เสียงก้องกระหึ่มของกลุ่มเซคทาวดังก้องไปทั่วสมรภูมิ ความเป็นระเบียบของการเคลื่อนพลนั้นทำให้หัวใจของทุกคนสั่นสะท้านราวกับระฆังเตือนถึงภัยร้ายแรง สมาชิกในทีมแต่ละคนประจำตำแหน่งตามแผนที่วางไว้ แต่อากาศรอบตัวกลับหนาวเย็นขึ้นผิดปกติ ไม่ใช่เพราะลมหนาว แต่เพราะความหวาดกลัวที่คืบคลานเข้ามาในจิตใจ
“มาแล้ว…” พี่ป๋องกระซิบเบาๆ ราวกับกลัวศัตรูจะได้ยิน ทั้งที่ความจริงพวกมันคงไม่สนใจอะไรนอกจากเป้าหมายตรงหน้า เขาจับถังน้ำมันไว้แน่น ก่อนจะโยนมันออกไปในเส้นทางที่หุ่นยนต์แนวหน้ากำลังมุ่งมา ถังน้ำมันกระแทกพื้นเสียงดัง พริบตาเดียว ลำแสงเลเซอร์จากหุ่นยนต์ก็พุ่งเปรี้ยงเข้าใส่ เปลวไฟลุกโชนขึ้นพร้อมเสียงระเบิด น้ำมันกระเซ็นไปทุกทิศทาง ไฟเริ่มลามตามพื้นที่ชุ่มน้ำมัน เปลวเพลิงสีส้มสดสะท้อนในเลนส์ตาของหุ่นยนต์ที่ไร้ซึ่งชีวิต
แต่พวกมันไม่หยุด หุ่นยนต์ตัวที่โดนไฟคลอกยังคงเดินหน้าต่อ ราวกับไม่มีความรู้สึก ไม่สนใจแม้ร่างของพวกเดียวกันที่ล้มลงจากความเสียหาย บ้างถูกเปลวไฟเผาจนเกราะภายนอกหลอมละลาย เสียงเหล็กเสียดสีกับพื้นดังลั่น แต่ขบวนของพวกมันยังคงเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่อง ดั่งเครื่องจักรที่ไม่มีวันหยุด
“เร่งถอยร่นให้เร็วขึ้น!” อาคิระออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงดุดัน แต่ในใจกลับเต้นแรงจนแทบระเบิด เขาพยายามควบคุมสถานการณ์ให้เป็นไปตามแผน แม้เขาวงกตที่ทีมสร้างไว้จะช่วยชะลอพวกมันได้บ้าง แต่ความเร็วของพวกหุ่นยนต์ยังคงน่ากลัว พวกมันเดินฝ่าเปลวไฟที่ลุกโชนมาเหมือนไม่มีอะไรขวางกั้นได้
“แผนเรายังได้ผลอยู่…” เขาคิดในใจ พลางมองไปที่หุ่นยนต์ตัวเล็กหลายตัวที่เริ่มชะงักเพราะโอเวอร์ฮีตจากความร้อน แต่ความหวังเล็กๆ นี้ถูกทำลายลงในพริบตา
เซคทาวที่ยืนอยู่ท่ามกลางกองทัพของเขาขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจยาว “ข้าปล่อยให้พวกเจ้าลองแสดงฝีมือ แต่กลับได้แค่นี้? โอซิริส เจ้าทำให้ข้าผิดหวังยิ่งนัก!” เสียงของเขาดังก้องราวกับฟ้าผ่า ทุกคำพูดของเขาเหมือนค้อนเหล็กที่กระแทกลงกลางใจของอาคิระอย่างจัง ความเยือกเย็นและดูถูกที่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียงนั้นทำให้มือของเขาสั่นเล็กน้อย
“…เขาไม่ใช่แค่ศัตรูธรรมดา” อาคิระรับรู้ทันทีว่าคนตรงหน้าแตกต่างจากสิ่งที่พวกเขาเคยเผชิญมา
เซคทาวขยับก้าวเดิน ทวนในมือของเขาเรืองแสงสลัวเหมือนอสูรร้ายที่ตื่นจากการหลับใหล เขาสะบัดทวนเพียงครั้งเดียว “ฉั่บ!” ตึกขนาดใหญ่ที่ขวางหน้าแตกเป็นสองส่วนราวกับกระดาษ เสียงโครงสร้างที่ล้มครืนดังก้องไปทั่ว ทุกสิ่งพังทลายลงต่อหน้าเขา และเขาไม่แม้แต่จะชำเลืองมองไปยังพวกพ้องของตัวเองที่ถูกฝุ่นและเศษซากทับถมอยู่
