ตอนที่ 75
ตัวแทนของราชวงศ์มังกร
ดึกสงัด บริเวณตำหนักที่พักของคณะตัวแทนอาณาจักรเมฆคราม ที่ยามนี้พึ่งจะเดินจากไปด้วยชายชุดดำ ชายชุดดำที่ก่อนนี้ได้มาพบกับหยุนซินถง มันที่มาถึงก็กล่าวเรียกหยุนซินถงว่าน้องสะใภ้ ดังนั้นแล้ว คนผู้นี้จึงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากเยี่ยหยุนเฟย รัชทายาทแห่งอาณาจักรนภาทมิฬ
กระทั่งที่เงาร่างของเยี่ยหยุนเฟยกลืนหายเข้าไปในความมืด เงาร่างหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นมาที่ข้างกายของหยุนซินถง เป็นเงาร่างของสตรีที่เรือนผมขาว เป็นตงฟางเยว่ เป็นนางรับฟังอยู่ตลอดเวลา
“ องค์หญิง ท่านเชื่อคำกล่าวของมัน?”
ตงฟางเยว่กล่าวถาม หากหยุนซินถงกลับเงียบงัน แววตาของนางมีเพียงความสับสนที่ไม่อาจคาดเดา
ถัดไปไม่ไกลห่าง เป็นตำหนักที่พักของคณะหานเฟิง... มิถูก ต้องสมควรกล่าวเรียกว่า ตำหนักที่พักของคณะตัวแทนอาณาจักรร่มพฤกษา ที่ซึ่งบัดนี้ ประตูตำหนักได้เปิดออก ก่อนจะก้าวเดินออกมาด้วยหญิงสาวในชุดขาวที่ยังคงปิดผ้าคลุมหน้า แล้วจึงตามติดออกมาด้วยหานเฟิง
หญิงสาวย่อมเป็นเสวี่ยเอ๋อร์ เป็นค่ำนี้ที่นางมากราบพบบิดามารดาของหานเฟิง บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ จนพาให้ท่านทั้งสองที่รับฟังต้องตกตะลึง และโดยเฉพาะเรื่องราวที่ว่า นางเป็นถึงองค์หญิงของอาณาจักรนภาทมิฬ นั่นถึงกับทำให้มารดาของหานเฟิงต้องกลายเป็นแตกตื่นยินดี ท่านกล่าวอยู่เพียงแค่คำว่า
“ ข้าได้ลูกสะใภ้เป็นองค์หญิงผู้หนึ่ง!!…”
แลไปคล้ายยินดีกว่าที่ลูกสะใภ้เป็นคนของสี่แดนผู้พิทักษ์เสียอีก ซึ่งหานเฟิงที่ชมดูก็ขบขัน ไม่รู้ว่ามารดาไฉนจึงอยากให้ตนได้ตบแต่งองค์หญิงเป็นภรรยานัก ซึ่งทีนี้ก็สมมาตรปราถนาไปแล้วกระมัง ท่านจะได้มิต้องมายุแหย่ให้มันต้องจับปลาสองมือ
“ ท่านมิต้องไปส่งข้าหรอก ระยะทางเพียงเท่านี้ ข้าย่อมมิเดินหลง”
เป็นคำกล่าวของเสวี่ยเอ๋อร์ เป็นนางที่หยุดเท้าหันกลับไปกล่าวต่อชายหนุ่มที่เบื้องหลัง
“ ยังคงมีเรื่องต้องสนทนากับเจ้าเป็นการส่วนตัว ใช้เส้นทางวกอ้อมสักหน่อยจะได้หรือไม่?”
เสวี่ยเอ๋อร์พยักหน้ารับ ก่อนจะหมุนตัวสืบเท้าเดินไปตามเส้นทาง ซึ่งหานเฟิงสืบเท้าเดินขึ้นมาเทียบข้าง เอื้อมมือขว้าจบฝ่ามือเรียวบาง แล้วก้าวเดินไปด้วยกัน
ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่อง แมกไม้หนาทึบทั้งสองฟาก บรรยากาศยามค่ำคืนพาให้ผู้คนรู้สึกวิเวกวังเวง แต่ยังมิใช่กับหนุ่มสาวที่เดินจับมือเคียงกัน
“ ท่านคิดกล่าวอันใดก็กล่าว นี่เราก็เดินมากันไกลมากแล้ว”
หานเฟิงยิ้ม “ เพียงอยากใช้เวลาอยู่กับเจ้าสองต่อสองบ้าง มิได้หรือ?”
