หนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว

    บทที่ 29 ต่อสู้ด้วยประสบการณ์

    ในระหว่างทางเดินนั้น หนิงเทียนที่เดิมจะเดินตามหลังอย่างเงียบๆ เริ่มกล่าวออก “พี่ใหญ่หลาน มันคุ้มแล้วหรอที่ท่านต้องจงรักภักดีเช่นนี้”

    “เปล่าเลยน้องชายหนิง พวกเราไม่ได้มีความภักดีกับท่านเกาซุนแต่อย่างใด ที่พวกเรายอมสละชีวิตและปกป้องสมบัติชิ้นนี้เป็นเพราะพวกเราซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของพวกเราต่างหาก”หลานเหลียงกล่าวออกอย่างแผ่วเบาด้วยความเหนื่อย

    ในระหว่างที่มันกล่าวตอบไป พวกมันทั้งสี่มารวมกันอยู่ข้างลำธาร พวกมันพากันวักน้ำธรรมชาติ เข้าปากอย่างอดยาก น้ำเย็นๆจากลำธารช่วยเพิ่มกำลังที่เกือบจะหมดของพวกมันทั้งสามขึ้นมา

    แม้หลานเหลียงจะอยู่ในช่วงเวลาที่วิกฤติแต่มันเริ่มที่จะสังเกตเห็นความผิดปกติของหนิงเทียน ไม่มีทางที่ผู้ฝึกตนในแดนมนุษย์ จะตามความเร็วของพวกมันที่ต้องการหนีอย่างสุดชีวิตได้

    แล้วเจ้าเด็กหนิงเทียนตามพวกมันทั้งสามคนมาได้อย่างไร อีกทั้งมันไม่เห็นท่าทีเหน็ดเหนื่อยออกมาจากหนิงเทียนเลยแม้แต่น้อย

    หลานเหลียงตัดสินใจถามออกทันที“น้องชายหนิงเจ้าเป็นใครกันแน่?”

    ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนได้แต่ยิ้มจางๆ เวลานี้มันไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังตัวตนของมันอีกต่อไปแล้ว “อย่าห่วงไปเลยพี่ใหญ่หลาน ข้านั้นไม่ทำร้ายพวกท่านแน่”

    เมื่อได้ยินคำพูดของพี่ใหญ่หลานและเห็นท่าทีของหนิงเทียน เหลียวเหยียนรีบกล่าวถามออกทันที “หรือว่าเจ้าจะเป็นสายลับของพวกมัน”

    หนิงเทียนนั้นไม่ได้สนใจอะไรกับคำพูดของเหลียวเหยียนนัก มันเพียงแต่จับจ้องไปยังหลานเหลียงพร้อมกล่าวต่อ “พี่ใหญ่หลานท่านแน่ใจหรือว่า สมบัติในมือของท่านเป็นของจริง”

    “น้องชายหนิงเจ้าหมายความว่าอะไร?”หลี่เฟิงรีบถามออกแทนหลานเหลียงอย่างรวดเร็ว

    “การที่เกาซุนหนีไปโดยทิ้งพวกเราและสมบัติให้เป็นเหยื่อล่อกลุ่มโจร ไม่ใช่คำตอบที่ดีแล้วหรือ?” หนิงเทียนถามออกเพื่อเพิ่มความสงสัยให้แก่พวกมันทั้งสามคน

    “เจ้าหมายความว่าท่านเกามอบสมบัติปลอมให้แก่เราและยังใช้พวกเราเป็นเหยื่อล่อนักฆ่าพวกนี้” เหลียวเหยียนคำรามออกมาด้วยโทสะ

    “เฮ้..ข้าพึ่งเห็นว่ารองหัวหน้าเหลียวมีสติปัญญาอยู่ในสมองบ้างก็วันนี้” หนิงเทียนยังคงกล่าวติดตลกแม้อยู่ในสถานการณ์ที่คับขัน

    ด้วยคำพูดเช่นนี้ ถ้าเป็นเวลาปกติแล้วเหลียวเหยียนต้องระเบิดโทสะอย่างมากล้นใส่หนิงเทียนแน่

    แต่เวลานี้เหลียวเหยียนหาได้ใส่ใจกับคำพูดของหนิงเทียนแม้แต่น้อย

     

     

    เหลียวเหยียนรีบกล่าวถามพี่ใหญ่ของมัน “ถ้าสิ่งที่เจ้าเด็กนี้พูดเป็นเรื่องจริง พวกเราควรจะทำอย่างไรต่อ

    ถ้าเราปกป้องสิ่งของไร้ค่าเช่นนี้ด้วยชีวิตจะไม่เป็นการเสียเกีรยติของพวกเราและยังผิดต่อดวงวิญญาณของพี่น้องที่สละชีวิตไป?”

