สามารถมองทะลุผ่านถึงแก่นน้ำแข็งของก้อนนี้ในผิวชั้นน้ำแข็งพบตัวอักษรถูกสลัก “ศิลาเหมันต์” เมื่อผู้ใช้นอนหลับลงบนศิลา ปราณเหมันต์จะซึมซับเข้าสุดจุดตันเถียนของผู้ที่นอนอยู่บนศิลาก้อนนี้ที่ละน้อยทำให้จุดตันเถียนของผู้นั้นสามารถใช้ออกได้ถึงพลังปราณเหมันต์

     

             ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับผู้ใช้สามารถซึมซับปราณเหมันต์ก้อนนี้ได้มากเท่าใด มันขมวดคิ้วเป็นปมราวกับกำลังครุ่นคิดความเป็นไปได้ “ภายในตัวข้าตอนนี้ มีปราณทมิฬและปราณอัคคีถ้าหากข้าฝืนรับปราณเหมันต์เข้าไปอีกหนึ่งชนิดจะเกิดอะไรขึ้น” มันยืนครุ่นคิดขมวดคิ้วแนบแน่นทว่ามันกับเผลอตัวนั่งลงบนศิลาเหมันต์ได้เพียงชั่วครู่ ปราณเหมันต์พยายามแทรกตัวเข้าสู่ร่างกายมันในเพียงเสี้ยววินาทีปราณทมิฬที่เปรียบเสมือนเจ้าถิ่นในร่างกายมันไม่ยอมรับปราณเหมันต์ชนิดนี้ปราณทมิฬเข้าขับไล่ปราณเหมันต์ออกไปจากร่างกายมันอย่างฉับพลันส่งผลให้ร่างมันต้องเจ็บแปลบ

     

             เฟยซุนหลุดจากการครุ่นคิดพลันส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บในเสี้ยววิ  โอ๊ยยยย   ปราณอัคคีที่ได้รับการสืบทอดจากราชันย์เทพอัคคีลุกไหม้อยู่ภายในร่างราวกับราชันย์เทพอัคคีกำลังระเบิดเพลิงโทสะไม่พอใจพลังปราณเหมันต์ชั้นต่ำกำลังพยายามเข้าหลอมรวมเข้าสู่จุดตันเถียนเฉกเช่นเดียวมัน “ปราณเหมันต์ชนิดนี้อ่อนแอเกินไปไม่สามารถอยู่ร่วมกับปราณทมิฬและปราณอัคคีในตัวข้าได้” เฟยซุนตัดสินใจได้ในฉับพลันมันไม่สนใจในศิลาเหมันต์อีกต่อไป

     

             เฟยซุนเดินสำรวจทุกซอกทุกมุมของบ้านหลังนี้ “บ้านหลังนี้เป็นมิติที่ถูกสร้างโดยมิติที่แยกออกมาขึ้นทับซ้อนในมิติของโครงสร้างอีกชั้นหนึ่งปรมาจารย์ที่สร้างมิติแห่งนี้ คนผู้นั้นจะมีพลังยุทธ์มากมายเพียงใดถึงสามารถสร้างสรรค์มิติที่ซับซ้อนได้ถึงขนาดนี้” มันเอนตัวลงเก้าอี้ไม้แล้วเผลอหลับไป

     

             เฟยซุนสะดุ้งตื่นขึ้นในช่วงรุ่งสางมันเปิดประตูออกพบกับแสงแดดอ่อนๆส่องเข้าสู่ใบหน้าของมันจนตาหยี่มันเดินออกไปไม่ห่างจากตัวบ้าน พบลำธารสายหนึ่ง ปรากฎรอยยิ้มบนใบหน้า มันเร่งรีบปลดเสื้อผ้าจนล่อนจ้อนกระโดดลงลำธารอย่างไม่คิด “เฮ้ออ…กว่าจะได้อาบน้ำสักทีมันชั่งยากลำบาก” เฟยซุนได้อาบน้ำในรอบหลายวันมันใช้เวลาไม่นานก็ขึ้นจากน้ำมาเตรียมตัวสำรวจพื้นที่บริเวณรอบๆในมิติก่อนต้องออกไปเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง

     