“ อย่าได้ล้อเล่นแล้ว ท่านย่อมรู้ว่าที่นี่เป็นที่ใด มีตัวตนระดับใดซ่อนเร้น อย่าได้คิดกระทำเรื่องราวไม่สมควร”
“ เจ้าคิดไปถึงที่ใดแล้ว? ข้าเพียงบอกว่าอยากอยู่กับเจ้าเพียงลำพัง หาใช้คิดกระทำอันใด”
เสวี่ยเอ๋อร์ได้ยินคำก็หน้าขึ้นสี แสร้งมองไปทางอื่นไม่กล่าวคำต่อ
เห็นท่าทีของสาวเจ้า หานเฟิงก็ยิ้มขัน “ ไม่ล้อเจ้าแล้ว อันที่จริงก็มีเรื่องที่อยากจะสนทนากับเจ้าอยู่บ้าง… ”
เห็นนางยังไม่ยอมหันมา หานเฟิงจึงกล่าวขึ้นต่อ
“ เจ้ามาร่วมครั้งนี้เป็นผู้ร่วมแข่งขันหรือตัวแทนสำนัก”
“ ข้ามาเป็นตัวแทนสำนัก ร่วมมาพร้อมกับรองเจ้าตำหนัก”
“ ยังคงเข้าใจว่าเจ้าเองก็ต้องการที่จะล่วงรู้ความลับนั้น”
“ ธิดามังกรเชิญท่านชัดเจนเยี่ยงนั้น ไหนเลยที่ข้าจะยุ่งเกี่ยววุ่นวาย”
“ แต่จะกล่าวไป นางที่เชื้อเชิญข้าเช่นนี้ เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”
“ ไม่มีความเห็นใด เพียงเข้าพบนาง ท่านย่อมรู้ในสิ่งที่นางต้องการ”
“ นั่นยังคงต้องรอให้การแข่งขันจบลง”
“ นี่หมายความว่าท่านต้องเข้าร่วมแข่ง?” เสวี่ยเอ๋อร์ถามอย่างสงสัย
“ นางกระทั่งยังต้องการให้ข้าเป็นผู้ชนะการประลอง”
“ คงอยากเห็นท่านแสดงฝีมือกระมัง”
“ กับคู่ต่อสู้เช่นนี้ ไหนเลยจะคนามือ”
“ อย่าได้ประมาทไป” เสวี่ยเอ๋อร์กล่าวเตือน หากคล้ายว่าจะคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบกล่าวคำขึ้นต่อ “ ท่านคงยังไม่รู้กระมัง ว่ารัชทายาทร่วมมากับขณะตัวแทนของอาณาจักรนภาทมิฬด้วย”
“ ยังไม่ทราบ หากเรื่องนั้นคาดเดาได้ไม่ยาก”
“ มันคงพบเห็นท่านแล้ว อย่างไรก็สมควรระวังตัว คนผู้นี้เจ้าคิดเจ้าแค้นนัก มันที่สังหารท่านไม่สำเร็จ ย่อมไม่ยอมวางมือ”
“ เฮอะ!... เช่นมันจะทำอันใดข้าได้ ตัวข้าที่ยามนี้มิใช่อ่อนแอจนได้แต่รอให้มันเป็นฝ่ายกระทำเช่นคราก่อน อีกทั้ง ยามนี้ข้าอยู่ที่วังมังกร ที่ไม่ว่าจะเกิดเหตุอันใดขึ้นมา เชื่อเถอะว่า ธิดามังกรต้องไม่นิ่งเฉยดูดาย”
“ ดูท่านมั่นใจยิ่งนัก”
“ เจ้าย่อมรู้ดี ว่าข้าเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเองถึงที่สุด”
“ ท่านก็อย่าได้ดูเบาเยี่ยหยุนเฟยให้มากนัก มันเองก็มิใช่คนที่ง่ายดายเช่นที่ท่านคิด”
“ ขนาดนั้นเชียว?”