    “เจ้าหมายความว่า?” หลานเหลียงกล่าวด้วยแววตาที่ตึงเครียด

    “ข้าว่าเราควรมอบสมบัติให้กลุ่มนักฆ่าพวกนั้นไปซะ” เหลียวเหยียนรีบแสดงความเห็น

    ในขณะที่พวกมันทั้งสามกำลังหารือเรื่องสำคัญอยู่นั้น จู่ๆบังเกิดเสียงแหบแห้งดังเข้าปะทะโสดสัมผัสของพวกมัน

    “ในที่สุดข้าก็หาหนูอย่างพวกเจ้าพบ”สิ้นเสียง เงาสีดำนับสิบปรากฎตัวล้อมรอบกลุ่มของหนิงเทียนไว้

    เมื่อเห็นกลุ่มชายชุดดำที่ล้อมพวกมันไว้ ความรู้สึกหน้ามืดที่เกิดจากการเสียเลือดมากของหลานเหลียงก็แสดงอาการออกมาทันที

    ความสิ้นหวังถึงขีดสุดประดังเข้ามาภายในจิตใจ การที่ตกอยู่ในวงล้อมของผู้ฝึกตนแห่งปราชญ์นับสิบทำให้หลานเหลียงไม่เหลือแม้แต่กำลังใจที่จะต่อสู้แล้ว

    ชายชุดดำนับสิบคนแย้มยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม หัวหน้ากลุ่มของคนเหล่านี้ไม่ใช่ใครอื่น มันคือลั่วผอ หลังจากที่พวกมันล้อมจับหนูทั้งสี่ตัวนี้ได้แล้ว

    มันตะโกนเสียงกึกก้องอีกครา “จะยอมส่งกล่องทมิฬมาดีๆหรือจะให้ข้าค้นจากร่างที่ไร้วิญญาณของพวกเจ้า” น้ำเสียงที่เหมือนกับประกาศิตที่สามารถตัดสินชีวิตกลุ่มของหลานเหลียงได้ดังขึ้นก้อกอยู่ภายในใจ

    “ท่าน...ท่านลั่วผอผู้สูงส่ง ข้า...ข้าจะมอบกล่องทมิฬให้ท่าน โปรดไว้ชีวิตน้อยๆของพวกเราด้วย”เป็นเสียงของเหลียวเหยียนที่ดังออกมา หน้าที่เจราอย่างไร้เกียรติเช่นนี้ มันนั้นถนัดยิ่งนัก

    “ฮ่าๆฮาฮาๆ”เสียงหัวเราะดังมาจากด้านหลังปรากฏชายในชุดดำอีกคน นามของมันคือลั่วหลี่ รองหัวหน้าของกลุ่มนักฆ่านี้

    มันกล่าวด้วยความดุดัน“พวกเจ้าทำให้ข้าเสียเวลาอยู่หลายชั่วยาม ยังมีหน้ามาร้องขอชีวิตน้อยๆอีกหรือไง”

    ได้ยินเช่นนั้นหัวใจของทั้งสามตกลงไปอยู่เบื้องร่าง หนทางรอดของพวกมันช่างมืดมิด

    ลั่วหลี่ย่างก้าวอย่างช้าๆไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของหลานเหลียง “เจ้าเป็นหนูที่คาบสมบัติมา”กล่าวจบมันใช้สองมือกำไปยังลำคอที่เปื้อนเลือดของหลานเหลียง “ยังไม่รีบส่งกล่องทมิฬมาอีก”

    เวลานี้จิตใจของหลานเหลียงนั้นตกอยู่ในภวังค์ของความกลัว มันได้แต่ทำตามอย่างว่าง่ายสองมือของมันหยิบกล่องจงหลีมอบให้แก่ลั่วหลี่โดยไร้ซึ่งการขัดขืนใดๆ

    “ดีดีๆมากนับว่าพวกเจ้ายังมีความฉลาดอยู่บ้าง” ลั่วหลี่หันไปทางพี่ของมัน “ฆ่าพวกมันเลยดีไหมพี่”

    ลั่วผอได้ยินเช่นนั้น มันจึงคิดอะไรบางอย่างออกมา“เดียวก่อน ข้าจะไว้ชีวิตน้อยๆของพวกมัน”ลั่วผอกล่าวตอบน้องมัน

    พร้อมทั้งเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้ากลุ่มของหลานเหลียงและกล่าวกับทั้งสี่คน “พวกเจ้าคลานรอดใต้หว่างขาของพวกข้าและหอนดังเช่นสุนัข ข้าจะปล่อยมันผู้นั้นไป”

    ได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของทั้งสามเหมือนเช่นคนที่กลืนกินอุจาระเข้าไป พวกมันใช้เวลาตัดสินใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เหลียวเหยียนจะกล่าวออกมาแก่พวกมันทั้งสามด้วยเสียวแผวเบา

