"เด็กนั่นมันเป็นใครกัน กล้าปฏิเสธคำของท่านผู้แทนของสำนักอัคคีสวรรค์เช่นนี้มันไม่รักชีวิตตัวเองแล้วหรืออย่างไร?"
"จริงด้วย ถ้าเป็นข้าล่ะก็จะรีบเข้าไปคาราวะท่านผู้แทนเป็นอาจารย์ทันทีเลยล่ะ โอกาสดี ๆ มาหาถึงที่เช่นนี้ เด็กคนนั้นช่างโง่เง่าเสียจริง"
เสียงของผู้คนรอบบริเวณกล่าวซุบซิบนินทาถึงการกระทำอันโง่เขลาของฉินหยางอย่างรู้สึกเสียดาย
แต่สำหรับฉินหยางแล้วเขาไม่คิดเสียใจหรือเสียดายต่อการกระทำของตัวเองเลยแม้แต่น้อย เพราะเขามองออกว่าชายชราคนดังกล่าวเป็นแค่ผู้วิเศษระดับเหนือมนุษย์ขั้น 2 หรือ 3 เท่านั้น คงไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตอะไรในสำนักมากนัก
ในฐานะอดีตของคนที่เคยก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดิสวรรค์มาก่อนจะให้เขามาก้มคาราวะผู้วิเศษที่อ่อนแอเช่นนี้เป็นอาจารย์นั่นเป็นได้แค่เรื่องเพ้อฝัน
แน่นอนว่าเขาไม่ได้มีความคิดที่จะดูถูกชายชราตรงหน้าแต่อย่างใด ทว่าเขาเองก็มีศักดิ์ศรีในแบบของเขา แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่สามารถคาราวะใครสักคนเป็นอาจารย์ของเขาได้ เพียงแต่เขาต้องการคนที่เหมาะสมก็เท่านั้น
และเหตุผลที่เขายอมเปิดเผยพรสวรรค์บางส่วนของตนออกมาก็เพื่อดึงดูดความสนใจของชายชราไม่ใช่เพราะเขาอยากได้ชายชราเป็นอาจารย์แต่เพื่อให้ชายชราเห็นถึงความสามารถและเป็นที่ยอมรับ นั่นจะเป็นใบเบิกทางที่จะทำให้เขาได้มีโอกาสเข้าไปยังสำนักอัคคีสวรรค์ได้ง่ายยิ่งขึ้น
เขานั้นเคยผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างยาวนานและโชกโชนเขารู้ดีว่าหากเขาไม่แสดงพลังและแสร้งทำเป็นคนอ่อนแอต่อไปก็จะไม่มีใครเหลียวแลและให้ความสนใจ แม้ว่าการแสดงความแข็งแกร่งเองก็มีข้อเสียตรงที่จะเป็นจุดสนใจมากเกินไปและถูกเพ่งเล็งได้ง่ายก็ตาม ซึ่งฉินหยางเองก็รู้ถึงข้อนี้ดีแต่เขาก็ต้องยอมแลกเพราะสถานการณ์ที่เขากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้นั้นบีบบังคับ เขาจำเป็นจะต้องแข็งแกร่งให้มากขึ้นกว่านี้และเร็วขึ้นยิ่งขึ้นกว่านี้
และสิ่งจำเป็นที่จะพาเขาไปสู่จุดนั้นได้ คือทรัพยากรในการฝึกตนจำนวนมหาศาล แม้ว่าจะไม่รู้ว่าระดับพลังที่เขากำลังเผชิญอยู่มันคือสิ่งใดแต่เขาก็รู้สึกได้ว่าเขาจะได้รู้เรื่องราวเหล่านี้ได้ในไม่ช้าขอเพียงแค่เขามีทรัพยากรที่มากพอ และถึงแม้ว่าเขาเองจะมั่นใจว่าจะสามารถหาทรัพยากรมาได้ด้วยตัวเองก็ตาม
แต่นั่นก็ต้องใช้เวลามากจนเกินไปกว่าเขาจะรวบรวมมันได้ ซึ่งเขาไม่สามารถรอได้นานขนาดนั้น ฉินหยางจึงตัดสินใจแสดงพรสวรรค์บางส่วนออกมาเพื่อให้ชายชราสนใจและเขามั่นใจว่าชายชราตรงหน้าจะไม่ยอมเสียศิษย์ที่มีความสามารถที่หาได้ยากเช่นนี้ไปอย่างแน่นอนเพราะนั่นหมายถึงความสูญเสียที่ไม่เล็กเลยของสำนักอัคคีสวรรค์
แต่จู่ ๆ ชายชรานามเฉินเทียนที่หลังจากได้ยินคำตอบของฉินหยางก็มีสีหน้ามืดทะมึนขึ้นมาในทันที
"อวดดี จองหองยิ่งนัก!! เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกล้าปฏิเสธคำของข้าผู้นี้!!?"
