“ขอแนะอะไรไว้อย่างว่าอย่าตะกละตะกรามให้มันมากนัก ท้องแตกตายไม่รู้ด้วย”
“เฮอะๆ ขอบพระคุณที่เตือน ข้าจะจดจำไว้ให้มั่น”
ฉู่เหินยกยิ้มบางแล้วรับยันต์มรณะนั้นเก็บเข้ากระเป๋าอย่างสบายๆไม่มีท่าทีเกรงใจเลยแม้แต่น้อย
เหรินเหว่ยทั้งเจ็บแค้นและชิงชังเข้าไส้สีฮุ่ยนำขบวนคนสำนักวายุจักรพรรดิเดินจากไปอย่างว่องไว
ขึ้นอย่างหงส์ ลงอย่างหมา!
เห็นพวกคนสำนักวายุจักรพรรดิ ‘หน้าม่อยคอตก’ กลับไปแล้ว ฝั่งสำนักดาราสวรรค์ก็ปรบมือดังสนั่นราวกับห่าฝนโปรยพวกเขาโห่ร้องลั่นสาแก่ใจเป็นนักหนา
ความอัดอั้นตันใจครานี้ได้รับการสะสางอย่างน่าพอใจยิ่ง
แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดคาดคิดว่ากระทั่งเจ้าสำนักเจี่ยงจะออกโรงด้วยตนเอง หากเจ้าสำนักเจี่ยงโมโหขึ้นมาย่อมไม่อาจระงับได้โดยง่าย
เจ้าสำนักเจี่ยงหันมาหาทุกคน ตะโกนเสียงดัง “นับแต่วันนี้ไปไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหนก็ตาม แต่ถ้าหากกล้ามาหาเรื่องสำนักดาราสวรรค์ของเราก็เข้าไปกระทืบให้แรงๆ อย่าให้พวกมันพูดพล่ามเพ้อเจ้อ เอาพวกมากเข้าสู้ ต่อยหน้าพวกมันให้สุดแรงไปเลย!”
“เฮ!”
เพียงคำนั้นเอื้อนเอ่ย ทั้งลานก็กู่ร้องเดือดพล่านปรบมือเห็นชอบด้วยเป็นการใหญ่
“เฮ้ยๆ ตาแก่นี่ไม่เลวเลย ถูกจริตข้าดีแท้” มู่เฟิงฉีกยิ้มหัวเราะ
“ไม่ใช่แล้วกระมัง กระทั่งผู้ชายยังไม่เว้นเลยหรือ?มิหนำซ้ำยังเป็นผู้เฒ่าผู้แก่อีก รสนิยมเจ้านี่มันจะหนักหนักเกินไปแล้ว!” โจวลู่ตำหนิด้วยหน้าตารังเกียจเต็มประดา
“ถุย!” มู่เฟิงโกรธจนแทบกระโดด เขาชี้หน้าด่าโจวลู่ “ทำไมผู้หญิงเช่นเจ้าถึงได้มีความคิดสกปรกโสมมพรรค์นี้?อย่ามาใส่ความข้ามั่วซั่วนะโว้ย ขืนกล้าพูดจาเหลวไหลใส่ข้าอีกเชื่อไหมว่าเจ้าได้ท้องไม่รู้ตัวแน่”
“เจ้า...” โจวลู่โมโหจนตาแทบถลน นางไม่พูดพร่ำทำเพลงหยิบแส้ยาวฟาดใส่มู่เฟิง “เชื่อไหมว่าแม่จะฟาดเจ้าคนไม่เอาอ่าวให้ตายคามือมันวันนี้”
“ไอ้หยา เวรแล้ว มีอะไรค่อยพูดค่อยจากัน อย่าใช้กำลังเซ่...ยายบ้า เฮ้ยยังไม่หยุดอีก ยายประสาทเอ๊ย เดี๋ยวพ่อปั๊ดจับกดเสียนี่...”