             มันเดินทางออกไปนอกบริเวณบ้านมิติห่างประมาณห้าลี้  ในระหว่างทางมันกับต้องประหลาดใจมันไม่พบสิ่งมีชีวิตใดๆ แต่ต้นไม้ระหว่างทางกับพบร่องรอยการต่อสู้มีกรงเล็บขนาดใหญ่ตวัดฉีกต้นไม้หักโค่นเป็นจำนวนมาก ดูแล้วเหมือนพึ่งเกิดขึ้นมานานแล้ว“ตั้งแต่เข้ามา ข้ายังไม่พบสิ่งมีชีวิตใดๆเลย มิติแห่งนี้มันยังไงกันแน่น ดูแล้วไม่น่าปลอดภัยเลย”

     

             มันเดินลึกเข้าป่าไปอีกสองลี้มันพบถ้ำขนาดใหญ่เพียงมันขยับกายก้าวเข้าไปใกล้ถ้ำไอความร้อนแผ่ขยายออกอย่างดุดัน แต่ร่างกายของมันถูกปกคลุมด้วยพลังปราณเทพอัคคีซุนจึงไม่ได้รับผลกระทบจากไอความร้อนชนิดนี้ทว่าหากคนธรรมดามันอาจตกตายโดยที่ไม่รู้ตัว “ไอความร้อนนี้คืออะไรกันไอความร้อนชนิดนี้ไม่ด้อยไปกว่าปราณเทพอัคคีของข้าได้เลย ดูแล้วถ้ำแห่งนี้มีที่มาที่ไปไม่ธรรมดาจริงๆ” มันไม่รีรอก้าวเท้ามุ่งหน้าไปด้วยความเร็ว ขณะที่ซุนกำลังจะถึงปากถ้ำ ลูกแก้วหยกแจ้งเตือนเกิดปฏิกิริยาส่องแสงแจ้งเตือนให้ไปรวมพลที่ลานฝึกภายในสิบห้านาที“บ้าเอ้ย จะมาเรียกร่วมตัวทำไมตอนนี้” มันสบถอย่างหัวเสีย มันจำเป็นต้องยกเลิกการสำรวจถ้ำกระทันหัน

     

             มันหันหลังรีบมุ่งหน้าออกจากมิติแห่งนี้อย่างรวดเร็วในระหว่างทางออกจู่ๆท้องฟ้าเปลี่ยนสีมืดคล้ำเกิดลมกระโชกแรงสร้างความลำบากในการเดินทางออกจากมิติ “บ้าเอ้ยทำไมท้องฟ้าต้องมาเกิดการเปลี่ยนแปลงตอนที่ข้ากำลังรีบเนี่ย” เฟยซุนระเบิดพลังปราณสุดขีดหมายมุ่งพุ่งออกให้พ้นประตูมิติ  ทว่ากลับมีสายลมอันเกรี้ยวกราดขวางกั้นมันไว้อย่างฉับพลันมันถูกกระแทกกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว

     

             เฟยซุนจ้องมองไปยังสายลมด้วยสีหน้างุนงง  ไม่กี่อึดใจสายลมเบื้องหน้าเริ่มก่อตัวคล้ายสิ่งมีชีวิตมันขมวดคิ้วลึกด้วยความประหลาดใจ สายลมเบื้องหน้าของมันกลับกลายมีรูปร่างคล้ายงูสายลมสายนั้นพุ่งเข้าสู่ต้นแขนของซุน โดยที่มันไม่อาจทันตั้งตัว สายลมอันเกี้ยวกราดกลับกลายเป็นงูลมพุ่งเข้ารัดต้นแขนขวาของมันก่อนเลื่อยลงสู่ข้อมืองูลมค่อยๆลดขนาดเลือยไหลเข้าสู่นิ้วชี้ของมัน ก่อตัวเป็นแหวนหยกสีขาวขุ่นมั่ว  “แหวนนี้มันคืออะไรกัน” มันเอามือลูบแหวนของมันทว่ากลับไร้ปฏิกิริยาใดๆทั้งสิ้น  มันจ้องมองไปยังด้านหน้าในตอนนี้ข้างหน้าของมันไร้สิ่งกีดขวางทางออกของมันอีกต่อไป บรรยายกาศรอบมันกลับสู่สภวะปกติทว่ามันยังคงหันซ้ายหันขวาด้วยความประหลาดใจ “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่น” มันไม่สนใจสิ่งอื่นอีกต่อไปพุ่งทะยานออกจากบริเวณนั้นอย่างเร่งรีบ“หวังว่าข้าคงไปทันนะ” ภายในใจเริ่มเกิดสภาวะหวาดวิตกกังวลจะไปไม่ทันตามศิษย์พี่กงซุนเคยย้ำเตือนมัน

