ความจริงแล้วเศษผ้าที่เหลือต่อให้ไม่ใช้เวลาทั้งบ่ายเพียงชั่วโมงเดียวก็เย็บเสร็จได้อย่างง่ายดาย
ที่เจียงอิ๋งอิ๋งรั้งตัวเสี่ยวฮวาไว้ประการแรกก็เพื่อให้เด็กสาวได้กินข้าวประการที่สองคือไม่ต้องการให้เธอกลับบ้านเร็วเกินไปนัก
เสี่ยวฮวาพยักหน้าพลางเอ่ยอย่างเกรงใจว่า"ความจริงเมื่อเช้านี้หนูทำคนเดียวก็ได้ค่ะ"
ทำงานเพียงแค่ครึ่งวันเช้าแถมยังรบกวนกินข้าวบ้านคนอื่น ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นถลึงตาใส่เธอทีหนึ่ง"ฉันเองก็อยากหาเงินเหมือนกันนะ!"
พอพูดจบเธอก็อดขำออกมาเองไม่ได้"เอาล่ะ ฉันต้องไปส่งข้าวแล้ว! เย็นๆ ถึงจะกลับมานะ!"
หลังจากกินข้าวเสร็จเสี่ยวฮวาก็รีบกุลีกุจอเก็บกวาดถ้วยชามไปล้างแถมยังตักน้ำใส่โอ่งในห้องครัวจนเต็มเปี่ยมก่อนจะเดินเข้าไปในห้องของเจียงอิ๋งอิ๋ง
เธอแทบไม่ได้หยุดพักรีบหยิบเข็มกับด้ายมาเย็บกระเป๋าที่เหลือต่อทันที
เจียงอิ๋งอิ๋งที่นั่งพินิจพิจารณาแบบร่างอยู่บนโต๊ะอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจเด็กสาวคนนี้ขยันขันแข็งเสียจริง!
ดวงตะวันด้านนอกยังคงแขวนเด่นอยู่กลางท้องฟ้าเสี่ยวฮวาลุกขึ้นยืนแล้วถามว่า "พี่เจียงคะเสื้อผ้าพวกนี้เราต้องเอาไปซักหน่อยไหมคะ?"
"ไม่จำเป็นจ้ะ"
เจียงอิ๋งอิ๋งส่ายหน้า"เสื้อผ้าที่ผ่านการซักแล้วอาจจะเสียทรงได้อีกอย่างบ้านเราก็ไม่มีอุปกรณ์จัดทรงผ้า และเสื้อผ้าพวกนี้บางส่วนเป็นผ้าฝ้ายสีอาจจะตกได้ ไม่ควรนำมาซักรวมกัน"
นอกจากชุดกระโปรงผ้าใยสังเคราะห์ที่เธอใส่เมื่อวันก่อนซึ่งซักทำความสะอาดไปอย่างง่ายๆแล้ว ที่เหลือเธอก็เก็บเข้าที่ตามแบบเดิมทั้งหมด...
"ถ้าอย่างนั้น..."
เสี่ยวฮวายืนขึ้นอย่างประหม่าเล็กน้อย"หนูควรทำอะไรต่อดีคะ?"
เจียงอิ๋งอิ๋งยิ้มออกมา"เธอจะไม่พักสักหน่อยหรือ?"
ได้เงินค่าจ้างมาแล้วจะพักผ่อนได้อย่างไร?
เสี่ยวฮวาเม้มปากแน่นใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล แม้แต่ตอนนั่งลง ขาทั้งสองข้างยังเกร็งแน่น
"ถ้าอย่างนั้น เธอพักสักครู่แล้วค่อยช่วยฉันจัดห้องหน่อยแล้วกัน..."
เจียงอิ๋งอิ๋งจนปัญญานึกถึงสมัยที่เธอยังทำงานออฟฟิศเข้างานแปดชั่วโมงเธอแทบจะหาเรื่องอู้งานไปเสียเจ็ดชั่วโมง...
ช่างเถอะคนเรามันเปรียบเทียบกันไม่ได้จริงๆ...
