จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 46 ตำรายุทธ์

            หัวใจของถงอวิ๋นเฟยดิ่งลงทันที

            ในเผ่ายุทธ์ทองคำได้มีการรวบรวมตำราโบราณไว้มากมายตำราโบราณเหล่านี้รวมไปถึงเรื่องของแดนเซียนอู่ก่อนที่ฟ้าดินจะแตกสลายและยังรวมเรื่องราวของแดนซิงเฉินหลังเสี่ยตี้ทำการรวบรวมฟ้าดินขึ้นใหม่

            ถงอวิ๋นเฟยชื่นชอบการอ่านตำราโบราณเหล่านี้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กจากมุมมองของเขาเขาคิดว่าสามารถอ่านสิ่งที่น่าเหลือเชื่อและเรื่องเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ต่างๆได้จากตำราโบราณเหล่านี้ เมื่ออ่านตำราโบราณเหล่านี้มากเท่าไรก็ยิ่งทำให้ถงอวิ๋นเฟยมีมุมมองและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมากขึ้นเท่านั้นและยิ่งมีความทะเยอทะยานมากขึ้น

            ในบรรดาเผ่าพันธุ์ที่มีบันทึกไว้ในตำราโบราณก็มีบันทึกเกี่ยวกับตระกูลขวงสยงอยู่ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น... มันยังถูกบันทึกไว้ในตำราบันทึกทั้งเล่ม

            ก่อนหน้านี้เขาได้ยินเสียงคำรามดังของสยงท่าเทียนอย่างชัดเจนแต่ตอนนั้นเขายังไม่ได้คิดถึงมัน ตอนนี้เมื่อได้เห็นแขนอันแข็งแรงของสยงท่าเทียนนี้เอง ก็ทำให้เขานึกขึ้นมาได้อย่างกะทันหัน

            สิ่งที่เขานึกไม่ถึงเลยก็คือ คนที่กำลังสู้กับเขาอยู่นี้คือคนของตระกูลขวงสยง?ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นพวกบ้าคลั่งสงคราม ตระกูลขวงสยงเทพสงครามโดยกำเนิดน่ะหรือ?

            เมื่อหวนนึกถึงสีหน้าท่าทางที่ดูงี่เง่าของสยงท่าเทียนก่อนหน้านี้ถงอวิ๋นเฟยจึงมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่านี่เป็นสิ่งที่บอกว่าสติปัญญายังไม่เติบโตเต็มที่

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หัวใจของถงอวิ๋นเฟยก็ขมขื่นมากขึ้นเขาไม่คาดคิดว่าคนต่ำต้อยในเมืองห่างไกลเช่นนี้จะรู้จักกลุ่มตระกูลขวงสยงทั้งยังเป็นพี่ใหญ่ของตระกูลขวงสยงอีกด้วย!

            แม้ว่าเขาจะรู้สึกตกใจและไม่อยากเชื่อ แต่ถงอวิ๋นเฟยก็ไม่มีเจตนาที่จะล่าถอยจิตวิญญาณการต่อสู้ของเขาแข็งแกร่งขึ้น ในเมื่อตอนนี้เขาได้พบกับตระกูลขวงสยงเขาก็อยากเห็นนักว่าตระกูลขวงสยงที่เคยกดขี่เผ่ายุทธ์ทองคำจะมีพละกำลังแข็งแกร่งสักเพียงใดกัน

            เมื่อสยงท่าเทียนจับกระบี่ยักษ์สีทอง รอยตราสีทองระหว่างคิ้วของถงอวิ๋นเฟยก็สว่างวาบขึ้นและม่านแสงที่ปกคลุมอยู่ทั่วทั้งร่างก็ดูเหมือนจะพลุ่งพล่านออกมาถงอวิ๋นเฟยปล่อยกระบี่ยักษ์ออกจากนั้นจึงปล่อยหมัดที่มีพลังทำลายอากาศตรงเข้ากระแทกศีรษะของสยงท่าเทียน