มู่เฟิงถูกโจวลู่ฟาดแส้จนวิ่งเตลิดเปิดเปิงไปทั่ว
หลี่ฮุยเย่ข้างกันทั้งส่ายหน้าทั้งถอนหายใจ ตั้งแต่เป็นสหายกับสองคนนี้มาเหมือนชีวิตจะมืดมนลงอย่างไรชอบกล
...
ทันใดนั้นเองที่เจ้าสำนักเจี่ยงเดินมาหาฉู่เหินด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอ่อนโยน
“เจ้าหรือหนุ่มน้อยที่ได้ชัยมาจากประชุมใหญ่ดาวชิงดวง?”
“ศิษย์นามฉู่เหิน คารวะท่านเจ้าสำนักเจี่ยง” ฉู่เหินประสานมือทำความเคารพ
“เฮอะๆ ไยต้องเกรงใจกัน...” เจ้าสำนักเจี่ยงแววตาสันติแตกต่างจากความกร้าวกระด้างเมื่อครู่คนละขั้ว“นึกเสียใจภายหลังไหมที่เข้าสำนักดาราสวรรค์ของข้ามา?”
“ก่อนหน้านี้เสียใจภายหลัง แต่บัดนี้ไม่แล้วขอรับ” ฉู่เหินตอบตามสัตย์จริง
ยามแรกเริ่มนั้น ฉู่เหินอับจนหนทางถึงได้มายังสำนักดาราสวรรค์
แต่เมื่อภัยร้ายมาถึงตัวเขา สำนักแห่งนี้ก็ปกป้องเขาฉู่เหินตื้นตันใจยิ่งนัก เวลานี้เขาเข้าใจแล้วว่า สำนักดาราสวรรค์หาได้ตื้นเขินเฉกเช่นที่เคยคิดไว้
“ฮ่าๆๆๆ”
ได้ยินฉู่เหินตอบเช่นนั้นแล้วเจ้าสำนักก็หัวเราะลั่น “ไม่เลว ไม่เลวเลยตาเฒ่าเช่นข้าชอบคนน้ำใสใจจริงที่สุด ไปรักษาอาการบาดเจ็บเถิด คนอื่นทำเช่นไรเจ้าก็ทำตามเขาไปแล้วกัน!”
“ขอรับ เจ้าสำนักเจี่ยง!”
ฝูงชนที่รวมตัวกันที่ลานค่อยๆ แยกย้ายไป
รอจนเจ้าสำนักเจี่ยงหันหลังเดินจากไปแล้ว ฉู่เหินจึงชำเลืองมองตำแหน่งที่เวทีสูงใจกลางกลานร่างอันงดงามที่ยืนอยู่บนเสาหินใหญ่โตเจ็ดต้นนั้นหายลับไปตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจรู้
“อาจารย์ซีหลานไปแล้วหรือ?” ฉู่เหินพึมพำกับตนเอง
ตอนหน้าสิ่วหน้าขวานเมื่อครู่ อาจารย์ซีหลานก็ออกโรงช่วยเหลือเขาไว้ฉู่เหินยังอยากบอก ‘ขอบคุณ’ นางสักคำหนึ่งแต่ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะจากจรไปเสียแล้ว
“ศิษย์พี่ชิงหยวน อาจารย์ซีหลานพักที่ใดหรือขอรับ?”