ส่วนตัวเธอเองนั้นไม่ได้รักการทำงานบ้านเลยสักนิด...
เช้านี้เธอตื่นเช้าไปหน่อยหลังจากวุ่นวายมาตลอดทั้งช่วงเช้า ยามนี้จึงเริ่มรู้สึกง่วงขึ้นมา
เธอจึงล้มตัวลงนอนตะแคงบนเตียง"ฉันขอเอนหลังงีบสักพักนะ เธอพักผ่อนก่อนแล้วค่อยทำไม่ต้องรีบ..."
ภายในห้องเงียบสงบลงเจียงอิ๋งอิ๋งที่กึ่งหลับกึ่งตื่นแว่วได้ยินเสียงเก็บข้าวของเบาๆ
เธอพลิกตัวไปอีกทางแล้วหลับสนิทไปอีกครั้ง
เสี่ยวฮวาย่องไปเก็บเศษผ้าและเศษด้ายในห้องมารวมกันแล้วใช้พวกมันแทนผ้าขี้ริ้วเช็ดโต๊ะจนสะอาดเอี่ยม ก่อนจะยืดตัวขึ้นเพื่อหาไม้กวาด
ตั้งแต่เล็กจนโตนอกจากผู้หญิงที่เจ็บป่วยหรือกำลังตั้งครรภ์เธอไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนมีเวลาว่างมานอนกลางวันอย่างสบายใจเช่นนี้เลย
แต่เสี่ยวฮวากลับรู้สึกว่าพี่เจียงที่แสนดีและเก่งกาจถึงเพียงนี้ สมควรได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว
งานพวกนี้ใช่สิ่งที่พี่เขาควรทำเสียที่ไหนกัน?
งานเย็บปักถักร้อยเบากว่างานในไร่นาตั้งเยอะแถมมื้อเที่ยงเธอยังอิ่มหนำสำราญ ตอนนี้จึงมีเรี่ยวแรงเต็มเปี่ยมเธอเลยถือวิสาสะนำเสื้อผ้าในกะละมังด้านนอกไปซักจนเสร็จสิ้น...
เสิ่นชิ่งหงกินมื้อเที่ยงเสร็จก็พาหลานทั้งสองคนไปดูโรงเรียนในหมู่บ้านตอนนี้จึงยังไม่กลับบ้าน
เสี่ยวฮวาจึงเข้าไปทำความสะอาดห้องครัวและห้องโถงต่อ...
เมื่อเจียงอิ๋งอิ๋งตื่นขึ้นมาเธอก็ขยี้ตาด้วยความงุนงง แม้ห้องนี้จะยังคงเก่าและซอมซ่อแต่โต๊ะกลับถูกเช็ดจนขึ้นเงาวับ พื้นสะอาดปราศจากฝุ่นละอองแม้แต่เสื้อผ้าเหล่านั้นก็ถูกพับอย่างประณีตและจัดเก็บไว้ในห่อผ้าอย่างเรียบร้อย...
เธอไม่ชอบงานบ้านและไม่ได้เป็นพวกบ้าความสะอาดปกติสุขอนามัยในห้องจะเป็นเสิ่นเหยาที่คอยดูแล
เพียงแต่ในห้องที่โล่งจนเห็นผนังทั้งสี่ด้านก็ไม่มีอะไรให้จัดแจงมากนักและเสิ่นเหยาก็ไม่ได้เป็นคนละเอียดลออขนาดนี้เขาไม่เคยทำความสะอาดได้เนี้ยบเท่านี้มาก่อน
ครั้นเดินออกมานอกห้องก็เห็นเสื้อผ้าที่เธอเปลี่ยนเมื่อวานตากอยู่บนราวส่วนเสี่ยวฮวาก็กำลังกวาดฝุ่นในลานบ้านอยู่...
นี่มันแม่สาวหอยขม[1] มาเองชัดๆ!
เจียงอิ๋งอิ๋งร้องทักอย่างจนใจ"นี่เธอจะขยันจนตายเลยหรือไงกัน?"
เสี่ยวฮวาส่งยิ้มสดใสท่ามกลางแสงแดด"ไม่เหนื่อยเลยสักนิดค่ะ หนูยังมีแรงเหลือเฟือ!"
"ยายเด็กบื้อเอ๊ย..."
เจียงอิ๋งอิ๋งถอนหายใจพลางดึงตัวเธอเข้าห้อง"ระวังเถอะ ถ้าเหนื่อยจนเกินไป ร่างกายจะแคระแกร็นเอานะ!"
เห็นสภาพขาดสารอาหารแบบนี้แล้วเธอก็รู้สึกไม่สบายใจ
ครอบครัวของหลี่หลันจือก็ไม่ได้ลำบากอะไรนักแต่ชีวิตของเสี่ยวฮวากลับดูย่ำแย่ยิ่งกว่าเสี่ยวอวิ๋นเสียอีก
เมื่อดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำหลี่เสวี่ยเหลียน เสิ่นเหยา และเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นต่างก็แบกจอบกลับมาจากท้องนา
เสิ่นชิ่งหงจูงเด็กทั้งสองคนกลับมาโดยมีตะกร้าผักป่าใบใหญ่สะพายอยู่บนหลังด้วย
"เหวินชงยังเด็กเกินไป ให้เหวินฉินไปเรียนก่อนแล้วกัน"
เขาดูอารมณ์ดีมากจูงเด็กน้อยไว้ข้างละคน พลางเอ่ยกับหลี่เสวี่ยเหลียนว่า"ผมไปถามมาแล้ว ค่าเทอมภาคเรียนละสิบสองหยวนผมสานตะกร้าพวกนี้สะสมเงินได้สี่หยวน จ่ายนำไปก่อน ส่วนที่เหลือค่อยๆ ทยอยจ่ายเอา!"
หลี่เสวี่ยเหลียนเริ่มกลัดกลุ้ม"นี่แค่เริ่มต้นนะ ยังมีค่าสมุดค่าหนังสืออีก!อีกสองปีพอเหวินชงเข้าเรียนจะทำยังไง?"
เธอขมวดคิ้ว"ฉันว่านะ เหวินฉินเพิ่งจะหกขวบเองพ่อก็สอนแกอยู่ที่บ้านไปก่อนสิ!"
เสิ่นชิ่งหงส่ายหน้า"ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก เดี๋ยวนี้เขามีทั้งประถม มัธยมต้นมัธยมปลาย เราต้องให้แกเรียนตามขั้นตอนถึงจะถูก การสอบเข้ามหาวิทยาลัยน่ะยากจะตายความรู้ที่ผมมีแกก็เรียนไปเกือบหมดแล้ว ตอนนี้เข้าไปก็เรียนชั้นประถมหนึ่งได้เลย"
"อีกอย่าง ที่บ้านไม่มีแม้แต่หนังสือสักเล่ม จะสอนกันยังไง?"
เสิ่นเหยาวางจอบลงลูบหัวเหวินฉินเบาๆ "ผมยังมีเงินอยู่อีกสิบหยวนเดี๋ยวผมจะเอาออกมาให้พ่อ เหวินฉินเป็นเด็กมีแววเรียนเก่งจะปล่อยให้เสียโอกาสไม่ได้ อีกสองปีผมจะส่งเขาไปเรียนในตัวอำเภอเอง!"
สีหน้าของหลี่เสวี่ยเหลียนเปลี่ยนไปทันควันเธอกวาดสายตามองเจียงอิ๋งอิ๋งทีหนึ่ง ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงบนหลังเสิ่นเหยา"แกพูดจาเลอะเทอะอะไรน่ะ? แกแต่งงานมีเมียแล้วมีเงินก็ต้องเก็บไว้เลี้ยงเมียเลี้ยงลูกตัวเองสิ!"
เงินสิบหยวนนี้ไม่รู้ว่าลูกคนรองสะสมมานานแค่ไหน อยู่ดีๆ จะเอาออกมาให้หลานเรียนทั้งหมดแบบนี้ไม่กลัวอิ๋งอิ๋งจะเสียความรู้สึกหรือไง?