ชายชราที่ดูสุขุมเยือกเย็นก่อนหน้านี้ตะหวาดขี้นเสียงดัง พลังปราณระดับเหนือมนุษย์ของเขาปะทุออกมาจนถึงกับทำให้ผู้คนโดยรอบเวทีประลองทรุดเข่าลงกับพื้นพร้อมทั้งหอบหายใจอย่างหนักในทันที โดยเฉพาะมู่หลงเสวี่ยนและเจียงเฉยที่นั่งอยู่ใกล้ชายชรามากที่สุดต่างก็มีสีหน้าบิดเบี้ยวอย่างทรมานจนแทบจะไม่สามารถอดทนได้
"ผู้อาวุโสโปรดอย่าพึ่งเข้าใจข้าผิด..ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นข้าเพียงยังไม่พร้อมที่จะคาราวะอาจารย์ในตอนนี้เท่านั้น"
ฉินหยางรู้สึกประหลาดใจกับท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างกระทันหันของชายชราเขาพยายามกล่าวอธิบายแต่ชายชราดูจะกลายเป็นคนเสียสติไม่คิดจะฟังคำอธิบายใด ๆ ไปแล้ว
ชายชราปลดปล่อยพลังปราณของเขาออกมาก่อนจะพุ่งแรงกดดันกดทับลงบนตัวฉินหยางที่อยู่ห่างจากเขาไปหลายจั้งอย่างจัง
ตู้มมมม!!
เสียงพลังปราณของชายชรากดทับลงบนร่างของฉินหยางจนพื้นเวทีประลองเกิดรอยร้าวปรากฎขึ้นมารอบตัวของฉินหยาง แต่โชคยังดีที่ฉินหยางมีปฏิกิริยาตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่พลังปราณของชายชราจะกดทับถึงตัวของเขาในตอนนั้นเอง เขาก็โคจรพลังปราณภายในร่างกายปะทุเปลวเพลิงออกมาปกคลุมร่างกายเอาไว้ตล้ายอาภรณ์เพลิงศักดิ์ที่เขาเคยใช้ก่อนหน้านี้ ทำให้ช่วยลดแรงกดทับจากพลังปราณของชายชราลงไปได้หลายส่วน
แต่ถึงอย่างนั้นฉินหยางก็ยังคงได้ยินเสียงกระดูกของเขาดังลั่นจากภายใน ร่างกายของเขาก็ซวนเซถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าวก่อนจะทรงตัวอยู่ได้ในเวลาต่อมา แม้ว่าเขาจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ได้ทันท่วงทีแต่พลังปราณระดับเหนือมนุษย์ของชายชราเองก็ไม่ใช่สิ่งที่ฉินหยางจะรับมือได้ง่าย ๆ
"หืม!!? เด็กคนนี้..ยังสามารถยืนอยู่ได้ต่อหน้าแรงกดดันของข้างั้นรึ?"
การกระทำของฉินหยางในครั้งนี้กลับทำให้ชายชราและคนอื่นต้องเผยสีหน้าประหลาดใจออกมาเพราะต่างก็ไม่คาดคิดว่าเขาจะยังสามารถหยัดยืนอยู่ได้เช่นนี้
"ไม่เลว..ถ้าเช่นนั้นลองแบบนี้ล่ะเป็นยังไง!!?"
ตู้มมมม!!! ตู้มมมม!!!
ชายชราปลดปล่อยพลังปราณสุดสะพรึงยิ่งกว่าเดิมออกมากดทับลงบนร่างของฉินหยางอีกครั้งพื้นเวทีที่ฉินหยางยืนอยู่รอยร้าวบนพื้นดวทีประลองยิ่งแตกแขนงออกไปเป็นวงกว้างมากกว่าเดิม
ฉินหยางขมวดคิ้วและเริ่มโอนเอนไปมาราวกับจะไม่สามารถหยัดยืนไหว สีหน้าของเขาเริ่มเผยให้เก็นถึงความเจ็บปวดและมีเหงื่อผุดซึมออกมา แต่แววตาของเขากลับยังคงแข็งกร้าวไม่คิดจะยอมแพ้แต่อย่างใด
"ฉินหยางเจ้าไหวหรือไม่!? หน่อยย!! ตาแก่นั่นข้าจะไปฆ่ามันทิ้งซะ"
เสวี่ยอวี๋กล่าวขึ้นอย่างเดือดดานเมื่อเห็นว่าฉินหยางกำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก แต่ฉินหยางกลับไม่ได้ตอบกลับคำถามของเสวี่ยอวี๋แต่อย่างใดเขายังคงมุ่งสมาธิโคจรพลังปลดปล่อยเปลวเพลิงออกมาต่อต้านพลังปราณของชายชราอย่างไม่หยุดพัก
"น้องฉินหยาง.."