            แต่สยงท่าเทียนที่กำลังโกรธจัดไม่สนใจการโจมตีของถงอวิ๋นเฟยเลยแม้แต่น้อยเขาลุกขึ้นนั่งด้วยกำลังทั้งหมดที่มีและปล่อยให้ถงอวิ๋นเฟยทุบตีศีรษะของเขาด้วยกำปั้นต่อไปในตอนนี้เองเขาก็กำหมัดซ้ายขึ้นและโจมตีไปที่ศีรษะของถงอวิ๋นเฟยเมื่อหมัดนี้ถูกปล่อยออกไปภาพของอุ้งเท้าหมีภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเหนือหมัดนั้นทันที

            “ปัง!”

            “ปัง!”

            ร่างของสยงท่าเทียนเอนลงไปข้างหลังและเมื่อถงอวิ๋นเฟยถูกสยงท่าเทียนต่อยหมัดเข้าใส่ร่างทั้งร่างของเขาก็กระเด็นถอยไปทันที

            แต่สิ่งที่แตกต่างไปจากอาการบาดเจ็บของสยงท่าเทียนก็คือหมัดของสยงท่าเทียนได้ถูกสกัดไว้ด้วยม่านแสงสีทองที่สุดประหลาดของถงอวิ๋นเฟย

            ในขณะที่สยงท่าเทียนล้มลง มือขวาของเขาก็กระแทกลงกับพื้นโดยไม่สนใจเลือดที่ไหลท่วมบนหน้าผากของเขาเลยแม้แต่น้อยและในตอนนี้มือซ้ายของเขาก็จับคอของถงอวิ๋นเฟยไว้อย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า

            ถงอวิ๋นเฟยตกใจ นึกไม่ถึงว่าสยงท่าเทียนจะสู้อย่างไม่คิดชีวิตเช่นนี้ในขณะที่สยงท่าเทียนกำลังบีบคอเขาอยู่นั้นทั้งสองมือของเขาก็ปรากฏแสงสีทองพุ่งออกมาโจมตีใส่ขมับทั้งสองข้างของสยงท่าเทียนทันที

            จื่อซวินเอ๋อที่ยืนอยู่บนอาคารกำลังจ้องไปยังการต่อสู้ที่อยู่ด้านล่างใบหน้าที่งดงามของนางถูกแต่งแต้มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความประหลาดใจผสมกับครุ่นคิดอยู่เล็กน้อยนางเอียงศีรษะลงและมองไปทางฉินอวี่ที่อยู่ด้านข้างก่อนจะพูดขึ้น“ซวินเอ๋อยิ่งมองเท่าไรก็ยิ่งมองสหายเฉินไม่ออกเลยจริงๆเพียงไม่กี่เดือนก็สามารถรู้จักกับพี่น้องที่แข็งแกร่งเช่นนี้?”

            แม้ว่าจื่อซวินเอ๋อจะพูดอย่างเรียบง่ายแต่ในใจของนางกลับเสมือนมีพายุพัดกระหน่ำ

            นางรู้จักตัวตนของถงอวิ๋นเฟยเป็นอย่างดี อีกทั้งเขายังเป็นผู้มีชื่อเสียงในทางตะวันออกของเมืองนภาชิงเหลียนและด้วยความแข็งแกร่งของเขา จึงถูกจัดให้อยู่ในตำแหน่งของผู้ทรงศักดิ์แห่งตะวันออกแต่กลับนึกไม่ถึงว่าชายหนุ่มป่าเถื่อนในขั้นปราณเสถียรระดับกลางคนหนึ่งจะสามารถบังคับให้เขาใช้พลังชีพจรได้อีกทั้งยังไม่ได้เป็นฝ่ายได้เปรียบอีกด้วย

            คนขั้นปราณเสถียรระดับกลางคนนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่? เหตุใดจึงกลายไปเป็นพี่น้องกับฉินอวี่ได้?