เหล่าทหารและหุ่นยนต์ที่เหลือรอดต้องกระเสือกกระสนหาทางเอาชีวิตรอดจากเศษซากเอง เซคทาวไม่สนใจอะไรนอกจากเป้าหมายตรงหน้า
“เราต้องเปลี่ยนแผน!” อาคิระตะโกน พลางสั่งให้ปรับแผนการตั้งรับ พวกเขาจุดไฟในจุดที่เซคทาวกำลังเดินเข้ามา หวังใช้เปลวไฟเผาชะลอ แต่เปลวเพลิงที่ลุกท่วมกลับเหมือนเพียงหมอกจางๆ ในสายตาของเขา เซคทาวเดินฝ่าเปลวไฟมาเหมือนเดินผ่านสวนยามเช้า
ขณะที่เปลวไฟแผดเผาเหล่าทหารและหุ่นยนต์ของเขา เสียงโลหะที่หลอมละลายดังแผ่วเบาในอากาศ นั่นอาจจะเป็นเพียงจุดเล็กๆ ของความสำเร็จที่ยังคงเหลืออยู่ในแผนนี้ แต่ทุกสายตากลับจับจ้องไปยังชายร่างสูงที่กำลังเดินตรงมาราวกับเทพเจ้าแห่งการทำลายล้าง เซคทาวหยุดยืนอยู่กลางเปลวเพลิง ดวงตาแดงฉานของเขาจ้องตรงมายังอาคิระราวกับจะบอกว่า “ไม่มีแผนใดที่เจ้าจะหยุดข้าได้”
อาคิระกำดาบในมือแน่น ความกดดันถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ที่ไม่มีทางหลบหนี สถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่วางไว้เลยแม้แต่น้อย
เซคทาวเคลื่อนก้าวอย่างมั่นคง เขาส่งแรงกดดันรอบตัวราวกับพายุที่ค่อยๆ ก่อตัว ทั่วสมรภูมิกลับเงียบลงชั่วขณะ ไม่มีเสียงหุ่นยนต์เดิน ไม่มีเสียงปืน ไม่มีเสียงหายใจของใครที่กล้าพอจะหายใจดังเกินควร
“พายุเพลิงรอไว้ก่อน มิเรล! นั่นไม่ใช่สำหรับเขา” อาคิระออกคำสั่งผ่านเครื่องสื่อสาร น้ำเสียงของเขาฟังดูแน่วแน่ แต่ทุกคนรู้ว่าเขากำลังพยายามเก็บซ่อนความกดดันเอาไว้ “ใช้มันจัดการพวกทหารที่เหลือเมื่อรวมตัวเป็นกลุ่มใหญ่ ส่วนเซคทาว…ฉัน ดราโก้ และอีลิน่าจะรับมือเขาเอง”
สามคนเดินออกมายืนประจันหน้ากับศัตรูผู้ยิ่งใหญ่ ยูเอะยืนอยู่บนกำแพงสูง เบื้องล่างเป็นเซคทาวที่กำลังเดินเข้ามา ช้าแต่แน่นอน ร่างกายของเขาสูงใหญ่ ดวงตาแดงฉานที่ลุกวาวราวกับเปลวไฟแห่งความเกลียดชังจับจ้องมายังพวกเขา ดวงตานั้น…ไม่ได้มองว่าอาคิระ ดราโก้ หรืออีลิน่าเป็นศัตรู แต่มองพวกเขาเหมือนสิ่งมีชีวิตต่ำต้อย เป็นเพียงมดปลวกที่พยายามยื้อชีวิตไว้ไม่ให้ถูกบดขยี้
“นั่นอีลิน่าไม่ใช่รึไง?” เสียงของเซคทาวต่ำลึก แต่ชัดเจนเหมือนเสียงฟ้าผ่า “โตขึ้นมากนะ… เจ้าไม่ควรอยู่ตรงนี้ ข้าไม่อยากทำร้ายเจ้า”
“ถ้าคุณไม่คิดจะแย่งชิงโอซิริส เราก็คงไม่ต้องมาสู้กัน!” อีลิน่าตอบกลับ เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เซคทาวหัวเราะเบาๆ แต่ในเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยัน “แย่งชิง? ใครแย่งใคร? ไม่ใช่พวกเจ้าหรอกหรือที่ขโมยเธอไปจากข้า? โอซิริสเป็นสิ่งที่ข้าสร้างขึ้น! ข้าแค่มารับของของข้าคืน แล้วพวกเจ้ามายุ่งอะไรด้วย?”