“ พี่รองข้าตกตายเพราะการวางแผนยั่วยุของมัน… หากไม่มีผู้ใดทราบระแคะระคาย”
“ พี่รอง? สวามีของหยุนซินถง?”
เสวี่ยเอ๋อร์พยักหน้ารับ
“ เช่นนั้นข้าจะระมัดระวังตามที่เจ้าบอก”
ส่วนเสวี่ยเอ๋อร์ที่ฟังคำก็พยักหน้า ไม่กล่าวต่อ หากเป็นหานเฟิงที่มีเรื่องจะกล่าว
“ จริงสิ!... ก่อนที่นาวาเหินหาวจะลงจอด เจ้าได้เห็นหมู่เกาะมังกรหรือไม่?”
เสวี่ยเอ๋อร์ส่ายหน้า “ นาวาเหินหาวที่ข้าโดยสาร ผู้คนมากมายยิ่ง จึงมิได้มีโอกาสชมดู”
“ หากเจ้าพบเห็น เจ้าอาจจะบอกว่ามันแปลกยิ่ง”
“ แปลกอย่างไร?”
“ เพราะหมู่เกาะแห่งนี้ ไม่มีปรากฏอยู่ในความทรงจำของข้า”
“ ไม่ปรากฏ?!! ท่านหมายความว่า มันหายไป?”
“ ใช่มันหายไป หากคิดคำนวน คงเป็นช่วงเวลาหมื่นปีก่อนที่ข้าจะย้อนกลับมา”
“ ท่านกำลังจะสื่อว่า ที่ธิดามังกรเรียกตัวท่าน อาจข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้?”
หานเฟิงพยักหน้ารับ “ เดิม ข้าเข้าใจว่าที่ถูกเรียกตัวมาจะต้องข้องเกี่ยวกับเรื่องคำทำนาย หายนะวันสิ้นโลกอะไรนั่น แต่พอได้พบเห็นเช่นนี้… ข้ากลับมีความคิดเป็นอื่นไป”
กล่าวจบก็ทอดตามองดูหมู่ดาวบนฟากฟ้า ขบคิดว่า เรื่องราวในชีวิตนี้มันช่างแปรเปลี่ยนจนยากจะหยั่งคิดคำนวน
เช้าวันต่อมา กลุ่มตัวแทนจากทั้งเจ็ดอาณาจักร และสี่แดนผู้พิทักษ์ ต่างก็ถูกพามายังสนามประลองกลางของราชวัง เป็นสนามประลองขนาดใหญ่ มองเห็นหนึ่งเวทีประลองทรงกลม กว่าครึ่งของเวทีห้อมล้อมไว้ด้วยอัฒจรรย์คนดู ที่ก่อขึ้นคล้ายรูปจันทร์เสี้ยว ทั้งยังมีที่ตรงใจกลางของอัฒจรรย์ ที่แลเห็นเป็นหอคอยสูงตระหง่าน หอคอยอันเป็นที่ประทับของเหล่าเชื้อพระวงศ์
ยามนี้ยังคงเป็นเวลาเช้าตรู่ แต่ที่อัฒจรรย์คนดูล้วนแน่นขนัดไปด้วยผู้คน สนามประลองขนาดใหญ่ ที่แม้อัฒจรรย์จะมีแค่ฟากเดียว หากบรรจุไว้ด้วยผู้คนเรือนหมื่น ผู้คนที่ต่างก็ล้วนแต่เป็นชาวอาณาจักรมังกร สนามประลองแห่งนี้ที่ต่างก็แวะเวียนมากันตั้งหลายครั้งหลายครา ทว่า ครานี้นับเป็นหนแรก ที่มีผู้คนจากแผ่นดินใหญ่เพิ่มมา
ผู้คนจากแผ่นดินใหญ่กว่าร้อยชีวิต ที่ยามนี้ต่างก็พากันอย่างสงบอยู่ในสถานที่ที่ถูกกำหนด ซึ่งเป็นริมขอบของเวทีประลอง หากนั่งกระจายกันออกไปเป็นกลุ่มกอง เป็นอาณาจักรใครอาณาจักรมัน
“ เวทีทรงกลม ไฉนอัฒจรรย์คนดูกลับสร้างล้อมไว้เพียงแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งที่ว่างเว้น ใช่ไว้ให้ผู้ชมทอดตามองท้องทะเลในยามที่การประลองน่าเบื่อใช่หรือไม่?”