    “พี่ใหญ่หลาน แก้แค้นสิบปีก็ยังไม่สาย พวกเราต้องรอดชีวิตไปให้ได้”

    เมื่อกล่าวจบ เหลียวเหยียนคุกเข่าลงเบื้องหน้าพวกมัน มันค่อยคลานรอดใต้หว่างขาของชายชุดดำทีละคน

    ในระหว่างผ่านหนึ่งคนมันโดนทั้งตบ ทั้งถ่มน้ำลายใส่ บ้างก็โดนเตะตามหลังอย่างเจ็บปวด เมื่อมันคลานผ่านครบ10คนแล้ว

    มันมาหยุดอยู่ตรงหน้าลั่วผอ พร้อมทั้งเห่าหอนดั่งสุนัข หู้วววว.... เป็นเสียงที่ทำให้คนที่ได้ยินนั้นบังเกิดความเวทนาเป็นอย่างยิ่ง

    หนิงเทียนมองไปยังท่าทีของเหลียวเหยียนทำให้มันอดยิ้มออกไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม หนิงเทียนนั้นไม่ได้เกลียดคนอย่างมันสักเท่าไร

    ถึงมันจะเป็นคนจิตใจคับแค้นแต่มันนับว่าเป็นคนที่รู้ถึงสถานการณ์ได้ดีคนหนึ่ง มีคำกล่าวที่ว่า ลูกผู้ชายต้องยืดได้และหดได้เหมือนเช่นวีรบุรุษ ‘โกวเจี้ยน’

    *โกวเจี้ยน เยว่อ๋องโกวเจี้ยนผู้ทำลายรัฐอู๋

    หลานเหลียงนั้นจิตใจเหม่อลอย มันคุกเข่าลงและเริ่มคลานดั่งคนไร้สติ เวลานี้เกียรติยศของหัวหน้าคุ้มกันหลาน ไม่หลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย เป็นสิ่งที่น่าอดสูยิงนัก

    ในขณะคนที่สองได้ผ่านไป กลุ่มคนชุดดำยังคงหัวเราะอย่างสนุกสนาน พวกมันมีความสุขกับการได้ใช้ฝ่าเท้าเหยียบย้ำลงไปบนศีรษะของผู้ที่หมอบคลานอย่างสนุกสนาน

    หู้ววววว...เสียงหอนของหลานเหลียงดังขึ้นท่ามกลางเสียงหัวเราะ

    หนิงเทียนมองดูหลานเหลียง มันรู้สึกว่าประสาทสัมผัสในการประเมินคนของมันทื่อลง ที่แท้พี่ใหญ่หลานที่ใครๆต่างยกย่อง เป็นเพียงพวกท่าดีทีเหลวเท่านั้น

    เมื่อมันต้องเผชิญกับความตายกลับไร้ซึ่งความสามารถที่จะครองสติอยู่ได้

    เวลานี้สายตานับยี่สิบคู่ของกลุ่มชายชุดดำ จับจ้องมายังร่างของหลี่เฟิง ราวกับพวกมันกำลังรอว่า หลี่เฟิงจะคลานท่าไหนให้พวกมันดู

    เวลานี้ใบหน้าของหลี่เฟิงซีดขาวมันหันมากระซิบอย่างแผ่วเบากับหนิงเทียน

    “น้องชายหนิงเจ้ารีบหาโอกาสหนีไป”สิ้นเสียงของมันหลี่เฟิงมันสลัดความหวาดกลัวทั้งหมดทิ้งไปและเดินออกไปยังเบื้องหน้าของลั่วผอด้วยเสียงหน้าเรียบเฉย

    “ข้า หลี่เฟิง เกิดเป็นชาย ศีรษะของข้ามีไว้คำนับเพียงบิดามารดาและอาจารย์เท่านั้น”หลี่เฟิงกล่าวออกด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวไม่เกรงกลัวใดๆ

    ได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าอันอัปลักษณ์ของลั่วผอบิดเบี้ยวทันที มันได้ฉายาว่า หยิ่งผยองไม่กลัวตายจะต้องมีแต่มันเท่านั้นที่ไม่กลัวความตาย

    “สารเลวไม่กลัวตายใช่หรือไม่ ข้าจะไม่ให้เจ้าตาย ข้าจะให้เจ้าลิ้มรสความหวาดกลัวและรู้สึกผิดที่ต่อต้านข้า”

    สิ้นคำกล่าวมันตะโกนเสียงดัง “ฆ่าพวกมันทั้งสองตัวทิ้ง ข้าจะให้ไอ้เด็กนี้รู้ว่า การตัดสินใจของมัน ทำให้พี่น้องที่ยอมทิ้งเกียรติเห่าหอนเช่นสุนัขต้องตายฟรี”