            สิ่งนี้ทำให้จื่อซวินเอ๋อรู้สึกสงสัยเป็นพิเศษนางสังเกตได้ว่าสยงท่าเทียนดูจะไม่ใช่คนดีสักเท่าไร เขาเป็นคนที่คลุ้มคลั่งอารมณ์ร้อน แต่ทำไมเขาผู้โอหังถึงได้เป็นพี่น้องกับคนขั้นยุทธ์ระดับหก ไม่สิขั้นยุทธ์ระดับเก้าอย่างฉินอวี่? ยิ่งไปกว่านั้นเขายังยอมเรียกฉินอวี่เป็นพี่ใหญ่อีกด้วย?

            ฉินอวี่ไม่ตอบอะไร จ้องมองไปด้านล่างอย่างเคร่งขรึมสิ่งที่ทำให้เขาทำอะไรไม่ถูกคือ แม้ว่าสยงท่าเทียนจะสามารถเทียบกับถงอวิ๋นเฟยได้แต่เขาก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบเสียแล้ว บางทีอาจพูดได้ว่าในตอนนี้ถงอวิ๋นเฟยยังไม่ได้ใช้พลังที่มีอย่างเต็มอัตราและเขากำลังทำการประชันพลังกับสยงท่าเทียน

            สยงท่าเทียนมีความคิดที่เรียบง่าย แม้ว่าความแข็งแกร่งของเขาจะไม่ธรรมดาแต่เขาก็ถูกถงอวิ๋นเฟยปราบได้อย่างสมบูรณ์อีกทั้งเขายังไม่สามารถใช้ทักษะการต่อสู้ของตระกูลขวงสยงได้ ยิ่งใช้เวลานานเท่าไรสยงท่าเทียนก็ยิ่งเสียเปรียบมากขึ้นเท่านั้น

            หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งฉินอวี่ก็หันศีรษะเล็กน้อยเพื่อมองไปทางจื่อซวินเอ๋อ และกล่าวว่า “สหายจื่อเจ้าจะช่วยบอกให้ถงอวิ๋นเฟยหยุดได้หรือไม่?”

            จื่อซวินเอ๋อเหลือบมองไปที่ฉินอวี่ และพูดด้วยความประหลาดใจ“นี่เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว แล้วเจ้าสามารถขอให้สหายของเจ้าหยุดได้หรือไม่?”เมื่อเห็นฉินอวี่ไม่ตอบ จื่อซวินเอ๋อก็ถือว่ายอมรับไปแล้วโดยปริยายและรีบตะโกนออกไป “ถงอวิ๋นเฟย หยุดเดี๋ยวนี้แม้เจ้าจะชนะขั้นปราณเสถียรระดับกลางได้แล้วอย่างไรกัน?”

            อันที่จริงถงอวิ๋นเฟยที่กำลังต่อสู้กับสยงท่าเทียนอย่างดุเดือดอยู่ด้านล่างนั้นก็ไม่ดีไปกว่ากันแม้ว่าความคิดในหัวของสยงท่าเทียนจะเรียบง่ายไม่ซับซ้อนแต่ถงอวิ๋นเฟยก็มั่นใจว่าเขาสามารถหลบการโจมตีสองในสิบกระบวนท่าของเขาได้แต่การโจมตีโดยไม่คิดชีวิตของสยงท่าเทียนที่พุ่งเข้าไปอย่างฉับพลันโดยอาศัยทีเผลอทำให้ถงอวิ๋นเฟยถูกชกไปสองสามหมัด จนเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไปแม้ว่าจะชนะ แต่ตัวเองก็คงจะเจ็บตัวไม่น้อยไปกว่ากัน

            เมื่อคำพูดของจื่อซวินเอ๋อได้ไปถึงถงอวิ๋นเฟยที่อยู่ด้านล่างอีกครั้งเขาก็รีบแยกตัวออกจากสยงท่าเทียน และถอยหลังห่างออกไป พลางหยุดโจมตีทันที

            แต่สยงท่าเทียนได้เข้าสู่ความบ้าคลั่งแล้ว เขาจะยอมหยุดอย่างนั้นหรือ?

