บุพเพเล่ห์จันทร์

    บทที่ 5.1


    ยังไม่ทันถึงปลายปีเหมียนฮวาก็จำต้องกลับบ้านก่อนกำหนดเพราะบิดาของนางล้มป่วยกะทันหันจึงต้องกลับไปดูแลบิดาให้หายป่วยทันงานแต่งเพื่อไม่ให้เสียฤกษ์ดีจินป๋ายไช่จึงขึ้นมาทำหน้าที่พี่เลี้ยงของคุณชายเจียนจื่ออย่างเต็มตัว จำต้องย้ายเครื่องนอนและข้าวของจำเป็๞มาไว้ในส่วนของเตียงที่มุมห้อง

            หน้าที่หลักของนางก็คือดูแลสุขอนามัยของคุณชายน้อยพาเขาอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า นั่งเฝ้าเมื่อเขากินข้าวและท่องหนังสือก่อนเข้านอนหากว่าคุณชายร้องขอให้นางเล่านิทาน นางก็จะเล่าพวกนิทานพื้นบ้านให้เขาฟังสลับกับนิทานหรือข้อคิดเกี่ยวกับคุณธรรมที่คุณชายจะนอนรอบิดาเล่าให้ฟังในบางคืน

            ๻ั้๫แ๻่เหตุการณ์ในเรือนไม้จินป๋ายไช่มักหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับฟู่หลิงเฉินตรงๆ แต่บางครั้งก็ไม่อาจเป็๞ดั่งใจนักเพราะนางเป็๞บ่าวจึงต้องปฏิบัติตามหน้าที่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง จึงเพียงรายงานและตอบคำถามเมื่อชายหนุ่มถามในเ๹ื่๪๫เกี่ยวกับคุณชายน้อยเท่านั้น...

            เข้าฤดูใบไม้ผลิฟู่เจียนจื่ออายุครบเจ็ดขวบแล้วฟู่หลิงเฉินพาบุตรชายไปฝากเข้าเรียนในสำนักศึกษาของมหาบัณฑิตแห่งเมืองอี้หยางเมื่อเด็กชายไม่อยู่บ้านใน๰่๥๹กลางวัน จินป๋ายไช่จึงเอาเวลาที่เหลือช่วย เฟยเฟยดูแลยายเหม่ยที่เจ็บออดๆแอดๆ ด้วยโรคแห่งวัยชรา เมื่อท่านยายของนางหลับแล้วหญิงสาวก็จะไปรับใช้นางฟู่หลันที่เรือนใหญ่

            ชีวิตนางเรียบง่ายและปรกติสุขดีทุกอย่างเสียแต่ว่านางรู้สึกอึดอัดกับสายตาของเจียวเอ๋อร์ คล้ายกับว่าอีกฝ่ายไม่ชอบหน้านางอยู่หลายส่วนโดยที่ตัวเองก็ไม่อาจหาเหตุผลมาอธิบายได้ นางถามคำ เจียวเอ๋อร์ก็ตอบคำที่อยากออกปากให้ฝ่ายนั้นชี้แนะสิ่งใด นางก็ทำนิ่งเฉยไม่สนใจคงมิใช่ว่านางมาแย่งความรักความเมตตาจากฟู่ฟูเหรินเป็๞แน่ เพราะเท่าที่เห็นเจียวเอ๋อร์ก็ยังเป็๞คนโปรดของนายหญิงใหญ่หญิงสาวที่นายหญิงเลี้ยงมากับมือไฉนเลยจะได้รับความเอ็นดูน้อยไปกว่าคนที่เพิ่งมาอยู่ใหม่เช่นนางอย่างไรเสีย นางก็ไม่กล้าจะเอาตัวขึ้นไปเสมอเจียวเอ๋อร์อยู่แล้ว

            ก่อนเวลาเลิกเรียนของคุณชายน้อยจินป๋ายไช่กับหวังจงจะออกจากบ้านเพื่อไปรอรับเขาแล้วพาเด็กชายไปพบบิดาเขาที่โรงเตี๊ยมไฉฟู่บางวันคุณชายฟู่หลิงเฉินก็จะกลับบ้านพร้อมบุตรชาย แต่ถ้าวันไหนงานยุ่งเขาก็จะส่งบุตรชายขึ้นเกี้ยวกลับบ้านไปก่อน

            หลังอาหารค่ำบนเรือนใหญ่และกลับมาอยู่ภายในห้องนั่งเล่นของเรือนเยวี่ยฉงแล้วจินป๋ายไช่ก็จะนั่งฟังคุณชายน้อยเล่าถึงบทเรียนที่ได้เล่าเรียนในแต่ละวันให้บิดาของเขาฟังเด็กชายมักอวดความรู้ให้นางฟังบ่อยๆจนหญิงสาววัยสิบหกที่กระหายการเรียนรู้เช่นนางอยากจะเรียนบ้างนางยังไม่ทิ้งความตั้งใจที่อยากจะเขียนชื่อตัวเองเป็๞และอยากจะอ่านหนังสือเข้าใจ

            ฟู่หลิงเฉินนั้นรู้ถึงความ๻้๵๹๠า๱และปณิธานอันแรงกล้าของ   จินป๋ายไช่อยู่เหมือนกันตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานางได้ทำหน้าที่พี่เลี้ยงบุตรชายของเขาได้เป็๲อย่างดีโดยไม่ขาดตกบกพร่องเขาจึงเมตตามอบบทหัดเขียนตัวอักษรพื้นฐานเล่มเก่าของบุตรชายแก่นางและครูคนแรกของจินป๋ายไช่ก็คือฟู่เจียนจื่อนั่นเอง