“สิ่งที่คุณทำมันผิด! มันขัดกับทุกอย่างที่คุณเคยยึดมั่น!” อีลิน่าโต้กลับ ดวงตาเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “คุณเคยปกป้องธรรมชาติ แต่ตอนนี้คุณทำอะไรอยู่? ดูตัวคุณสิ!”
เสียงหัวเราะของเซคทาวดังก้องไปทั่วสนามรบ “ธรรมชาติ? สิ่งล้าหลังที่อ่อนแอนั่นน่ะหรือ? ข้าทิ้งมันไปตั้งแต่วันที่มันแสดงความล้มเหลว! NSAI ที่พวกเจ้าชื่นชมกันนักนั่นแหละที่ทำลายทุกสิ่ง—รวมถึงครอบครัวของเจ้า…และเพื่อนรักของข้า!”
เสียงหัวเราะของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเสียงคำราม “ความเจ็บปวดและความแค้นที่ข้าต้องแบกรับมานาน…จะถูกปลดปล่อย ณ ที่นี่!” เขายกด้ามทวนในมือขึ้น พลังสีแดงหมุนวนรอบตัวเขาราวกับพายุเพลิง เขาพุ่งเข้าหาอีลิน่าในพริบตา
“อีลิน่า!” อาคิระตะโกน แต่ไม่ทัน ทวนของเซคทาวกระแทกโล่ของเธออย่างแรงจนเธอกระเด็นออกไปไกล แรงกระแทกนั้นรุนแรงจนพื้นดินสั่นสะเทือน
ดราโก้คำรามลั่น พุ่งเข้าไปหวังโจมตี แต่เซคทาวพลิ้วหลบอย่างง่ายดาย “ช้าไปหน่อยนะ เจ้าหนุ่ม!” เขาหมุนตัวใช้ด้ามทวนกระแทกเข้าที่กลางลำตัวของดราโก้ ส่งเขาปลิวกระแทกกองอิฐหักจนมันพังทลาย
อาคิระฉวยโอกาสในช่วงที่เซคทาวเปิดช่องว่าง เขาพุ่งเข้าหาด้านหลัง หวังโจมตีจุดอ่อน แต่เซคทาวเหมือนจะรู้ทันทุกอย่าง ขาอันทรงพลังของเขายกขึ้นก่อนจะเตะสวนออกมาเต็มแรง อาคิระลอยไปไกลราวกับตุ๊กตาผ้าที่โดนเหวี่ยง เสียงกระแทกพื้นของเขาดังก้อง
บนกำแพง ยูเอะตะโกนกรีดร้อง เธอเตรียมจะฮีลให้อาคิระทันที แต่เขายกดาบขึ้น ชี้ไปที่อีลิน่าซึ่งบาดเจ็บอยู่ไกลออกไป ยูเอะกัดฟัน เธอเข้าใจในทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร
เซคทาวเดินต่ออย่างไม่รีบร้อน เขาไปถึงประตูหน้าค่ายที่เหล่าทหารตั้งรับ ทวนของเขาเรืองแสงราวกับเหล็กที่ถูกหลอมจนแดงฉาน เขาฟาดฟันออกไปด้วยพลังมหาศาล ประตูที่เสริมเกราะอย่างหนาแน่นถูกผ่าออกเป็นสองส่วน รอยไหม้จากความร้อนสูงของทวนยังคงคุกรุ่นอยู่
อีลิน่าที่เพิ่งฟื้นตัวกลับมาทันเวลา ใช้พลังสร้างบาเรียขึ้นเพื่อเบี่ยงวิถีของทวน แต่การโจมตีครั้งต่อมาของเซคทาวหนักหน่วงจนทำให้หลังคาด้านบนของประตูถล่มลงมา เสียงกรีดร้องของยูเอะดังขึ้นจากกำแพงที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น ทุกคนบาดเจ็บหนักและดูเหมือนกำลังจะหมดหนทาง
“พวกเจ้าคิดจริงหรือว่า จะหยุดข้าได้ในระยะประชิด?” เซคทาวพูดด้วยเสียงที่เย็นยะเยือก “สิ่งที่เจ้าทำอยู่ตอนนี้…มันเป็นเพียงการนำตัวเองไปสู่ความตายเท่านั้น!”