            “สยงท่าเทียน หยุดเดี๋ยวนี้!” ฉินอวี่พูดออกไป

            สยงท่าเทียนทำเหมือนหูหนวกตาบอด เมื่อฉินอวี่เห็นดังนี้เขาจึงรีบกระโดดลงไป และปรากฏตัวต่อหน้าสยงท่าเทียนอย่างรวดเร็ว พลันมองไปที่สยงท่าเทียนที่โชกไปด้วยเลือดทั่วทั้งร่างฉินอวี่รู้สึกอึดอัด และกระซิบไปเบาๆ “สยงท่าเทียน!”

            สยงท่าเทียนที่กำลังโกรธแค้นมองไปยังฉินอวี่ที่อยู่ตรงหน้าพลางสะบัดศีรษะอย่างรุนแรงเขาสะบัดเลือดที่ไหลเข้าไปในดวงตาและจ้องตรงไปทางฉินอวี่ด้วยใบหน้าที่ดุร้าย ดวงตาทั้งสองแดงก่ำตะโกนออกไปในทันที “พี่ใหญ่ ท่านออกไปเดี๋ยวนี้ เขากล้าด่าท่าน ข้าจะฆ่าเขา!”

            หัวใจของฉินอวี่เศร้ายิ่งนัก เมื่อเห็นสยงท่าเทียนเป็นแบบนี้เขาก็รู้สึกไม่สบายใจ พลันพูดขึ้นเบาๆ “ไม่ใช่เวลานี้ ค่อยว่ากันภายหลังเชื่อพี่ใหญ่เถอะ”

            สยงท่าเทียนขัดขืนเป็นเวลานาน จ้องมองไปที่ถงอวิ๋นเฟยอย่างดุเดือดและพูดอย่างเคร่งขรึม “สักวันหนึ่งข้าจะบิดหัวของเจ้า!”สยงท่าเทียนเช็ดเลือดจากใบหน้าของเขา และมายืนอยู่ข้างฉินอวี่จ้องมองที่ถงอวิ๋นเฟยอย่างโกรธเคือง

            ถงอวิ๋นเฟยมองไปทางสยงท่าเทียนด้วยความตกใจจากความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับตระกูลขวงสยงเด็กหนุ่มขวงสยงที่ยังไร้อารยธรรมทางความคิดแทบจะไม่มีใครหยุดเขาได้เลยเมื่อเขาโกรธแต่ฉินอวี่กลับหยุดยั้งหมีบ้าขวงสยงที่กำลังโมโหลงได้เรื่องนี้ทำให้ถงอวิ๋นเฟยรู้สึกใจสั่นเล็กน้อย

            ฉินอวี่หยิบโอสถออกมาเม็ดหนึ่ง ยื่นให้กับสยงท่าเทียน และกล่าวว่า“ไปกันเถอะ ตามข้ามา!” จากนั้นฉินอวี่ก็หันหลังและเดินไปทางจวนตระกูลฉิน

            รอบด้านมีผู้คนมารวมตัวกันจำนวนนับไม่ถ้วนในจำนวนนี้มีผู้ฝึกตนอยู่เป็นจำนวนมาก พวกเขาต่างได้เห็นการต่อสู้ครั้งนี้และรู้สึกตกใจกับความดุร้ายของสยงท่าเทียน อย่างไรก็ตามทั้งสองมีความแตกต่างกันมากในระดับฝึกฝนแต่สยงท่าเทียนก็ยังสามารถทำให้ถงอวิ๋นเฟยได้รับบาดเจ็บได้ เมื่อเวลาผ่านไปหากสยงท่าเทียนก้าวเข้าขั้นเทียนชุ่ยได้ เกรงว่าถงอวิ๋นเฟยก็จะยิ่งยากที่จะเอาชนะ

            “ข้าให้เจ้าไปได้แล้วหรือ?” ขณะที่ฉินอวี่ก้าวออกไปไม่กี่ก้าวถงอวิ๋นเฟยก็เอ่ยปากพูดอย่างเย็นชา แม้ว่าเขาจะระมัดระวังสยงท่าเทียนแต่เขาก็ไม่เกรงกลัวฉินอวี่