ผู้กล่าวเป็นหวังมู่ มันที่พอเห็นรูปแบบการจัดสร้างของสนามประลอง ก็อดสงสัยขึ้นไม่ได้ จึงกล่าวขึ้น หากทว่า ทุกผู้ต่างก็สงสัยเช่นกัน ดังนั้น จึงไม่มีผู้ใดไขข้อข้องใจ
ทว่า ความสงสัยนี้ก็ปรากฏขึ้นมาได้เพียงแค่ไม่นาน เพราะหลังจากนั้นคำตอบก็เฉลยออกมา พาให้พวกมันได้ชมมองต้องตะลึงงัน เมื่อพื้นที่กว่าครึ่งที่สามารถทอดมองเห็นเพียงท้องทะเลและผืนฟ้า ได้ปรากฏขึ้นมาด้วยข่ายเวทย์ขนาดใหญ่ ข่ายเวทย์ ที่ด้านในปรากฏเห็นเป็นกลุ่มคน ที่กึ่งกลางแลเห็นเป็นชายกลางคน ที่สง่างามองอาจ ชายผู้นี้อยู่ในชุดคลุมสีครามปักลายมังกรสีทอง ส่วนด้านขวายืนไว้ด้วยชายชราผู้หนึ่ง เป็นหลงซุน ที่วันนี้สวมไว้ชุดคลุมสีครามที่ปักลายมังกรสีเงิน ส่วนทางซ้ายก็เป็นสตรีที่งดงามผู้หนึ่ง ชุดของนางก็เป็นสีคราม หากปักไว้ด้วยลายมังกรสีทองแดง และยังมี ที่ม่านมุกเบื้องหลัง ก็คล้ายจะเห็นมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งที่ด้านใน
ทันใดนั้น เสียงกล่าวก็ดังกังวานขึ้นจากฝูงชน
“ น้อมคำนับองค์ราชันต์!!!....”
“ น้อมคำนับอดีตองค์ราชันต์!!!...”
“ น้อมคำนับองค์ราชินี!!!...”
“ น้อมคำนับองค์หญิงเทพธิดา!!!...”
ที่แท้กลับเป็นข่ายเวทย์ที่ฉายภาพจากหอคอยสูงที่ด้านบน เป็นภาพของครอบครัวราชวงศ์ ที่มาร่วมชมการประลอง
กระทั่งที่ทุกสรรพเสียงสงบลง ภาพขององค์ราชันต์ในข่ายเวทย์ก็เริ่มกล่าวคำ
“ ยินดีต้อนรับพสกนิกรชาวอาณาจักรมังกรทุกท่าน และยินดีต้องรับแขกผู้มีเกียรติจากแผ่นดินใหญ่...”
“ ตัวเราในวันนี้มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในครั้งนี้ขึ้นมา...”
จากนั้น ก็เป็นคำกล่าวตามธรรมเนียมของจักรพรรดิ ก่อนจะส่งมอบต่อให้พิธีกรประจำพิธีรับช่วงไปในเวลาต่อมา
ข่ายเวทย์หม่นแสงลง ภาพขององค์จักพรรดิและครอบครัวเลือนหาย กลายเป็นเพียงข่ายเวทย์โปร่งแสงที่ยังคงกางไว้เช่นนั้น กระทั่งที่พิธีกรก้าวขึ้นกลางเวที เสียงปรบมือต้อนรับจากฝูงชนก็ดังขึ้นมา พร้อมกับถ้อยคำกล่าวจากพิธีกรที่ดังกังวาน
“ เทพสงครามมีเพียงหนึ่งเดียว!!...”
“ ท้ายที่สุด ผู้ใดจะกลายเป็นเทพสงคราม ยังคงเป็นปริศนา...
“ เพื่อมิให้เป็นการเสียเวลา พวกเรามาร่วมเป็นสักขีพยาน ในการถือกำเนิดของเทพสงครามไปพร้อมๆกัน...”
จากนั้น เสียงเฮจากฝูงชนก็ดังกึกก้องกังวาน กระทั่งที่ต่อมา ข่ายเวทย์ขนาดใหญ่ที่ด้านหลังก็ได้ปรากฏเป็นภาพของตารางรายชื่อ ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน จากทุกกลุ่มอาณาจักร ที่ซึ่งนับรวมแล้ว เป็นจำนวนทั้งสิ้น เจ็ดสิบสี่คน
เหล่าบรรดาผู้เข้าร่วมแข่งขันต่างก็มองหานามของตนบนข่ายเวทย์ ที่บ้างพบเห็นก็พลั้งเผลอลืมเลือน ว่าตนต้องสำรวมกิริยาอาการ พากันชี้มือชี้ไม้ พูดคุยกัน โดยที่ไม่ทันได้สังเกตเห็นกันเลยว่า รายนามที่อยู่บนสุด หาใช่คนในกลุ่มของพวกตน
กระทั่งที่บางคนเริ่มสังเกตได้ถึงความผิดปกติ
“ หืม!!!... หลงจิ้งหยางชื่อแรกนั่น ใช่คนของราชวงศ์มังกรหรือไม่?!!!...”
“ หลงจิ้งหยาง?!!!...”
“ แซ่หลง จึงมีเพียงผู้คนจากอาณาจักรมังกร...”
“ เช่นนั้นเป็นคนของอาณาจักรมังกรแล้ว...”
บรรดาผู้เข้าแข่งขันที่ตระหนักได้ว่าพวกตนมิได้เพียงแค่แข่งขันกันเอง ก็เริ่มที่จะพากันตระหนก เพราะต่างก็รู้สึกหวาดเกรงอยู่บ้าง ที่ต้องมีคู่แข่งเป็นถึงตัวตนระดับตำนาน ซึ่งแน่นอนว่าที่หวาดเกรงมิใช่ความสามารถ หากเป็นฐานะของชาวอาณาจักรมังกร
กระทั่งที่เสียงกล่าวจากพิธีกรบนเวทีกังวานขึ้น
“ ทางอาณาจักรมังกรเราได้ส่งผู้เข้าร่วมชิงชัยในครั้งนี้เป็นจำนวนทั้งสิ้น หนึ่งคน แม้ทางอาณาจักรมังกรเราจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน แต่ขอยืนยันด้วยเกียรติของอาณาจักร ว่าจะไม่มีการลำเอียงแต่อย่างใด…”
“ ผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกท่านล้วนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน บาดเจ็บล้วนเป็นเรื่องของการแข่งขัน จะไม่มีการเอาความต่อกันในภายหลังอย่างแน่นอน”
สิ้นคำ บรรดาผู้เข้าแข่งขันต่างก็ผ่อนคลาย เมื่อทางฝ่ายผู้จัดงานแจงชัดเช่นนี้ พวกมันย่อมแสดงฝีมือได้อย่างสุดกำลัง หากจะมีก็แต่หานเฟิง มันที่ยามนี้เลิกคิ้วสงสัย ว่าราชวงศ์มังกรไฉนจึงส่งคนลงมา เพราะการที่ราชวงศ์มังกรส่งคน นั่นจึงหมายความว่า พวกมันต้องผิดกฏการแข่งขันเรื่องอายุวัย
‘ พวกมันที่เป็นปีศาจ หากคิดส่งปีศาจที่อายุวัยไม่เกินยี่สิบห้า ด้วยข้อจำกัดด้านความสำเร็จในพลังฝีมือ ที่ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่สมควรเกินกว่าปราณพื้นฐานอย่างแน่นอน เช่นนั้น ก็เป็นไปได้ว่าพวกมันจะคิดโกงอายุ ส่งเฒ่าชราอายุวัยพันกว่าเข้าร่วมแข่งขันชิงชัย หรือไม่ก็… ’
‘ หลงจิ้งหยางผู้นี้มิใช่เผ่าพันธ์ปีศาจ’
กระทั่งที่คำกล่าวต่อมาของพิธีกรบนเวทีดังขึ้น ความคิดของหานเฟิงที่ว่าราชวงศ์มังกรคิดโกงอายุ ก็เป็นอันต้องตัดทิ้งไป
“ เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้เข้าร่วมทุกท่าน จึงขอเชิญผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด เข้ารับการตรวจอายุ และระดับพลังบนเวที”
กล่าวจบก็เรียกเอาหลักศิลาตรวจสอบออกมา ผู้เข้าร่วมการทดสอบต่างก็เหลียวหน้ามองดูกัน มิทราบรู้ว่าใครจะก้าวขึ้นไปก่อน กระทั่งที่คนผู้หนึ่งลุกออกมาจากที่ใดก็ไม่ทราบ ตบเท้าก้าวขึ้นบนเวที
มันผู้นี้สวมใส่ชุดผ้าสีครามเรียบง่าย สัดส่วนร่างกายผอมบาง มันเดินตรงไปยังหลักศิลา มิได้ทาบฝ่ามือ หากหมุนตัวกลับมา ก่อนจะกล่าวคำเสียงดังกังวาน
“ หลงจิ้งหยาง อาณาจักรมังกร!!”