"พี่ชายฉินหยาง.."
เหล่าคุณชายซูทั้งสองที่ยืนอยู่บนเวทีประลองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฉินหยางทั้งหมดแต่ก็ทำได้แค่มองดูด้วยความเป็นห่วงไม่สามารถช่วยเหลือใด ๆ ได้
แต่ก็มีผู้คนบางกลุ่มที่กำลังยิ้มเยาะกับสิ่งที่ฉินหยางกำลังเผชิญอยู่ด้วยความสะใจ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นพวกเขาก็คือมู่เฉินกับหลินลู่เฟยที่เคยหมาดหมางกับฉินหยางมาก่อนหน้านี้
"เหอะสมน้ำหน้ามันเเล้ว เจ้านั่นมันอวดดีเกินไป ท่านผู้แทนจากสำนักอัคคีสวรรค์อุตส่าห์เอ่ยปากเป็นอาจารย์ให้กลับไม่สำนึก"
มู่เฉินและหลินลู่เฟยยิ้มเยาะฉินหยางไปได้ไม่นานก็ต้องตกตะลึง เพราะฉินหยางที่ซวนเซราวกับจะทรุดลงก่อนหน้านี้กบัยปะทุพลังเปลวเพลิงออกมาลดการปะทะลงไปบางส่วน และสามารถหยัดกายขึ้นยืนตัวตรงได้อีกครั้ง
ชายชราและคนอื่น ๆ ที่เห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้าต่างก็มีสีหน้าตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อเพราะว่านี่มันคือแรงกดดันของผู้ที่อยู่ในระดับเหนือมนุษย์เชียวนะหากเป็นพวกเขาไปยืนแทนที่ฉินหยางล่ะก็คงต้องกลายเป็นเศษเนื้อไปแล้วเป็นแน่..
ในระหว่างที่บรรยากาศดูเหมือนจะตึงเครียดมากขึ้นแต่จู่ ๆ ชายชรานามเฉินเทียนก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่น
"ฮ่า ๆ ๆ ดี ดี ดีมาก สมกับเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับตำนาน ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก"
ชายชราพูดคำว่า "ดี" ออกมาถึงสามครั้ง ทั้งยังชมฉินหยางไม่หยุดปาก
ผู้คนที่ยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าต่างก็มีสีหน้างุนงงไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เหตุใดชายชราที่ดูจะโมโหจนเสียสติคนนั้นกลับหัวเราะขอบใจเช่นนี้
ในบรรดาผู้คนทั้งหมดมีเพียงฉินหยางคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่และไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ออกมา
"วิเศษมาก เจ้าสามารถยืนหยัดอยู่ต่อหน้าแรงกดดันของข้าได้โดยไร้รอยขีดขวดเช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งสำหรับสำหรับนักอัคคีสวรรค์ของเราไม่คิดเลยว่าสถานที่เช่นดาราใต้ที่ 132 ที่ดูจะอ่อนแอและมีพลังปราณฟ้าดินเบาบางแห่งนี้จะซ่อนอัจฉริยะเช่นนี้เอาไว้"
ชายชรากล่าวชื่นชมออกมาอีกครั้งพร้อมทั้งมองไปยังฉินหยางด้วยแววตาประทับใจ
"หึ!! ตาแก่นี่เล่นแรงชะมัด ถ้าข้ามีปฏิกิริยาตอบสนองช้ากว่านี้อีกแค่นิดเดียว ข้าคงถูกอัดแบนกับพื้นไปแล้ว"
ฉินหยางสบถด่าชายชราอยู่ในใจ
"ฉินหยางนี่มันหมายความว่าอย่างไร เมื่อครู่ตาแก่นั่นมันทดสอบเจ้างั้นรึ?"