ฉู่เหินเดินไปถามพวกเหอชิงหยวน หลิ่วเยว่ และเปียนหงที่กำลังจะกลับ
“ทำไมเล่า ถามไปทำไม?” เปียนหงถามกลับเป็นเชิงเยาะเย้ยเล็กน้อย
“ไม่มีอะไร เพียงอยากขอบคุณอาจารย์ซีหลานก็เท่านั้น”
“ฮ่าๆ คราวหน้าเถิด” เหอชิงหยวนหัวเราะอ่อนโยน“อาจารย์ซีหลานท่านไม่ชอบให้ใครไปรบกวน พวกเราไม่เคยไปที่พักของนางเลยสักคน รอให้ถึงการสอนครั้งต่อไปแล้วค่อยบอกท่านก็ไม่สาย”
ฉู่เหินพยักหน้า “อื้ม ขอบพระคุณศิษย์พี่ที่บอกกล่าว”
“ไม่เป็นไร”
“ไม่เลวเลยนี่!” หลิ่วเยว่ตบบ่าฉู่เหินดวงตาคู่โตเปี่ยมชีวิตชีวาฉายรอยยิ้มจางๆ “ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะรับสามท่าของเจ้าคนที่ชื่อเหรินเหว่ยนั่นได้”
“ศิษย์พี่หญิงล้อเล่นแล้ว ข้าเพียงโชคดีแค่นั้นเอง” ฉู่เหินยิ้มถ่อมตน
เปียนหงกับอู่เจ๋อข้างกันมีท่าทีเมินเฉยพอตัว ทั้งสองแยกย้ายกันไปก่อน
หลังสนทนาพาทีกันง่ายๆ ฉู่เหินก็อำลากลับ
“หนู หนู!” พอมู่เฟิงกลับถึงที่พักก็ตะโกนโหวกเหวกทันที
กุกกัก
เมื่อประตูห้องฮ่าวจึเปิดออก ฮ่าวจึผู้แข็งแรงดูดีและตาเป็นประกายก็เดินออกมา“พวกเจ้ากลับมากันแล้ว!”
ฉู่เหินกับมู่เฟิงชะงักไปทั้งคู่
ทั้งสองสัมผัสได้ชัดเจนว่าพลังหยวนแท้ในร่างฮ่าวจึไพศาลกว่าที่ผ่านมาไม่น้อยเลย
“หนู เจ้าบรรลุแล้วหรือ?” มู่เฟิงถาม
ฮ่าวจึฉีกยิ้ม เกาท้ายทอยอย่างกระดาก “แหะๆต้องขอบคุณศิษย์น้องฉู่เหินที่ให้หินผลึกหยวนขั้นสูงมาข้าถึงได้บุกเบิกเส้นปราณยุทธ์เส้นที่เก้าได้”
บุกเบิกเส้นปราณยุทธ์เส้นที่เก้า ระดับเชื่อมปราณขั้นเก้า!
แม้สำหรับฉู่เหินผู้มีตบะเท่านี้จะไม่ได้ใหญ่โตอันใดนัก แต่สำหรับฮ่าวจึที่มีพรสวรรค์ธรรมดาและตกทุกข์ได้ยากมาตั้งแต่ยังเล็กยังน้อยแล้วนี่ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆ
“เฮอะๆ ยินดีกับท่านด้วย!” ฉู่เหินดีใจจากใจจริง
“ศิษย์น้องฉู่เหิน ไฉนสีหน้าเจ้าถึงได้แย่เช่นนี้? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”
พอเห็นฉู่เหินหน้าซีดเซียวไม่น้อย ฮ่าวจึก็อดถามขึ้นไม่ได้ด้วยฮ่าวจึเข้าสภาวะฝึกตนตั้งแต่เมื่อคืนเขาจึงไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เลย
ฝ่ายฉู่เหินนั้นได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยระหว่างสัประยุทธ์กับเหรินเหว่ยก่อนหน้านี้
“ไม่เป็นไร ปัญหาเล็กน้อยเท่านั้น พวกเจ้าคุยกันไปก่อนเถิดข้าขอเข้าไปรักษาตัวในห้องสักครู่...”