    ‘รับคำสั่ง’ ดาบของชายชุดดำง้างขึ้นสูง เวลานี้สีหน้าของเหลียวเหยียนหวาดกลัวจนถึงขีดสุด ต่างจากสีหน้าของหลานเหลียงยังคงเหม่อลอยคล้ายคนเสียสติ

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เฟิงทั้งโกรธและรู้สึกผิด มันนั้นเป็นเพียงองครักษ์ขั้นกลางแต่กลับพุ่งตัวไม่สนหน้าอินหน้าพรมใดๆ เข้าปะทะกับชายชุดดำที่กำลังลงดาบใส่หัวหน้าของมัน

    ทันใดที่ดาบของผู้ฝึกตนแห่งปราชญ์กำลังเข้าปะทะกับท่อนแขนของผู้ฝึกตนในแดนองครักษ์อย่างหลี่เฟิง

    จู่ๆบังเกิดเรื่องแปลกประหลาดขึ้นมา คมดาบของชายชุดดำไม่สามารถตัดผ่านท่อนแขนของหลี่เฟิงไปได้ มันทำได้เพียงส่งร่างของหลี่เฟิงกระเด็นออกไปเท่านั้น

    ชายชุดดำมองไปที่ดาบของมันด้วยสีหน้าตกตะลึง เวลานี้ดาบด้านคมของมันถูกปกคลุมไปด้วยชั้นน้ำแข็งบางๆ ส่งผลให้มันกลายเป็นดาบทื่อไร้ซึ่งคม

    “ผู้ใด!! มันเป็นใครบังอาจสอดมือเข้ายุ่ง” มันตะโกนออกอย่างเดือดดาล

    ทุกสายตาจับจ้องไปยัง เด็กหนุ่มแดนมนุษย์คนเดียวที่เหลืออยู่อย่างหนิงเทียน

    ลั่วผอคำรามออกอย่างน่ากลัว “ในที่สุดก็ปรากฎตัว ข้าคิดแต่แรกแล้วว่าเจ้ามันแปลกๆ จะมีแดนมนุษย์คนใดหลบหนีการไล่ล่าของพวกเราได้นานเพียงนี้”

    ลั่วหลี่ถามออก “พี่ใหญ่มันทำได้อย่างไร เห็นชัดๆว่ามันเป็นเพียงแดนมนุษย์เท่านั้น”

    “ไม่ต้องสนใจ เพียงแค่ฆ่าและชำแระร่างของมันออกมาดูพวกเราจะได้รู้กันเอง” คำตอบของลั่วผอนั้นแม้แต่พวกเดียวกันยังอดไม่ได้ที่จะตัวเย็น

    หนิงเทียนนั้นหาได้ใส่ใจกับคำกล่าวของลั่วผอไม่ มันเพียงแต่กล่าวออกด้วยเสียงดังแก่หลี่เฟิง

    “สิ่งที่จะเกิดต่อไปนี้เป็นพียงเรื่องบังเอิญ เพราะฉะนั้นจงอย่าได้คิดว่าจะมีอีกเป็นครั้งที่2”

    ได้ยินคำกล่าวที่เต็มไปด้วยความยโสของหนิงเทียนแล้ว ชายชุดดำต่างมองหน้ากันไปมาอย่างงุนงงไม่นานนักพวกมันทั้งสิบเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง

    “ฮ่าฮ่าฮาฮาๆๆๆ เจ้าได้ยินไอ้เด็กนี้พูดหรือไม่”ลั่วหลี่กล่าวออกกับพวกของมันอย่างดูถูก

    ถึงเด็กนี้จะมีความลับอยู่บ้างแต่การที่จะต่อสู้กับพวกมันทั้งหมดนี้ เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน

    ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวเดินออกมาทางหนิงเทียน “ให้ข้าสั่งสอนเจ้าเด็กนี้เอง”

    ตัวมันนั้นมีพลังอยู่ในระดับปราชญ์ขั้นที่6 การลดตัวลงมาสั่งสอนเด็กถือว่าเป็นเรื่องที่เสียเกียรติไปบ้าง แต่อย่างไรกับเด็กที่หยิ่งผยองเช่นนี้ต้องตายสถานเดียว

    “เฮ้ๆ จูหยาน เจ้าไม่อายบ้างหรอที่เล่นกับเด็ก”เสียงของกลุ่มคนชุดดำตะโกนออกมาหยอกล้อเพื่อนของมัน

    จู่ๆ ร่างของหนิงเทียนสลายหายไปดุจเมฆหมอกที่พุ่งผ่าน ความเย็นพุ่งผ่านร่างของมัน

    “เด็กนี้มีทักษะท่าร่างสินะ” กล่าวจบมันมองไปยังพี่น้องของมันที่ดวงตาเปิดกว้าง ปากของพวกมันอ้าออกเหมือว่าจะกล่าวคำใดออกมา