            หลังจากได้ยินเช่นนี้สยงท่าเทียนก็กำมือแน่นและมองไปทางถงอวิ๋นเฟยอย่างดุดันและในขณะที่เขากำลังจะพูดก็ถูกฉินอวี่ขวางเอาไว้ ฉินอวี่ค่อยๆ หันไปมองถงอวิ๋นเฟยสายตาดูมืดมน และพูดขึ้นในทันใด “ระดับฝึกฝนของเจ้าสูงส่งกว่าข้าแม้ว่าเจ้าจะชนะแต่ก็ไม่ใช่ชัยชนะอย่างนักสู้”

            ถงอวิ๋นเฟยยิ้มอย่างมีพลังมากขึ้น สิ่งที่เขารอคือคำพูดของฉินอวี่เขาจึงพูดว่า “เช่นนั้นข้าจะระงับระดับฝึกฝนเพื่อสู้กับเจ้าเจ้าอยู่ขั้นยุทธ์ระดับเก้าข้าจะยอมระงับไว้ที่ขั้นยุทธ์ระดับแปดเพื่อต่อสู้กับเจ้า เป็นอย่างไร?”

            ถงอวิ๋นเฟยไม่รู้ว่าฉินอวี่กำลังรอคำพูดเช่นนี้ของเขาถงอวิ๋นเฟยอยู่ในระดับสูงสุดของขั้นเทียนชุ่ย ไม่ว่าจะอย่างไรฉินอวี่ก็ยากที่จะชนะแต่ถ้าเขาระงับระดับฝึกฝน...

            ฉินอวี่ยิ้มบางๆ และเขาพูดนิ่งๆ ว่า “ถ้าเจ้าอยากต่อสู้จริงๆหลังจากนี้อีกหนึ่งเดือนและก็จะเป็นเวลาเพียงครึ่งเดือนก่อนงานชุมนุมการประลองของเทียนอู่พวกเราค่อยกลับมาพบกันบนลานประลอง แบบนี้เป็นเช่นไร?”

            ใช่ว่าฉินอวี่จะกลัวถงอวิ๋นเฟยแต่ในตอนนี้เขากังวลว่าหากเอาชนะถงอวิ๋นเฟยได้อีกฝ่ายก็คงจะโกรธมากหากยืดเวลาออกไปจนถึงเวลาหนึ่งเดือนนั้น ความพะวงของฉินอวี่ก็จะหมดไปแล้วหลังจากเอาชนะถงอวิ๋นเฟย ไม่กี่วันก็จะเริ่มงานชุมนุมถึงตอนนั้นเมื่อตนเองและฉินเสวี่ยได้เข้าสู่สำนักยุทธ์ว่านจ้งถงอวิ๋นเฟยก็จะไม่กล้าทำอะไรแล้ว

            เมื่อถงอวิ๋นเฟยเห็นว่าฉินอวี่กล้าท้าทายเขาจริงๆ เขาก็เยาะเย้ยและพูดว่า“อีกหนึ่งเดือนข้างหน้าก็อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า บอกเวลาสถานที่มาได้เลย”

            “เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะรู้เอง” ฉินอวี่พูดจบ ก็ดึงตัวสยงท่าเทียนและหันหลังกลับไป

            จื่อซวินเอ๋อที่อยู่ด้านบนมองไปที่ฉินอวี่ ดวงตาของนางสั่นไหวครึ่งเดือนก่อนงานชุมนุมหรือ? เป็นไปได้หรือไม่ว่า... ฉินอวี่ต้องการต่อสู้กับถงอวิ๋นเฟยหลังจากประลองกับชุยซั่ว?แม้ว่าถงอวิ๋นเฟยจะระงับระดับการฝึกฝนของเขา แต่ความแข็งแกร่งของเขาไม่สามารถประเมินได้เรื่องนี้ฉินอวี่มั่นใจอย่างนั้นหรือ?

            เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้วปากของจื่อซวินเอ๋อก็อดที่จะยิ้มและเผยความคาดหวังออกมาไม่ได้

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน