มือปราบหนุ่มตื่นตะลึงกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด นัยน์ตาคมกวาดตามองเรือนร่างบอบบางที่นอนนิ่งไม่ไหวติงอย่างหวั่นวิตก ใบหน้าเรียวเล็กซีดเผือดจนเกือบไร้สีเลือดหลับตาพริ้มอิงแอบลงกับอกกว้าง เขายกฝ่ามือหนาประคองใบหน้างามไว้ให้มองเห็นได้ถนัดตาพลางตบเบาๆเพื่อเรียกสติ
“แม่นาง แม่นางฟื้นสิ” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยเรียกอยู่ครู่ใหญ่แต่ไร้การตอบสนอง และด้วยประสบการณ์ หยางจื่อถงจึงทราบดีว่าแม่นางน้อยในอ้อมแขนเขาคงตกใจจนหมดสติไป
ก่อนหน้านางต้องเจอกับเหตุการณ์ใด จึงได้หวาดผวาถึงเพียงนั้น
ด้านมือปราบหนุ่มวรยุทธ์สูงส่งมิเคยกริ่งเกรงต่อผู้ใด บัดนี้ได้แต่ละล้าละลังทำอันใดไม่ถูก หากนางยังคงหมดสติแน่นิ่งไม่ไหวติงเช่นนี้แล้ว เขาเองก็คงไม่มีทางเลือก
“ท่านหยาง รีบไปเถอะขอรับ พวกข้าจะคุ้มกันให้เอง” บุรุษชุดดำอีกสองนายวิ่งเข้ามาในห้องและเอ่ยบอก ก่อนพากันยืนตะลึงงันกับภาพที่เห็นเบื้องหน้า
“ท่านหยาง ท่าน...” บุรุษวัยคะนองต่างมองสบสายตาราวกับรู้กัน ด้านหยางจื่อถงเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยออกไปอย่างขุ่นเคือง
“อะไร พวกเจ้ากำลังคิดอะไรกันอยู่ ข้าเปล่านะ ข้าเข้ามายังมิทันได้กล่าวอะไร นางก็หมดสติไปก่อน”
“อ่อ เป็นเช่นนี้เอง” บุรุษหนุ่มทั้งสองต่างพยักหน้าทำตายิ้ม พาลให้หยางจื่อถงที่ทำอันใดไม่ถูกอยู่แล้วยิ่งหงุดหงิดใจ
“ท่านรีบพานางออกไปก่อนดีกว่าขอรับ ก่อนพวกที่เฝ้าหน้าประตูใหญ่จะผิดสังเกต”
หยางจื่อถงหันมองไปยังหน้าประตูจวนแล้วเห็นเช่นเดียวกันจึงพยักหน้ารับ ก่อนท่อนแขนแกร่งจะช้อนร่างบางเบาดังปุยนุ่นขึ้นมาอุ้มแนบอกไว้ และก้าวเดินออกจากห้องไปโดยมีบุรุษอีกสองนายคอยคุ้มกัน
ณ ที่พำนักชั่วคราว
มือปราบหนุ่มควบอาชาวิ่งฝ่าความมืดเข้ามายังที่พำนักชั่วคราวที่ตอนนี้เหล่าเจ้าหน้าที่กำลังให้การดูแลเด็กๆอยู่ เด็กน้อยทั้งยี่สิบชีวิต หลังจากได้รับอาหารและน้ำดื่มที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้แล้ว พวกเขาต่างก็พากันหลับใหลไปด้วยความอ่อนเพลีย
เขากระตุกบังเหียนม้าให้หยุดลงตรงด้านหน้าเรือนพักรับรองก่อนจะเปิดผ้าคลุมหน้าออกเพื่อแสดงตัวตน ด้านเจ้าหน้าที่เวรยามที่เห็นว่าเป็นหัวหน้ามือปราบรูปงามที่มาพร้อมกับสตรีท่าทางไร้สติสัมปชัญญะ จึงรีบวิ่งออกจากเรือนไปหาเพื่อให้ความช่วยเหลือทันที
“ปล่อยข้าเอง” หยางจื่อถงเผลอทำเสียงห้วนเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่นายนั้นยื่นมือขึ้นมาหมายจะรับร่างแม่นางน้อยลงจากหลังม้า
นางเป็นสตรีแรกรุ่น จะปล่อยให้ชายทั่วไปโดนตัวได้เยี่ยงไร