    คิ้วของลั่วผอขมวดผูกกันทันที ดวงตาของมันหรี่แคบลงทันใด

    “จู...จูหยาน ที่อกเจ้า” เสียงของใครบางคนในกลุ่มของพวกมันดังขึ้นมา

    ชายชุดดำที่ชื่อจูหยานก้มมองไปยังหน้าอกของมัน รูขนาดเท่ากำปั้นปรากฎที่หน้าอกข้างซ้าย หัวใจของมันหายไป ทันทีที่จิตใต้สำนึกตอบสนองแก่ร่างกาย มันล้มลงกลายเป็นร่างไร้วิญญาณทันที

    โปะ!!! หนิงเทียนบีบหัวใจที่ชุ่มไปด้วยเลือดในมือของมันทันที

    มันกล่าวต่ออย่างไม่สนใจในสิ่งที่มันพึ่งทำไปนัก “ชีวิตของใคร มันผู้นั้นที่เป็นเจ้าของสมควรดูแลด้วยตนเอง

    พวกเจ้าจงจำคำพูดของข้าให้ดี นับจากนี้ขึ้นอยู่กับตัวพวกเจ้าเองแล้วว่าจะรอดจากสัตว์อสูรในที่แห่งนี้ไปได้หรือไม่”

    ได้ยินเช่นนั้นเหลียวเหยียนรู้สึกเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางศีรษะ เพียงแค่หวนคิดเรื่องที่มันเคยดูถูกหนิงเทียนพลันทำให้ขนในกายของมันรุกสู่

    มันรีบพยุงร่างของหลานเหลียงขึ้นมาพร้อมรีบพุ่งตัวออกไปโดยเร็ว ก่อนกล่าวออกอย่างรวดเร็ว

    “หลี่เฟิงถ้าเจ้าจะตายอยู่ที่นี้ ข้าก็ยินดี”กล่าวจบมันพุ่งร่างออกไปอย่างรวดเร็ว

    หนิงเทียนเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวออก “พี่ชายหลี่แล้วพบกันที่ฉางผิง”

    หลี่เฟิงนั้นรู้ตัวดีว่ามันไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย มันทำได้เพียงกัดฟันแน่นพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงโศกเศร้า

    “รักษาตัวด้วยน้องชายหนิง พวกเราต้องได้พบกันที่ฉางผิง” กล่าวจบมันทะยานร่างหายไปทันที

    “สารเลวคิดจะไปก็ไปอย่างนั้นหรือ” ลั่วผอคำรามด้วยความโกรธมันฟาดโซ่ดาราแดนเหนือ อาวุธลมปราณระดับปราชญ์ของมันอย่างสุดกำลัง

    หนิงเทียนเห็นเช่นนั้นพุ่งร่างออกด้วยเก้าวิญญาณท่องนภาขวางทางโซ่ดาราแดนเหนือของลั่วผอทันที

    ปัง!!!! ด้วยพลังของครึ่งก้าวสู่แดนวีรชน ส่งร่างของหนิงเทียนลอยออกไปถึงเจ็ดก้าว เวลานี้รอยเลือดจางๆปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของมัน

    “โซ่ของเจ้ายังเบากว่าลิงที่บ้านข้าเลย” หนิงเทียนกล่าวออก พร้อมเช็ดเลือดที่มุมปาก คำกล่าวของมันนั้นไม่ได้เป็นเรื่องโกหกอันใด หมัดของพญาวานรภูผานั้นแรงกว่านี้มากนัก

    ใบหน้าของลั่วผอดำมืดคล้ายปีศาจมันไม่สนใจอันใดต่อไป มันส่งสัญญาณให้ชายชุดดำด้านหลังของมันเข้าจู่โจมทันที “ฆ่ามัน”

    เงาร่างทั้งเก้าทะยานใส่หนิงเทียนทันที ในหมู่พวกมันทั้งเก้ามีเพียงลัวหลี่ที่เป็นปราชญ์ขั้นสูง นอกนั้นอีกแปดคนเป็นปราชญ์ขั้นกลางทั้งหมด

    ชายชุดดำที่มีแผลเป็นกลางใบหน้ากุมไปยังกริชสีแดงในมือ มันพุ่งเข้าโจมตีหนิงเทียนจากด้านหลัง

    หนิงเทียนพลิกตัวกลับพร้อมทั้งปล่อยลมปราณสีดำพุ่งเข้าปะทะกริชสีแดง ส่งผลให้ชายชุดดำกระเด็นถอยออกไปไกล