รอบตัวเซคทาว เหมือนความสิ้นหวังเริ่มครอบงำทุกสิ่ง เขาไม่ใช่ศัตรูธรรมดา แต่คือพายุที่พร้อมจะพัดทุกอย่างให้พังทลาย
ท่ามกลางความกดดันที่ถาโถมราวกับคลื่นยักษ์ เสียงคำรามของเซคทาวดังก้องไปทั่ว เขายืนอย่างสง่างามในศูนย์กลางสมรภูมิ ไม่สะทกสะท้านต่อการโจมตีของทีม แต่กลับทำให้สถานการณ์แย่ลงเรื่อย ๆ ลมเริ่มพัดแรงขึ้นผิดปกติ มิเรลที่อยู่ในตำแหน่งของเธอยังคงนิ่ง เธอกำลังร่ายเวทย์ตามแผนที่ถูกวางไว้ ไม่มีการลังเล
ลมหมุนรอบตัวเธอค่อย ๆ ถูกบีบเข้าจุดศูนย์กลาง พลังเวทย์ในมือของมิเรลเรืองแสงเป็นสีแดงเข้ม ก่อนจะกลายเป็นเสาเพลิงขนาดใหญ่ที่พุ่งตรงไปยังศัตรู ทหารโลหะถูกเปลวไฟแผดเผา เสียงเหล็กที่ถูกเผาจนไหม้ดังขึ้นทั่วสนามรบ พวกหุ่นยนต์เริ่มเคลื่อนไหวช้าลง แต่เซคทาวกลับยืนมองด้วยความเฉยชา
“แค่ไฟระดับนี้คิดว่าจะหยุดข้าได้หรือ?” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “มันไม่พอหรอก ถ้าคิดว่าพลังเวทย์กระจอก ๆ นี่จะสร้างสิ้นหวังให้ข้า เจ้าคิดผิดแล้ว!”
มิเรลไม่ตอบโต้คำพูดนั้น แต่เปลี่ยนกระแสพลังในมือทันที ตามแผนที่เธอเตรียมไว้ตั้งแต่แรก เสาเพลิงที่เคยร้อนแรงพลันดับลงแทบจะทันทีที่กระแสน้ำเย็นจัดถูกปล่อยออกมา น้ำเย็นพุ่งเข้าโอบล้อมร่างของทหารโลหะที่เหลืออยู่ เกราะเหล็กที่เคยทนต่อเปลวไฟเริ่มแตกร้าว เสียงโลหะที่ถูกแช่แข็งจนเปราะบางดังไปทั่ว ทุกอย่างเกิดขึ้นตามแผน
หุ่นยนต์ที่เคยเดินหน้าอย่างแข็งแกร่งพังทลายลงเป็นเศษเหล็ก แม้แต่โดรนในอากาศ ใบพัดที่เคยหมุนอย่างรวดเร็วก็หยุดนิ่งราวกับเวลาถูกหยุด เซคทาวมองภาพนั้นด้วยความไม่พอใจ ดวงตาสีแดงของเขาเปล่งแสงเจิดจ้าขึ้น “ใครมันกล้าคิดแผนแบบนี้? ข้าไม่เคยสอนโอซิริสให้ใช้วิธีแบบนี้!”