“นางหมดสติ พวกเจ้ารีบให้คนไปตามหมอมาที่นี่เร็วเข้า” หยางจื่อถงหันไปสั่งการกับมือปราบใต้อาณัติแล้วจึงรีบอุ้มพาร่างบอบบางเข้าเรือนรับรองไป
เวลาผ่านไปราวหนึ่งเค่อ ท่านหมอก็มาถึงที่พำนักชั่วคราว หยางจื่อถงรีบให้เจ้าหน้าที่เวรพาท่านหมอเข้าไปตรวจอาการหลิวซื่อเฟิงที่ยังนอนนิ่งไม่ไหวติงมาเกือบหนึ่งชั่วยามแล้วตั้งแต่เขาพาตัวนางออกมาได้
หยางจื่อถงหลีกทางให้หมอชราเข้าไปตรวจดูอาการนางได้สะดวก ส่วนเขาถอยมายืนรออยู่ไม่ไกลนัก ถัดจากเขาไปตรงด้านหน้าประตูมีมือปราบคู่ใจอีกสองนายที่ร่วมกันบุกบ้านสกุลจ้าวยืนรออยู่ด้วย
หมอชราแตะข้อมือบางและลำคอระหงเพื่อตรวจดูชีพจรอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นจึงระบายลมหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนเอ่ยกับมือปราบรูปงาม
“นางร่างกายอ่อนเพลียจากที่เพิ่งพ้นภาวะการมีระดู”
มือปราบหนุ่มที่มิเคยร่วมหอกับสตรีใดมาก่อน เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงเอ่ยถามอย่างงงงัน
“ระดู คือสิ่งใดหรือท่านหมอ”
ครั้นพอมือปราบหนุ่มเอ่ยถามออกไป ก็เกิดเสียงสำลักพรืดปนกับเสียงหัวเราะดังมาจากหน้าประตูห้อง ด้านหยางจื่อถงที่ยังงงงันหันขวับไปมองทันที เขาหาใช่คนโง่ ถึงจะไม่รู้ว่าระดูคือสิ่งใด แต่เมื่อเห็นท่าทางหัวร่องอหายของสองชายหนุ่มคนสนิท สีหน้าที่ดูแปลกใจตอนแรกก็แปรเปลี่ยนเป็นเครียดตึงพลางจ้องมองพวกเขาด้วยแววตาขุ่นขวาง
“ระดู คือภาวะประจำตัวของสตรีที่เข้าสู่วัยเจริญพันธ์” หมอชราอธิบายอย่างเนิบช้า ยิ่งพาให้มือปราบหนุ่มผู้มีประสบการณ์สองนายกลั้นหัวเราะจนคอโป่ง ส่วนหยางจื่อถงเมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าพลันร้อนวูบวาบและแปรเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้นทันตา
“พวกเจ้าสองคนออกไปรอข้างนอก” เขาแก้เก้อโดยการหันไปคำรามไล่ผู้ใต้อาณัติทั้งสองให้ออกไปเสียให้พ้นหน้า
เสียเชิงยิ่งนัก
“อีกอย่างที่นางร่างกายอ่อนเพลียเช่นนี้เพราะคงไม่ค่อยได้กินอะไรมาหลายวัน คิดว่าที่อยู่มาได้คงดื่มแค่น้ำเป็นหลัก” หมอชรากล่าวต่อ
“เช่นนั้นต้องทำอย่างไรดีขอรับ”
“นางหมดสติไปนานเท่าใดแล้ว” หมอชราเอ่ยถาม
“เกือบหนึ่งชั่วยามได้แล้วขอรับ”
“เช่นนั้นอีกหนึ่งถ้วยชา ท่านลองปลุกนางอีกครั้ง หากนางรู้สึกตัวค่อยให้กินยาบำรุง และดื่มน้ำให้มาก อ่อ แล้วต้องใช้น้ำอุ่นเช็ดตามร่างกายนางให้เลือดลมไหลเวียนด้วย”
“เข้าใจแล้วขอรับ”
ครั้นเมื่อหมอชราจัดยาไว้ให้ครบถ้วนแล้ว เขาจึงได้สั่งการให้มือปราบที่รออยู่ด้านนอกพาท่านหมอส่งกลับไป จากนั้นจึงได้ให้เจ้าหน้าที่เตรียมน้ำอุ่นและผ้าสะอาดไว้ให้ เพื่อคอยซับร่างกายนางตามที่ท่านหมอได้สั่งเอาไว้