    เพียงชั่วครู่ร่างของชายที่มีแผลเป็นกลางใบหน้าสั่นเทิ่ม ก่อนที่ร่างของมันจะถูกปราณสีดำสูบกินเลือดจนแห้งเหี่ยว

    พวกมันที่เหลือมองไปยังร่างของหนิงเทียนที่เวลานี้ถูกปราณสีดำทมิฬปกคลุมทั่วร่างราวกับว่ามันเป็นฑูตมรณะอย่างแท้จริง

    แต่ถึงอย่างไรพวกมันนั้นก็เป็นนักฆ่ามืออาชีพ ไม่มีเสียเวลากับการตายของเพื่อนของมันแม้แต่น้อย

    พวกมันนั้นรู้ดีสิ่งที่จะปลอบโยนความตายของสหายมันได้ มีแต่ความตายของศัตรูเท่านั้น มันเริ่มโจมตีกันอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง ลั่วผอตวัดมือไปยังร่างของหนิงเทียนอย่างดุร้าย

    ขณะเดียวกันหนิงเทียน หลบโซ่ดาราแดนเหนือที่พุ่งเข้ามาใส่อย่างฉิวเฉียด

    หนิงเทียนบิดร่างอยู่กลางอากาศ เวลาเดียวกันมันส่งเท้าเตะเข้าไปยังลำตัวของชายชุดดำที่พุ่งเข้ามาใส่อย่างจัง

    ปัง!!!!ร่างไร้วิญญาณของชายชุดดำกระเด็นไปกระแทกหน้าผาเสียงดัง

    ทันใดนั้นค้อนสีแดง ฟาดใส่กลางหลังของหนิงเทียน มันไม่สามารถหลบศาตราวุธทั้งหลายพร้อมกันได้ หนิงเทียนจึงใช้ออกด้วยกายาเทพอสูรเพื่อลดทอนความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

    ขณะที่มันกระเด็นไปข้างหน้าด้วยแรงฟาดของค้อนสีแดงนั้น ประกายแสงสีขาว สว่างจ้านับสิบสาย สาดลงไปยังร่างของหนิงเทียน มันเป็นลัวหลี่ที่ยิงคันศรดาราแดนใต้อาวุธลมปราณแดนปราชญ์อีกชิ้นใส่

     

    เวลานี้หนิงเทียนถูกลุมล้อมด้วยศาสตราวุธที่แปลกแยกต่างกันไป ใบหน้าของหนิงเทียนเย็นชาไร้ความรู้สึก มันพริ้วตัวหลบประกายแสงที่ลัวหลี่ยิงออกมา

    พร้อมกับเรียกกระบี่พิรุณโปรยออกมากระชับในมือ หนิงเทียนทั้งฟาดฟันออกด้วยท่าเงากระบี่ใต้อักษร 1ใน13กระบวนท่าของเพลงกระบี่สังหารเทพ

    เงากระบี่ของหนิงเทียนพุ่งราวมังกรโบยบินตัดแขนขวาของลั่วหลี่ที่กำลังง้างคันศรหมายจะยิงซ้ำออกจากร่าง

    อ้ากกกกกกก!!! เสียงร้องโหยหวนของมันดังออก ลัวหลี่มองไปยังแขนของมันกระเด็นตกอยู่บนพื้น

    เวลานี้กลุ่มของลั่วผอ นับสิบคนเหลือเพียง 7คนเท่านั้น พวกมันทั้งตกตายบาดเจ็บกันในเวลาไม่กี่ลมหายใจ สีหน้าของพวกมันทั้งหมดส่ออาการตกตะลึงอย่างมาก

    ขณะเดียวกันหนิงเทียนนั้นพ่นเลือดของมันออกมากองหนึ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะความทนทานของวิชากายาเทพอสูร

    ร่างกายของมันคงแตกหักไปกับค้อนสีแดงที่ฟาดใส่แผ่นหลังของมันแล้ว คงไม่ใช่แค่กระอักเลือดอย่างนี้แน่นอน

    ‘ท่านแน่ใจว่าไม่ต้องการความช่วยเหลือ’ เสียงอันแผ่วเบาดังออกมาจากแขนเสื้อของหนิงเทียน

    “ไม่จำเป็น” พริบตาเดียว หนิงเทียนพุ่งตัวราวลูกเกาทัณฑ์ที่ถูกยิงออก กระบี่พิรุณโปรยในมือของหนิงเทียนตัดร่างของชายชุดดำราวกับตัดก้อนขนมเปี๊ยะ

    ค้อนสีแดงของมันกระเด็นออกไปพร้อมกับร่างกายส่วนบน

    ขณะเดียวกันมันพุ่งตรงไปยังชายชุดดำอีกคนที่ห่อหุ้มกายไปด้วยเหล็กกล้าสีทอง “ฮ่าๆ กายาเหล็กกล้าของข้ามันถูกเสริมส่งพลังด้วยธาตุทอง

    ต่อให้เจ้าแข็งแกร่งแค่ไหนก็ไม่สามารถแม้แต่สร้างรอยขีดข่วนให้มันได้” มันหัวเราะออกอย่างบ้าคลั่ง

    หนิงเทียนนั้นถ่ายทอดปราณแห่งความมืดของมันลงไปในกระบี่พิรุณโปรยบัดนี้กระบี่ของมันกลายเป็นคมสีดำน่ากลัว

    มันวาดกระบี่ออกเป็นวงกลม ร่ายรำล้อเงาจันทร์ กระบ่วนท่าที่2ของเพลงกระบี่สังหารเทพถูกใช้ออก

    ฉับ!!!... ศีรษะของชายชุดดำกระเด็นออกจากร่าง มันทรุดร่างลงพร้อมกับร่างกายที่เคยเป็นสีทองค่อยๆดับวูบแสงลง

    ในขณะที่กระบี่ของหนิงเทียนตัดศีรษะชายคนดังกล่าวออกไป ชายชุดดำอีกคนที่มีดวงตาเพียงข้างเดียวทะยานร่างเข้ามากอดหนิงเทียนไว้ ร่างกายของมันเหนียวหนึบจนยึดติดกับหนิงเทียน

    หนิงเทียนพยามจะสะบัดออกแต่ด้วย ทักษะต่อสู้ร่างไม้พฤกษาของมัน ที่ยึดติดร่างของหนิงเทียนไว้แน่น

    ทำให้เวลานี้หนิงเทียนถูกมันตรึงร่างเอาไว้จนไม่สามารถขยับออกได้ “ฆ่ามันไม่ต้องสนใจข้า ฆ่า.....”

    ขณะเดียวกันลั่วหลี่ ใช้ขาของมันแทนมือขวาที่ขาดไปในการรั้งคันศรดาราแดนใต้ มือซ้ายของมันรวบรวมพลังปราณเข้าไปจนหมดร่าง หมายยิงตัดสินกันในศรเดียว

    เปรี้ยง!!!.... ประกายแสงสีขาวพุ่งใส่หนิงเทียนราวอสนีบาท

    เห็นเช่นนั้น สีหน้าของหนิงเทียนแปรเปลี่ยนทันที มันเร่งเปลวเพลิงเทพอสูรให้รุกไหม้จนท่วมร่างของมัน

    อ้ากกกก!!!! เสียงร้องโหยหวนของชายตาเดียวดังออกอย่างน่าเวทนา ร่างของมันรุกไหม้อย่างบ้าคลั่งพริบตาเดียวมันกลายเป็นฝุ่นเท่ากระจายไปกับสายลม

    จากนั้นหนิงเทียนตั้งสมาธิอย่างเฉียบคม สายตาประดุจเหยียวทั้งสองข้าง จับจ้องไปยังประกายแสงที่พุ่งเข้ามาราวอสนีบาท

    ฟึ่บ….

    มือขวาของหนิงเทียนคว้าเอาลูกศรปราณที่ยิงมาจากลัวหลี่ทันที แต่ด้วยพลังทั้งหมดของแดนแห่งปราชญ์ขั้นปลายที่อัดแน่นมากับลูกศรนั้น

    มันส่งร่างหนิงเทียนให้ลอยถอยหลังไปตามทิศทางของลูกศรดาราราแดนใต้

    ทันใดนั้นปรากฏภาพลั่วผอ อยู่ด้านหลังมันมองไปที่แผ่นหลังของหนิงเทียนด้วยความอำมหิต โซ่ดาราแดนเหนือหลอมรวมกับทักษะ ตรึงชีพจร มันสะบัดออกห้าครั้ง

    โซ่สายเดียวแบ่งแยกออกเป็นห้าสายราวภาพลวงตา พวกมันพุ่งผ่านคล้ายกับสิ่งมีชีวิต

    หนิงเทียนที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ เวลานี้มันไม่สามารถเหยียบอากาศและใช้เก้าวิญญาณท่องนภาถอยหนีได้ทัน

    มันจึงซัดกระบี่พิรุณโปรยมันมือออก โดยใช้ด้ามกระบี่เป็นแท่นเหยียบพลิกร่างหลบโซ่ทั้งห้าสายอย่างรวดเร็ว

    ลั่วผอ มองไปยังร่างของหนิงเทียนที่หลบหนีตรึงชีพจนของมันไปได้ด้วยความประหลาดใจ

    “ความแข็งแกร่งและประสบการณ์ต่อสู้ของมันเหนือสามัญสำนึกของพวกเราไปแล้ว

    พวกเจ้าอย่าคิดว่ากำลังสู้กับผู้ฝึกตนในแดนองครักษ์ จงคิดเสียว่ามันเป็นยอดยุทธ์แห่งวีรชนอย่าได้ประมาทมันเป็นอันขาด”