ว่าจบฉู่เหินก็กลับเข้าห้องตนเอง
ฮ่าวจึเข้าไปซักไซ้มู่เฟิงด้วยสงสัย มู่เฟิงยักไหล่แล้วแบมือออกด้านข้าง“คนสำนักวายุจักรพรรดิมาทวง ‘ค่าสินไหม’ เมื่อสาย สุดท้ายไม่ได้ค่าสินไหม หนำซ้ำต้องจ่าย ‘ค่าทำขวัญ’ ให้ฉู่เหินอีกต่างหาก”
“เล่าให้ละเอียดกว่านี้หน่อยได้ไหม?” ฮ่าวจึฟังแล้วงงงวย
“เจ้ามันเบาปัญญาเกินไป ฟังไม่รู้เรื่องก็ไปนั่งเล่นโคลนเถอะไป!”
...
สองชั่วยามให้หลัง!
ในห้อง ฉู่เหินผู้นั่งขัดสมาธิบนเตียงลืมตาขึ้นแช่มช้า ถอนหายใจพรืดยาวหลังทำการเยียวยารักษารอบหนึ่งแล้ว ฉู่เหินก็ฟื้นฟูกลับมา หน้าที่เคยซีดขาวมีสีเลือดขึ้นมาหลายส่วน
“พลังข้ายังไม่มากพอ...”
ฉู่เหินหรี่ตาเล็กน้อยนครหลวงแห่งนี้อุดมไปด้วยอัจฉริยะที่เลิศล้ำกว่าเขามากมายนักเนืองนามอันดับหนึ่งแห่งศิษย์ใหม่ยังห่างไกลจากคำว่าพอต่อหน้าฟ้าประทานที่แท้จริงแล้วเขาดูไม่ได้ด้วยซ้ำไป
บุรุษหนุ่มคิดในใจ แสงขาวสว่างวาบขึ้นมา ขวดหยกใบหนึ่งเผยโฉมกลางฝ่ามือ
“ยาเร้นหยวนเม็ดนี้คงช่วยให้ข้าบรรลุได้...” ฉู่เหินพึมพำ
อยู่ในสำนักดาราสวรรค์แห่งนี้ มีแต่จะต้องได้คะแนนดาวเกินสามพันเท่านั้นจึงจะแลกยาเร้นหยวนเม็ดหนึ่งได้
สำหรับพลังลมปราณระดับเชื่อมหยวนแล้ว ยาเร้นหยวนคือยาที่เปี่ยมไปด้วยสรรพคุณโดยเฉพาะก่อนจะถึงขั้นห้า มันย่อมจะแสดงประสิทธิภาพโดดเด่นได้มากที่สุด
ทว่า ฉู่เหินไม่ได้ใช้ยาเร้นหยวนทันทีทันใด
ในเมื่อเขาเพิ่งบรรลุระดับเชื่อมหยวนขั้นสามได้ไม่นานพลังหยวนแท้ในร่างยังไม่มั่นคงแข็งแรงพออย่างน้อยต้องรอยี่สิบวันขึ้นไปจึงจะสมควรแก่เวลา
หากเร่งเร้าอยากสำเร็จจนเกินไป สุดท้ายอาจตกม้าตายทั้งเป็น!
ดังนั้นฉู่เหินจึงเก็บยาเร้นหยวนกลับไปใหม่ แล้วหยิบม้วนคัมภีร์สีน้ำเงินออกมา
ผู้อาวุโสอิงให้เขามาตอนไปหอเมฆดาราเมื่อวาน
ฉู่เหินคลี่ม้วนคัมภีร์ออก เคล็ดวิชาสมบูรณ์แบบเปิดเผยแก่สายตา
“เคล็ดวิชาประทับผนึกน้ำแข็ง ขัดเกลาพลังหยวนแท้จนถึงจุดเยือกแข็ง ผันแปรเป็นน้ำแข็งสร้างน้ำแข็งเป็นรูปทรง บุกได้รับดี วันใดที่สำเร็จวิชานี้ พลังเข่นฆ่าจะเทียบเท่ากระบวนยุทธ์ระดับขั้นเชื่อมเมล็ดพันธุ์...”