อีกอย่างเด็กสองคนนี้เป็นความรับผิดชอบของคนเป็นปู่เป็นย่า ต่อให้ไม่ได้เรียนหนังสือก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องให้ครอบครัวลูกคนรองมาแบกรับภาระเลี้ยงดู
ลำพังแค่เรื่องกินข้าวด้วยกันก็ว่าไปอย่างแต่นี่เรื่องเข้าเรียนซึ่งไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลย!
เจียงอิ๋งอิ๋งตาเป็นประกายวูบหนึ่งแต่ยังไม่แสดงท่าทีใดๆเธอทำเป็นไม่ใส่ใจและเปลี่ยนประเด็นไปว่า "แม่คงเหนื่อยแย่เลยใช่ไหมคะ?ทุกคนไปพักผ่อนเถอะค่ะ วันนี้ฉันกับเสี่ยวฮวาจะทำกับข้าวเอง!"
หลี่เสวี่ยเหลียนยิ้มออกมา"ไม่เหนื่อยหรอกจ้ะ เดี๋ยวแม่ไปต้มน้ำให้เอง!"
เสี่ยวฮวารีบห้ามไว้"คุณป้าคะ ให้หนูไปเองเถอะค่ะ"
หลี่เสวี่ยเหลียนไม่ได้ปัดปฏิเสธอีกเพราะเธอมีเรื่องอยากคุยกับเสิ่นเหยาและเสี่ยวอวิ๋นตามลำพังพอดี จึงพยักหน้า"ตกลงจ้ะ ค่อยๆ ทำนะ ไม่ต้องรีบ!"
คนในครอบครัวเดินเข้าบ้านไปพอเห็นห้องหับที่ถูกทำความสะอาดจนหมดจดก็พากันชะงัก
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นหัวเราะร่า"ต้องเป็นฝีมือเสี่ยวฮวากับพี่สะใภ้แน่ๆ!"
หลี่เสวี่ยเหลียนรู้สึกหนักอึ้งในใจยิ่งขึ้นเธอนั่งลงที่โต๊ะแล้วมองหน้าเสิ่นเหยา "ลูกรองตอนนี้แกแต่งงานแล้ว มีเรื่องอะไรต้องนึกถึงเมียเป็นอันดับแรก"
"อิ๋งอิ๋งเป็นคนดีนะ แต่ถ้าเมื่อกี้คำพูดของแกไปเข้าหูเมียบ้านอื่นเข้ารับรองว่าต้องทะเลาะกันบ้านแตกแน่!"
เสิ่นเหยาขมวดคิ้ว"แม่ครับ เงินนี่ผมหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองนะ"
ทุกเช้าก่อนจะลงไปทำงานในไร่เขาจะแวะเวียนไปบนภูเขาก่อนรอบหนึ่งเสมอ
บนเขามีสมุนไพรชาวบ้านคนอื่นไม่รู้จัก แต่เขาเคยศึกษาจากตำรายาสมุนไพรจึงจำแนกพวกมันได้และแอบนำไปขายในตลาดมืดทุกเดือน
เงินพวกนี้คือเงินที่เขาสะสมมาตลอดสองเดือนนี้แล้วจะไปเกี่ยวอะไรกับเจียงอิ๋งอิ๋งด้วยเล่า?
หลี่เสวี่ยเหลียนยิ่งโกรธเข้าไปใหญ่เธอจ้องหน้าเสิ่นเหยาเขม็ง "พูดจาอะไรแบบนั้น?แกกับอิ๋งอิ๋งนอนห้องเดียวกัน เป็นผัวเมียกันแล้วแกยังจะถามอีกหรือว่าเกี่ยวอะไรกัน?"
....................
[1]แม่สาวหอยขมเป็นคำเชิงเปรียบเทียบ หมายถึง ผู้หญิงที่ขยันขันแข็งดูแลบ้านเก่ง เหมือนมีคนช่วยโดยไม่รู้ตัว