“บางครั้ง ความคิดสร้างสรรค์ที่คุณดูแคลนต่างหาก…ที่เป็นกุญแจสู่ชัยชนะของเรา” อาคิระตอบกลับ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เซคทาวโกรธจัด เขาพุ่งเข้าโจมตีอาคิระด้วยพลังที่รุนแรงกว่าที่เคย ดาบของเขากวาดผ่านอากาศด้วยความเร็วสูง อาคิระถอยหลบอย่างเฉียดฉิว ดาบคู่ในมือของเขาเตรียมพร้อมเคาเตอร์ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาแสดงถึงความมั่นใจที่ถูกปลูกฝังจากการฝึกฝนที่ผ่านมา
“เริ่มแผนสุดท้าย!” อาคิระกระซิบผ่านช่องสื่อสาร ดราโก้ที่อยู่ด้านหลังเซคทาวพยายามเข้าโจมตีด้วยเวทย์แรงโน้มถ่วง เขาเตะพลังนั้นใส่ขาของเซคทาวอย่างแม่นยำ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทำให้เซคทาวช้าลงเล็กน้อย
แต่เซคทาวยังไม่หยุด เขายังคงเดินหน้าอย่างบ้าคลั่ง ไม่ทันสังเกตว่าพื้นรอบตัวเริ่มเปียกชุ่มด้วยน้ำที่ไหลมาจากกระแสเวทย์ของมิเรล
“กระโดด!” เสียงตะโกนจากด้านหลังดังขึ้น อาคิระรีบกระโดดขึ้นเหนือพื้นน้ำที่กลายเป็นแผ่นน้ำแข็งในชั่วพริบตา เซคทาวที่ยังเดินหน้าด้วยความเร็วลื่นไถลไปไกลอย่างควบคุมไม่ได้ เสียงเหล็กกระแทกพื้นดังก้อง
“นายบอกว่าห่วงฉัน ก็อย่าทำให้ฉันต้องเป็นห่วงนายเสียเองสิ!” มิเรลก้าวออกมาจากหมอกควัน ดวงตาของเธอเปล่งประกายมั่นใจทุกครั้งที่ทำตามแผนสำเร็จ
เสียงกระหึ่มของหมอกที่เริ่มจางลงเปิดทางให้แสงแห่งชัยชนะเริ่มฉายชัด มิเรลก้าวออกมาจากแนวหลัง ร่างของเธอเปล่งประกายอ่อนจางจากพลังเวทย์ น้ำแข็งที่เธอสร้างไว้ยังคงสะท้อนแสงราวกับอัญมณี เซคทาวที่ยังคงติดอยู่กับพื้นน้ำแข็งลื่นไถลไปมา ร่างสูงใหญ่ของเขากระแทกซากอาคารและเศษปรักหักพังในทุกครั้งที่พยายามทรงตัว แต่ไม่อาจทำอะไรได้
ทีมที่เหลือไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป พวกเขาระดมจู่โจมระยะไกลใส่เซคทาวด้วยทุกอย่างที่มี
พี่ป๋องที่อยู่แนวหลังโยนระเบิดน้ำอัดลมลูกแล้วลูกเล่า เสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมกับไอน้ำที่พุ่งกระจายไปทั่วบริเวณ มิเรลร่ายเวทย์โจมตีที่รุนแรงกว่าเดิม พลังเวทย์จากเธอพุ่งกระแทกร่างของเซคทาวอย่างต่อเนื่อง น้องอีฟยิงปืนใหญ่พลังงานจนแสงพุ่งผ่านสมรภูมิเป็นเส้นตรง ดราโก้ที่ไม่มีท่าโจมตีระยะไกลก็พยายามขว้างเศษโลหะเสริมเวทย์แรงโน้มถ่วงเข้าไป แต่ครั้งแรกน้ำหนักมากเกินจนตกแค่กลางทาง พอขว้างครั้งที่สองกลับเบาเกินไปจนลอยเป็นเครื่องบินกระดาษ เขาได้แต่มองเศษโลหะในมือและถอนหายใจเงียบๆ
น้องวัลลี่ที่เห็นโลหะบินลอยไป ก่อนจะหันมายิ้มอ่อนให้ดราโก้ ทำเอาดราโก้เขินจนต้องทำเป็นหยิบโลหะขึ้นมาเล่นกลบเกลื่อน แต่ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่าอยากมีท่าโจมตีระยะไกลเหมือนคนอื่นบ้าง
ขณะที่การโจมตีทั้งหมดยังคงระดมใส่เซคทาว อาคิระก็ก้าวไปข้างหน้า เขามองมิเรลที่ยืนอยู่ไม่ไกล “มิเรล บัฟธาตุน้ำให้ฉันหน่อย”
มิเรลพยักหน้าก่อนส่งกระแสพลังธาตุน้ำมาที่ตัวอาคิระ ร่างของเขาสว่างขึ้นด้วยแสงสีฟ้าจางๆ อาคิระยกดาบทั้งสองขึ้นและตั้งท่า ดาบเล่มหนึ่งถูกใช้แทนปลอกดาบในท่าเตรียมที่คล้ายกับตอนเผชิญหน้าคราเคน
พื้นดินที่มั่นคงทำให้เขารู้สึกมั่นใจมากขึ้น แม้จะไม่ได้อยู่ในน้ำ แต่ด้วยการเสริมพลังธาตุน้ำจากมิเรลก็เพียงพอจะสร้างความได้เปรียบ อาคิระกระชับดาบในมือ ก่อนตะโกนอย่างหนักแน่น “จบมันตรงนี้เลย!”