     

             เฟยซุนรีบพุ่งออกมาจากประตูมิติ ทว่าบริเวณโถมชั้นหนึ่งกลับไม่มีใครอยู่แล้ว“แย่แล้ว ข้าไปสายแน่นๆเลย” มันเร่งรีบพุ่งไปลานฝึกอย่างรวดเร็วเร่งไม่ถึงสิบอึดใจมันเห็นลานฝึกอยู่ไม่ไกลจากสายตาของมันมันพยายามจ้องมองไปยังบนลานฝึกเห็นชายผิวเข้มรูปร่างสูงใหญ่ยืนอยู่หน้าบรรดาเหล่าศิษย์ใหม่ มันใช้เวลาไม่กี่อึดใจ มันสามารถยืนอยู่ลานฝึก วินาทีแรกที่เท้ามันเหยียบลงบนลายฝึกชายผิวเข้มรูปร่างสูงใหญ่ขยับมือไปด้านหนัาดีดเศษหินก้อนเล็กโดยที่มันไม่ชายตามองมันสักครั้ง

     

             เฟยซุนสัมผัสได้ถึงเศษหินที่พุ่งออกจากมือของชายผิวเข้มเศษหินก้อนนั้นกลับแฝงไปด้วยพลังปราณอันกล้าแกร่ง เมื่อมันเห็นมันตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันรีบเร่งยกแขนเร้าพลังปราณรวบรวมไว้ที่ท่อนแขนอย่างรวดเร็วพลันตั้งรับเศษหินก้อนเล็กอย่างหวั่นวิตก

     

    เปรี้ยงงงง บรรยายกาศโดยรอบบิดเบี้ยวจากพลังปราณที่ปะทะกัน ตูมมมมม

     

             เสียงของปราณสองสายปะทะกันดั่งสนั่นลั่นฟ้าสร้างความสนใจให้บรรดาเหล่าศิษย์ที่ฝึกฝนอยู่รอบบริเวณลานเป็นจำนวนมาก กลุ่มควันปกคลุมรอบบริเวณที่เกิดการปะทะผ่านไปไม่กี่อึดใจสายลมเริ่มพัดพาให้กลุ่มควันเริ่มจางหาย ปรากฏมันนั่งอยู่ในหลุมเสื้อผ้าฉีกขาดออกเป็นริ้ว มุมปากของมันมีคราบเลือด มันจ้องมองชายผู้นั้นด้วยสายตาไม่เข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทว่าชายคนนั้นกลับหันมาจ้องมองมันด้วยสายตาเย็นชา“ข้าไม่สน ว่าเจ้าเป็นญาติใคร ต่อให้เป็นลูกหลานผู้อาวุโสข้าก็ไม่เกรงกลัวที่นี้ข้าคือกฎใครผิดกฎ ข้าลงทัณฑ์ ครั้งนี้คือครั้งแรก ข้าจะไม่ถือความเจ้าจงลุกขึ้นแล้วมาแล้วเดินไปเข้าแถวกับคนอื่นซะ” ชายคนนั้นเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันเย็นราวกับไม่เห็นมันอยู่ในสายตา


             “นี้คือโทษฐานที่มาไม่ตรงตามเวลา การไม่ให้ความสำคัญกับเวลาเป็นสิ่งที่ข้าไม่ชอบมากที่สุด”ชายคนนั้นหันกลับไปเอ่ยกับศิษย์ที่ยืนอยู่ด้านหน้ามัน  “พวกเจ้าก็เหมือนกัน จงจำไว้ถ้าในระหว่างวันที่ข้ามาถ่ายทอดเคล็ดลับการฝึกให้พวกเจ้าถ้ามีผู้ใดมาสาย มันผู้นั้นจะถูกข้าลงทัณฑ์หนักกว่านี้ ครั้งนี้ถือเป็นคำเตือนครั้งสุดท้าย”คำพูดของศิษย์พี่ผิวเข้มรูปร่างสูงใหญ่แฝงไปด้วยพลังปราณอันแข็งแกร่งส่งเสียงดังอย่างกึกก้อง  เหล่าศิษย์พยายามเบือนหน้าหนีด้วยความหวาดกลัวมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถต้านทานแรงกดดันจากศิษย์พี่ผู้นี้ได้

     