เสวี่ยอวี๋ที่อยู่ในไข่มุกจิตวิญญาณกล่าวถามด้วยความไม่สบอารมณ์เมื่อครู่เขาเกือบปรากฏตัวออกไปหักคอตาแก่นั่นแล้วจริง ๆ ที่กล้ามาทำร้ายคนรักต่อหน้าเขาเช่นนี้
"อื้ม..ถูกต้องแล้วล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นตาแก่นี้ก็เล่นแรงเป็นบ้า นี่หากไม่ใช่ข้าแต่เป็นคนอื่นคงได้กลายเป็นปุ๋ยไปแล้วเป็นแน่"
ฉินหยางคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ก็ยังคงรู้สึกเสียวสันหลังวาบไม่คลาย
"เป็นเช่นนี้..ข้าเกือบจะออกไปหักคอตาแก่นั่นอยู่แล้วเชียว"
เมื่อรู้ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นการสอบของชายชราเสวี่ยอวี๋ก็คลายความกังวลลงแต่ก็ยังคงโกรธเคืองชายชราอยู่ไม่น้อย
"เจ้าเป็นห่วงข้างั้นรึ?"
ฉินหยางส่งกระแสเสียงกล่าวถามอย่างยิ้ม ๆ
"เจ้าเป็นคนที่ข้ารัก ข้าก็ต้องเป็นห่วงเจ้าอยู่แล้วไม่ใช่รึ?"
เสวี่ยอวี๋กล่าวความรู้สึกออกมาตรง ๆ ทำเอาฉินหยางรู้สึกเขินอายอยู่ไม่น้อย
"เอาล่ะเจ้าทำได้ดีมากจงไปยืนรอการประลองรอบต่อไปกับคนอื่น ๆ ก่อนต่อให้เจ้าจะเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับตำนานแต่ก็ต้องทำตามกฎ ส่วนพวกเจ้าเร่งดำเนินการทดสอบพรสวรรค์ให้เร็วขึ้นซะ แล้วรีบเริ่มการประลองรอบถัดไปได้แล้ว"
ชายชรากล่าวจบก็นั่งลงบนที่นั่งของตัวเองอีกครั้งราวกับไม่เคยทีสิ่งใดเกิดขึ้นจนผ่านไปหลายลมหายใจกว่าที่ชายวัยกลางคนทั้งสองบนเวทีประลองและคนอื่น ๆ จะได้สติกลับคืนมาและเริ่มดำเนินหน้าที่ของตอนเองต่อ
"อะแฮ่มม คุณชายเชิญท่านเไปยืนรอตรงนู้นก่อนดีกว่าขอรับ"
ชายวัยกลางคนดวงตาเรียวเล็กเมื่อรู้ว่าฉินหยางมีพรสวรรค์ระดับตำนานก็เป็นสรรพนามเรียกขานหวังจะประจบสอพลอในทันทีแต่เมื่อเห็นว่าฉินหยางไม่ได้มีท่าทีสนใจก็ได้แต่ทำท่าทางผิดหวังแล้วหันไปกล่าวผู้คนที่มาร่วมงานแระลองว่า
"เอาล่ะส่วนพวกเจ้าต่อแถวดี ๆ แล้วรีบ ๆ เดินขึ้นมาทีละคน"
ชายวัยกลางคนดวงตาเรียวเล็กรีบเรียกให้คนที่ยังไม่ได้ทดสอบระดับพรสวรรค์รีบขึ้นมาดำเนินการอย่างเร่งรีบจนเวลาผ่านไปราว 2 ชั่วยามการทดสอบระดับพรสวรรค์ก็สิ้นสุดลง โดยมีผู้ที่ผ่านเข้ารอบไปทั้งหมด 12 คน หนึ่งในนั้นมีชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่แต่งตัวดูราวกับเป็นคนป่าดูน่าสนใจผ่านเข้ารอบมาด้วยระดับพรสวรรค์ขั้นที่ 7 ซึ่งสามารถเรียกเสียงฮือฮาจากผู้คนไปได้ไม่น้อย...
"เอาล่ะ!! การทดสอบพรสวรรค์ได้สิ้นสุดลงแล้วเราได้ผู้ที่ผ่านเข้ารอบต่อไปมาทั้งหมด 12 คน ข้าขอแสดงความยินดีกับพวกเจ้าที่ผ่านเข้ารอบด้วยด้วย แต่ว่าการประลองยังไม่สิ้นสุดเพียงแค่นี้ รอบต่อไปจะเป็นการประลองตัวต่อตัว ใครแพ้จะถูกคัดออกในทันที"
ชายวัยกลางคนประกาศถึงตรงนี้ก็หยุดไปสักพักก่อนจะกล่าวต่ออีกครั้งว่า
"และผลการจับคู่รอบต่อไปมีดังนี้..."