    ลั่วผอสั่งการพักพวกที่เหลือของมัน เวลานี้กลุ่มของมันเหลือเพียง4คนเท่านั้น

    หนิงเทียนหันกลับไปมองยังลั่วผอโดยปราศจากคำพูดใดๆมันเพียงแย้มยิ้มออกอย่างผ่อนคลายแม้ว่าภายในมันจะได้รับบาดเจ็บแต่หนิงเทียนจะไม่ยอมแสดงอาการใดออกให้มาศัตรูเห็นเด็ดขาด

    หนิงเทียนสะบัดมือหนึ่งคร่า เรียกกระบี่พิรุณโปรยบินกลับมาในมือ

    เห็นภาพเช่นนั้นลั่วผอตกตะลึงปนกับความดีใจเป็นอย่างมาก “นั้นมันอาวุธจิตวิญญาณ” มีเพียงอาวุธจิตวิญญาณเท่านั้นที่สามารถกลับคืนสู่มือเจ้าของได้

    “ฆ่า...ฆ่ามัน ข้าต้องเป็นเจ้าของอาวุธจิตวิญญาณให้ได้” ลั่วผอคำรามลั่นด้วยความโลภ

    แม้มันจะหวั่นเกรงหนิงเทียนอยู่บ้างแต่มันนั้นเห็นได้ชัดว่าพลังทั่งร่างกายของหนิงเทียนกำลังลดลงเรื่อยๆ

    มันอาจจะต้องเสียพวกพ้องทั้งหมดไป แต่ถ้าแลกกับอาวุธจิตวิญญาณนับว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม

    ร่างสีดำของชายทั้งสองยังพุ่งใส่หนิงเทียนอย่างไม่หวาดกลัวความตาย มันทั้งคู่พุ่งเข้ามาทางด้านซ้ายและขวาพร้อมกัน

    ชายด้านซ้ายนั้นแปรเปลี่ยนร่างกายเป็นครึ่งคนครึ่งหมาป่าดวงตาของมันสีแดงฉานพุ่งเข้าใส่หนิงเทียนอย่างดุร้าย

    ส่วนชายที่อยู่ด้านขวา มันแปรเปลี่ยนร่างเป็นครึ่งคนครึ่งวานร ความเร็วของมันเพิ่มขึ้นเท่าตัว ทั้งสองเข้าขนาบข้างจู่โจมหนิงเทียนอย่างพร้อมเพียง

    หลังจากพวกมันทั้งคู่ได้ยินคำสั่งของลั่วผอ พวกมันนั้นลงมือกับหนิงเทียนเฉกเช่นว่าหนิงเทียนคือผู้ฝึกตนในแดนวีรชน พวกมันใช้พลังออกทั่วร่างกายจนหมดสิ้นในการจู่โจมคู่ครั้งนี้

    หนิงเทียน อดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมา “ลั่วผอ เจ้าเป็นกลุ่มนักฆ่าละครสัตว์หรือไง?”กล่าวจบมันพุ่งตัวเข้าปะทะกับชายร่างวานรก่อน

    เนื่องจากความเร็วของมันสร้างความลำบากอยู่ไม่น้อย คราวนี้หนิงเทียนหยิบขวดพิษสีเขียวอ่อนออกมา พลันโยนใส่ชายร่างวานร จากนั้นมันส่งปราณสีครามขนาดเท่านิ้วก้อย พุ่งใส่ขวดพิษสีเขียว

    เพล้งง!!! ลมปราณสีครามเข้าหลอมรวมกับพิษสีเขียว ‘ลองชิมพิษกร่อนเทวะของข้าหน่อยเป็นไง’

    ชายร่างวานรพลิ้วตัวหลบออกทันทีด้วยความเร็วในร่างครึ่งคนครึ่งวานรของมัน สามารถหลบปราณสีครามเขียวของหนิงเทียนได้อย่างง่ายดาย

    มันยกยิ้มขึ้นอย่างภูมิใจ พร้อมก้าวเดินไปหาหนิงเทียนอย่างช้าๆ

    ทันใดนั้นชายครึ่งร่างวานรหยุดเดินในทันที ร่างกายของมันแข็งถือ ขาและแขนทั้งสองละลายกลายเป็นแอ่งน้ำพิษ

    อ๊ากกกกกกกก!!!! เสียงร้องโหยหวนดังออกมาก่อนทั้งร่างของมันจะละลายหายไปแอ่งน้ำสีเขียว


    ลดราคาพิเศษสุด ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย

    ตัวหนังสือในกลุ่มอ่านง่ายกว่านี้ และ สนุกกว่านี้ รับประกัน100%

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว ที่คุณอ่าน