             เฟยซุนจ้องมองแผ่นหลังศิษย์พี่ผู้นี้ “หรือว่ามันคือศิษย์พี่หนานจิ้ง”ที่ศิษย์พี่กงซุนที่เคยเอ่ยเตือนไว้ “ข้าอุสาระวังไว้แล้วแท้ๆถ้าไม่ติดเจ้าแหวนบ้านี้มาปรากฎตัวขว้างกั้นข้าไว้ ข้าไม่มีทางที่จะมาสายแน่นนอน” มันนั่งลูบแหวนด้วยความเจ็บใจ

     

             ศิษย์พี่หนานจิ้งจับจ้องไปที่เฟยซุนด้วยสายตาเย็นชา “เจ้า!! ถึงเจ้ามาสายแต่ก็พอมีฝีมืออยู่บ้างสามารถสลายพลังข้าไปถึงห้าส่วน เจ้าชื่ออะไร” มันลุกขึ้นยืนจ้องมองศิษย์พี่หนานจิ้งด้วยความประหลาดใจ“ข้าชื่อฮุ่ยซุน” ศิษย์พี่หนานจิ้งพยักหน้าให้มัน “เป็นเจ้า ที่ก่อเรื่องไว้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าอย่างมากมายแต่ไม่ใช่กับข้ารีบไปเข้าแถวกับศิษย์คนอื่น” มันจ้องมองศิษย์พี่หนานจิ้งด้วยความตกตะลึงมันไม่คาดคิดว่าศิษย์พี่หนานจิ้งจะปล่อยมันไปง่ายดายเพียงนี้ มันเร่งรีบเดินด้วยอาการบาดเจ็บที่บริเวณแขนตอนปัดป้องเศษหินที่แฝงไปด้วยปราณของศิษย์พี่หนานจิ้ง

     

             “ซุน ข้าอยู่นี้” หลิ่งอี้ส่งเสียงให้มันได้ยินก่อนเดินตรงไปหาสหายของมัน หลิ่งอี้ไม่อาจฝืนทนอาการอยากรู้ของมันได้ “ข้าเรียกเจ้าอยู่ที่ด้านหน้าประตูมิติของเจ้าตั้งนานทำไมเจ้าถึงมาสายได้ ศิษย์พี่กงซุนก็ย้ำเตือนห้ามเจ้ามาสายแล้วนิ” เฟยซุนเอ่ยขึ้นด้วยสายตากำลังครุ่นคิด“เจ้าก็รู้ว่ามิติของข้าเป็นเช่นไร บางสิ่งข้าก็ไม่อาจควบคุมได้” หลิ่งอี้จ้องมองมันด้วยสายตาสงสัย“หรือว่าบรรยากาศในมิติของเจ้าปั่นป่วนอีกแล้ว” มันพยักหน้าให้หลิ่งอี้ “ใช่”

     

             “ข้าชื่อหนานจิ้ง ข้าได้รับมอบหมายจากท่านอาจารย์ตงฟางให้มาถ่ายทอดเคล็ดลับการฝึกกระบวนท่าให้พวกเจ้าโดยข้าจะแสดงกระบวนท่าให้พวกเจ้าดูเพียงครั้งเดียว”

     

             ศิษย์พี่หนานจิ้งเอ่ยเสร็จมันเริ่มปล่อยเพลงหมัดออกกระบวนท่าเหวี่ยงหมัดไปข้างหน้าอย่างดุดันก่อนดึงมือคืนกลับหวนเข้าสู่ตัวมัน เดียวอ่อนเดียวแข็งกร้าวแลดูเหมือนปล่อยหมัดอย่างสะเปะสะปะทว่าที่แขนทั้งสองข้างกลับมีพลังลึกลับสีแดงอ่อนห่อหุ้มท่อนแขนทั้งสองอย่างเบาบาง เท้าขวาตวัดเตะขึ้นสองจังหวะอย่างฉับพลันอากาศถูกตัดแหวกเป็นรอยแยกสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าเหล่าศิษย์ใหม่จ้องมองด้วยดวงตาเบิกโพลง พวกมันไม่คิดว่าเพียงกระบวนท่าจะสามารถแยกอากาศออกจากกันได้ถึงเพียงนี้ยามศิษย์พี่หนานจิ้งจะเหวี่ยงหมัดหรือตวัดเท้า เมื่อชักมือและเท้ากลับมาจะมีพลังลึกลับสีแดงอ่อนห่อหุ้มกลับมาด้วย เฟยซุนจ้องมองพลังลึกลับสีทับทิมอ่อนที่ห่อหุ้มแขนและขาศิษย์พี่หนานจิ้งอย่างสนใจศิษย์พี่หนานจิ้งทวนกระบวนท่าอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้กลับเร่งความเร็วจนสายตาธรรมดาไม่อาจจับจ้องทันเหล่าศิษย์ส่วนใหญ่จดจำได้เพียงครึ่งไม่อาจสมบูรณ์