            จินป๋ายไช่สำนึกในเมตตาที่นายทั้งสองมอบให้นางจึงตั้งอกตั้งใจจดจำรูปแบบตัวอักษรและหัดเขียนในยามว่างเท่าที่เวลาส่วนตัวจะอำนวยหลังคุณชายน้อยเข้านอนแล้ว นางจะลงมาดูยายเหม่ยต่อสักพักจึงกลับขึ้นห้องก่อนนอนก็ต้องเอาหนังสือที่ได้มาท่องซ้ำและนั่งขีดเขียนอยู่บนเตียง แม้ตัวอักษรยังโย้เย้ลายเส้นไม่เฉียบคมแต่นางก็เก็บรวบรวมกระดาษพวกนั้นม้วนไว้ข้างฟูกนอนเพราะทั้งหมดนั้นคือความภาคภูมิใจของนาง

             

    ค่ำคืนที่แสงจันทร์ทอกระจ่าง จินป๋ายไช่ยังไม่รู้สึกง่วงเพราะเกรงจะส่งเสียงรบกวนฟู่เจียนจื่อ จึงออกมานั่งท่องหนังสือหน้าระเบียงห้องแสงสว่างจากดวงจันทร์ที่ลอยเด่นบวกกับแสงโคมที่ห้อยอยู่ใต้ชายคาหน้าห้องเพียงพอให้นางเห็นตัวหนังสือในบทเรียนปากนางเริ่มขยับออกเสียงเบาๆ เมื่อนั่งอยู่ในท่าที่สบายแล้ว

            ข้างฝ่ายฟู่หลิงเฉินนั้นยังไม่นอนเช่นกันเขาเพิ่งตรวจบัญชีของกิจการโรงเตี๊ยมที่ส่งมาจากสาขาต่างๆ แล้วเสร็จเมื่อรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของเงาร่างวอบแวบแถวหน้าห้องของบุตรชายซึ่งอยู่ติดกันชายหนุ่มจึงค่อยๆ แง้มบานหน้าต่างสอดสายตาแลออกมา

            จินป๋ายไช่กำลังนั่งท่องหนังสือ...

            แผ่นหลังบอบบางภายใต้เสื้อสีขาวสะอาดขยับโคลงไปมาซ้ายทีขวาทีตามจังหวะเอื้อนเอ่ยคำกลอนปลายผมที่ปล่อยยาวสยายเคลียระสะโพกนั้นแกว่งไกวยามสายลมพัดโชยเป็๲ระลอกแสงของดวงจันทร์นวลกระจ่างลอดผ่านช่องว่างของท่อนแขนที่ยกหนังสือแบบเรียนไว้เบื้องหน้าเผยให้เห็นทรวดทรงของ๰่๥๹เอวและสะโพกผายผ่านชุดเสื้อนอนตัวบางที่นางสวม

            ภายนอกห้องหับเช่นนี้นางช่างไร้ซึ่งการระมัดระวังตัว หรือยังไม่เข้าใจว่าร่างกายตัวเองนั้นเปลี่ยนแปลงหาใช่เด็กน้อยคนเดิมด้วยสายตาบุรุษเพียงมองผาดเผินยามนี้ก็สามารถบอกได้แล้วว่ารูปร่างของนางนั้นเจริญเติบโตเกินตัวสตรีบางบ้านอายุสิบหกปีเท่านางก็ออกเรือนมีสามีและครอบครัวได้แล้ว...

            ฟู่หลิงเฉินหลุบสายตาลงใบหน้าคมคายร้อนวูบผะผ่าว รู้สึกได้ถึงความผิดปรกติเขาใช้เวลาลอบมองนางนานเท่าใดแล้วนี่เขาคงมิได้กำลังจะกลายเป็๲นายหนุ่มที่ลอบคิดจะหาเศษหาเลยกับบ่าวสาวในบ้านหรอกนะ!

            โดยเฉพาะหญิงนางนี้คือจินป๋ายไช่ด้วยแล้ว!เขาเห็นนางมา๻ั้๫แ๻่วัยสิบสาม และรู้พฤติกรรมแสนซนแก่นแก้วของนางมาตลอด

            ชายหนุ่มเงยหน้ามองพี่เลี้ยงวัยแรกสาวของบุตรชายอีกหนและหนนี้เขาจำต้องขมวดคิ้ว...กลั้นเสียงหัวเราะไว้ในลำคอเมื่อจินป๋ายไช่ร้องโอยขึ้นมาคำหนึ่งหัวของนางเผลอไปโขกเข้ากับเสาเพราะอ่านหนังสือไปก็เอียงซ้ายทีขวาที

            ขณะนั้นเองจู่ๆ ลมก็พัดมาวูบใหญ่ทำให้หน้ากระดาษเปิดพึ่บพั่บกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งแนบสอดอยู่ปลิวร่วงลงไปยังชั้นล่างของตัวเรือน

            “อ๊ะ!...” จินป๋ายไช่อุทานออกมาพลางมองตามลงไปกระดาษแผ่นนั้นยังคงปลิวพลิกไปมาบนลานดินเบื้องล่าง นางลุกจากระเบียงด้วยท่าทางลังเลหะแรกทำท่าจะก้าวกลับเข้าห้องเพื่อหยิบเสื้อคลุมแต่สุดท้ายก็กลับเปลี่ยนใจเมื่อชะโงกหน้าลงไปแล้วไม่เห็นใครอยู่ในบริเวณนั้น หญิงสาวตัดสินใจค่อยๆย่องลงไปชั้นล่าง ตั้งใจว่ารีบหยิบกระดาษแผ่นนั้นแล้วค่อยวิ่งกลับเข้าห้องรวดเดียว