กล่าวจบจึงค่อยทาบฝ่ามือลงบนหลักศิลา กระทั่งตัวเลขอายุและพลังแสดงออกมา ก็พาให้บรรดาผู้เข้าแข่งขันต้องสูดลมหายใจเข้าด้วยความตระหนกไปตามๆกัน
“ สิบเก้าปีสี่เดือน ขอบเขตุปราณนภาขั้นสอง”
เสียงประกาศดังขึ้นจากพิธีกร พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงบนข่ายเวทย์ เป็นที่ด้านหลังชื่อของหลงจิ้งหยาง ที่บัดนี้ปรากฏอายุ และความสำเร็จออกมาให้ชมมอง
เสียงปรบมือจากฝูงชนดังขึ้นเกรียวกราว หลงจิ้งหยางตบเท้าลงจากเวที หากไม่มีผู้ใดสืบเท้าก้าวขึ้นไปตรวจวัดระดับพลังต่อ ล้วนเป็นเพราะพวกมันแตกตื่นตกใจ ในอายุวัยและความสำเร็จของมัน หากที่มิได้ตกใจก็เห็นจะมีแต่หานเฟิง มันที่ยามนี้มองตามเงาหลังของหลงจิ้งหยางอย่างครุ่นคิด
‘ คนผู้นี้มิใช่ปีศาจ หากยังไม่แน่ว่าอาจเป็นครึ่งปีศาจ ที่สายโลหิตของมนุษย์เข้มข้น แต่การที่ผู้คน… มิใช่ ต้องกล่าวว่า การบรรดาปีศาจงูทะเลเหล่านี้ ทำราวกับไม่รู้ไม่เห็นว่ามันเป็นมนุษย์ จึงสมควรว่าหลงจิ้งหยางผู้นี้เป็นตัวตนที่รู้จักกันโดยทั่วไป หรือไม่ ก็อาจเป็นราชวงศ์มังกรมีประกาศบางอย่างออกมาตั้งแต่ต้น’
หานเฟิงสรุปข้อสงสัยให้กับตัวเอง ก่อนจะเหลียวซ้ายแลขวา เมื่อไม่พบเห็นผู้ใดก้าวขึ้นเวที ตนจึงเป็นคนลุกขึ้น ก้าวเดินออกไปด้วยตัวเอง
“ หลี่หานเฟิง อาณาจักรร่มพฤกษา”
ก่อนจะตามมาด้วยเสียงขาดรับจากพิธีกรที่ดังขึ้นว่า “ ยี่สิบเอ็ดปีหนึ่งเดือน ปราณปฐพีขั้นสิบ”
เสียงปรบมือดังขึ้นอย่างเป็นพิธี สำหรับอายุวัยและความสำเร็จเช่นนี้ เรียกได้ว่าเป็นมาตรฐานของอัจฉริยะระดับอาณาจักร ดังนั้น จึงไม่มีผู้ใดแตกตื่นตกใจให้กับมัน นอกเสียจาก คนผู้หนึ่ง คนที่สองตาเบิกกว้าง สีหน้าแสดงความเหลือเชื่อ มันที่มองหานเฟิงตบเท้าลงจากเวทีอย่างเลื่อนลอย
“ บัดซบ!!... มันก็แซ่หลี่ นี่ข้าพลาดไปได้อย่างไร”