     

             ภาพเบื้องหน้าของเหล่าศิษย์พี่หนานจิ้งกำลังแสดงกระบวนท่าอย่างดุดันอากาศรอบตัวศิษย์พี่หนานจิ้งถูกฉีกขาดเป็นชิ้นๆ มันใช้ฝ่ามือนำอากาศที่ถูกฉีกขาดกลางอากาศผสานเป็นวงรีขนาดใหญ่คล้ายดั่งโล่สร้างความตกตะลึกให้เหล่าศิษย์จำนวนมาก

     

             “ซุน เจ้าเคยเห็นอะไรแบบนี้บ้างไหม” หลิ่งอี้เอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น“ข้าก็เพิ่งเคยเห็นวิธีการแบบนี้เช่นเจ้า” มันก็ตกตะลึงไม่แพ้หลิ่งอี้มันก็พยายามจ้องมองจดจำทุกกระบวนท่า แต่ศิษย์พี่หนานจิ้งนั้นออกกระบวนท่ารวดเร็วเกินการจดจำกระบวนท่าของมันได้ก็ไม่ประติดประต่อ

     

             ศิษย์พี่หนานจิ้งผสานอากาศรอบตัวบีบอัดโล่เป็นทรงกลมขนาดเท่ากำปั้นก่อนโยนขึ้นฟ้ากระจายหายไปราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนศิษย์พี่หนานจิ้งวาดเท้าทั้งสองกลับมายืนชิดสองมือที่บิดงอไปตามกระบวนกลับคืนมา “สิ่งที่ข้าแสดงให้พวกเจ้าดู นั้นคือกระบวนท่าพื้นฐานของสำนักเรา สาเหตุที่มันทรงพลังเพราะความชำนาญยิ่งฝึกฝนบ่อยเจ้าก็ยิ่งสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของกระบวนท่า พวกเจ้าก็คงเห็นแล้วเมื่อเจ้าสามารถเข้าถึงแก่นของกระบวนท่าก็สามารถต่อกรกับผู้ใช้ปราณได้อย่างไม่น้อยหน้า แล้วพวกเจ้าลองนึกถึง ถ้าหากมีคนที่สามารถใช้ปราณผสานกับกระบวนท่าได้เจ้าลองคิดดูว่าคนผู้นั้นจะกล้าแกร่งเช่นไร”

     

             เหล่าศิษย์ใหม่พลันหลับตานึกตามที่ศิษย์พี่หนานจิ้งเอ่ยขึ้นภาพแรกที่พวกมันนึกคือผู้ใช้ปราณเปรียบดั่งพยัคฆ์ที่กล้าแกร่งปกครองผืนดินหากกระบวนท่าเปรียบดั่งปีกที่ติดหลังพยัคฆ์ ยามพยัคฆ์ติดปีกมันสามารถต่อกรเจ้าแห่งนภาที่ปกครองผืนฟ้า

     

             “แต่การใช้กระบวนท่าบางจังหวะมันจะปิดกั้นการเดินพลังปราณ ทำให้ผู้ใช้กระบวนท่าไม่สามารถใช้พลังปราณออกได้เต็มที่ยิ่งใช้ในการต่อสู้ หากลมปราณติดขัดในช่วงชี้ขาดนั้นคือความตาย”

     

             “ในจักรวรรดิมังกรฟ้าของเรา มีน้อยคนยิ่งนักที่สามารถเข้าถึงแก่นของปราณและแก่นของกระบวนท่าได้พร้อมกันอย่างอาจารย์ตงฟางแม้ท่านเป็นถึงปรมาจารย์ด้านกระบวนท่าขั้นสูงสุดของจักรวรรดิมังกรฟ้าแต่ยังมิอาจเข้าถึงแก่นของปราณได้ การที่จะเข้าถึงทั้งสองแก่น คนผู้นั้นต้องมีพรสวรรค์ฟ้าประทานชนิดหาตัวจับยาก"

    องมันของมันณ์งตรงไปโรงอาหารกระทะทองโดยที่มันไม่สนใจใคร

     

    คล้ายกับเรื่องจอมโจรทลายสวรรค์ ที่คุณอ่าน