อ่านคำแนะนำจบแล้วฉู่เหินก็อดตาลุกวาวไม่ได้ วิชาประทับผนึกน้ำแข็งเป็นวิชายุทธ์ระดับเชื่อมหยวนแต่อานุภาพกลับเทียบเคียงกระบวนยุทธ์ระดับสร้างเมล็ดพันธุ์ ใช่จะหาได้ง่ายๆ ที่ไหน
หลังอ่านอย่างละเอียดจนจบแล้วฉู่เหินจึงเข้าใจ
ที่แท้แล้ววิชาประทับผนึกน้ำแข็งนี้ก็ฝึกยากมากเลยทีเดียว
ก่อนอื่นต้องเกลาพลังหยวนจนถึงจุดเยือกแข็งให้ได้เสียก่อน จึงจะสามารถใช้กระบวนยุทธ์นี้ออกมาได้แค่ข้อนี้ก็ทำคนนับไม่ถ้วนส่ายหัวปฏิเสธได้แล้ว
ในเมื่อการเปลี่ยนแปลงธาตุพลังหยวนแท้นั้นยากเย็นแสนเข็ญ หากพลาดพลั้งที่จุดใดใช้กระบวนยุทธ์ไม่สำเร็จยังพอว่า แต่น่ากลัวว่าปราณหนาวนั้นจะย้อนกลับจนเส้นปราณในร่างเสียหายไปด้วย
“วิชาประทับผนึกน้ำแข็งนี้เหมาะจะให้พี่หญิงรองฝึกมากกว่า...”
หลงเสวียนซวงมีกายยุทธน้ำแข็งอยู่กับตัวสองเดือนก่อนก็เลื่อนขั้นเป็นกายสัประยุทธ์วิญญาณน้ำแข็ง ผู้ที่มีขีดจำกัดสายเลือดเยือกแข็งอยู่กับตัวย่อมจะข้ามขั้นตอนที่ขวางหน้านี้ไปได้เลย
น่าเสียดายที่สำนักดาราสวรรค์มีกฎไม่ให้ถ่ายทอดกระบวนยุทธ์ออกไปให้คนนอกสำนัก
หากสืบพบเมื่อใด ผลพวงที่ตามมาคงร้ายแรงน่าดู
“ปราณมนตร์น้ำแข็งของหมาป่ามารเดือนน้ำแข็งไม่ใช่พลังขีดจำกัดสายเลือดก็จริงแต่สามารถหลอมรวมกับพลังหยวนแท้ของข้าและปลดปล่อยออกมาได้ ข้าควรจะทำตามเงื่อนไข ‘ควบหยวนแปรประทับ’ ให้เสร็จสิ้น”
ฉู่เหินใคร่ครวญครู่หนึ่งก็ฉายแววตัดสินใจ
ลองดูก่อนแล้วกัน!
หลังจดจำวิธีฝึกฝนเคล็ดวิชาประทับผนึกน้ำแข็งอย่างละเอียดแล้วฉู่เหินก็เริ่มเข้าสู่สภาวะการฝึก
ขณะเดียวกันกับที่เคลื่อนพลังหยวนแท้ก็ปลดปล่อยปราณมนตร์น้ำแข็งกลุ่มนั้นออกมาจากกายด้วยปราณมนตราสีขาวบางราวผ้าแพรอบอวลจากกายฉู่เหิน
อุณหภูมิในห้องลดต่ำลงทันตา
ฉู่เหินบงการให้พลังหยวนแท้ที่หลอมรวมกับปราณมนตร์น้ำแข็งเคลื่อนตัวตามแนวทางของเคล็ดวิชาประทับผนึกน้ำแข็งสองมือของเขาแปรเปลี่ยนเป็นท่าหัตถ์มากมาย ปราณมนตราสีขาวเป็นสายเส้นดุจธาราคืนนทีวิวัฒน์และควบแน่นในฝ่ามือเขาอย่างแช่มช้า
…………………………