เขาตั้งชื่อท่าและพูดออกมาเบาๆ “เพลงดาบดาว ท่า Double X" เขาฟาดดาบออกไป คลื่นดาบพลังธาตุน้ำสี่เส้นพุ่งออกจากปลายดาบ เป็นรูปกากบาทแนวเฉียงสองรูปที่ตัดผ่านอากาศด้วยความแม่นยำสูง พลังของคลื่นดาบกระแทกร่างของเซคทาวอย่างแรง เสียงโลหะที่ถูกผ่าแยกดังกรีดลั่น รอยแผลเป็นแฉกแปดส่วนปรากฏขึ้นบนร่างของเขา
เซคทาวชะงักไป เสียงโลหะที่แตกร้าวดังก้องในอากาศ ร่างของเขาสั่นสะท้านก่อนจะหยุดนิ่ง ไฟสีแดงในดวงตาของเขาค่อยๆ หรี่ลง
“เจ้าคิดว่ากำจัดข้าได้แล้วหรือ?” เซคทาวกล่าวด้วยเสียงแตกพร่า แต่ยังคงเปี่ยมด้วยความเย้ยหยัน “ข้าเป็นเพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่กำลังจะมาถึง…”
ก่อนที่คำพูดจะจบลง ร่างของเขาก็หยุดนิ่ง ราวกับหุ่นไร้ชีวิตที่ถูกตัดการเชื่อมต่อ
ความเงียบปกคลุมไปทั่วสมรภูมิ เสียงระเบิดหยุดลง ทุกคนจับจ้องไปยังร่างของเซคทาวที่ยืนค้างราวรูปปั้น อาคิระลดดาบลง สูดลมหายใจลึก เขาเงยหน้ามองขึ้นไป ก่อนชูมือขึ้นเหนือหัว
“เราทำได้!” เสียงประกาศของเขาดังก้อง
เสียงเฮจากทีมดังลั่นทั่วสมรภูมิ สมาชิกทุกคนเริ่มรวมตัวกันในความดีใจ พี่ป๋องหัวเราะเสียงดังพร้อมโบกมือให้กองหุ่นยนต์ของเขา น้องวัลลี่รีบเปิดเพลงสนุกๆ และเพิ่มเสียงจนดังก้อง น้องปั๋งตื่นเต้นถึงขั้นโชว์เต้นบีบอยอีกครั้ง ส่วนอีฟยืนเท่ๆ ก่อนยิงขึ้นฟ้าราวกับจุดพลุ
ยูเอะที่อยู่บนกำแพงยืนมองลงมาด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา ดราโก้เดินมาลูบไหล่อาคิระพลางหัวเราะ “นี่นายรอดมาได้เพราะดวงหรือเปล่า?”
มิเรลที่ยืนมองจากด้านหลังยิ้มเล็กน้อยและพึมพำเบาๆ “พวกเรา…ทำสำเร็จจริงๆ…”
อีลิน่าก้าวออกมาจากแนวรับ ใบหน้าของเธอยังสงบนิ่ง แต่ในแววตามีประกายความหวัง “มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น อย่าชะล่าใจเกินไป”
อาคิระหันมามองทีม ทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความภาคภูมิใจ เขากำดาบในมือแน่น ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “นี่เป็นเพียงก้าวแรก แต่เราจะสู้ต่อไป…ด้วยกัน”
เสียงตอบรับของทีมดังก้องไปทั่วท่ามกลางเปลวไฟและซากปรักหักพัง สมรภูมิที่เคยเต็มไปด้วยความกดดัน ตอนนี้กลับสว่างไสวด้วยความหวังใหม่