Galactic Imperium

    ตอนที่เก้าสิบสี่ Fallen Empire 9

    ตอนที่เก้าสิบสี่ Fallen Empire 9

    ในทางกลับกันกับเทคโนโลยีพื้นฐานทางวัตถุ

    เทคโนโลยีหรือวิชาต่างๆของจักรวรรดิของผมนั้นก้าวหน้ามาก

    ว่าต่อให้ผมไม่ได้ทำอะไร

    พวกคนในจักรวรรดิของผมก็คงจะพัฒนาความรู้ทางพลังจิตได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

    ดังนั้นที่ผมทำคือพยายามเพิ่มทักษะทางด้านการควบคุมพลังจิต

    และการตรวจสอบผู้มีพลังจิต

    ผมออกนโยบายให้ทุนเรียนฟรีแก่ผู้มีพลังจิตทุกชนชั้น

    Free scholarship to psyker

    ทุนเรียนฟรีต่อผู้มีพลังจิต

    ซึ่งใช้แต้มทางการเมืองไปไม่เท่าไรเพราะจักรวรรดิของผมนั้นการมีพลังจิตระดับสูงคือการแสดงถึงความเป็นอภิสิทธิ์ชนอยู่แล้ว

    ทางเทคนิคทุกคนที่มีวิญญาณนั้นนับว่าเป็นคนมีพลังจิต

    แต่พลังวิญญาณหรือพลังจิตนั้นจะมากจะน้อยก็แตกต่างไปตามแต่ละบุคคล

    แต่ทว่าเมื่อวัดการมีพลังจิตหรือพลังวิญญาณได้จริงว่าแต่ละคนมีมากกว่ากันเท่าไร

    จึงไม่แปลกที่จะมีการรังเกียจเดียดฉันทน์กันหรือมองว่าตนเองสูงส่งกว่าคนที่มีพลังจิตต่ำกว่า

    จักรวรรดิของผมเลยแตกต่างจากแนวหนังสยองขวัญที่ชาวบ้านไล่ฆ่าแม่มดหรือคนที่มีพลังพิเศษเหนือกว่าชาวบ้าน

    อาณาจักรของผมคนมีพลังจิตคือคนที่ได้สิทธิพิเศษเหนือกว่าชาวบ้าน

    ซึ่งพวกเขาก็ยังดูถูกคนต่ำกว่าอยู่ดีแค่สลับฐานะกันเท่านั้น

    แต่ผมทำลงไปเพราะต้องการคนมีพลังจิตเข้ามาในรัฐบาลที่มีสถานะดั้งเดิมมาจากชาวบ้านหรือชนชั้นต่ำบ้าง

    คำนวณด้วยปริมาณก็อย่างที่ผมคิด

    ว่าปริมาณของชาวบ้านก็ไม่ใช่น้อย

    แต่คนที่มีพลังจิตที่สูงมากกว่าโดยเฉลี่ยคือชนชั้นขุนนางเพราะพวกเขาจะมากจะน้อยมาจากพันธุกรรมของพ่อแม่ที่มีพลังจิตตั้งแต่แรกสืบต่อมาหลายชั่วรุ่น

    ความตั้งใจตอนแรกของผมที่ให้สิทธิคนมีพลังจิตตอนทำสงครามรวมแผ่นดิน

    จะได้ไม่ดดนจับเผาแบบหนังสยองขวัญล่าแม่มด

    กลายเป็นการสร้างชนชั้นศักดินาใหม่ที่มีพลังจิตขึ้นมาแทน

    โชคดีที่ประชากรของผมส่วนใหญ่จะมากจะน้อยมีพลังจิตทั้งนั้นนั่นเอง

    เลยพอจะนับว่าเป็นอาณาจักรของผู้มีพลังจิตก็ว่าได้

    แต่การมีพลังไม่สำคัญเท่ากับการฝึกฝน

    ผมปรับการใช้แต้มวิจัยพลังจิตไปทางด้าน

    การควบคุมพลังจิตPsionic control

    มากกว่าเน้นระดับพลังของผู้มีพลังจิต

    ก็หวังว่าจะพอช่วยลดความเรซิสม์ดูถูกคนที่มีพลังต่ำกว่าได้

    แต่ก็นั่นล่ะการยกย่องคนที่มีพลังจิตสูงกว่ามันคือสาเหตุที่ผมได้แต้มการเมืองเพิ่มขึ้นหากเอางบประมาณมาให้กับกลุ่มผลประโยชน์ของผู้มีพลังจิต

    ทำให้กลุ่มการเมืองผ็มีพลังจิตเข้มแข็งมีอำนาจมากขึ้น

    เพราะทางเทคนิคผมคือคนที่มีพลังจิตแข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรนั่นเอง...การเมืองมันก็ซับซ้อนอย่างนี้ล่ะ

    ผมพยายามกระจายโรงเรียนสอนพลังจิตและการศึกษาพื้นฐานขั้นต้นไปให้ทั่วๆ

    เพื่ออย่างน้อยคนที่มีพลังจิตทุกคนจะสามารถเข้าถึงการศึกษาและสามารถใช้พลังของตนเองได้

    ข้อดีอีกอย่างคือแต้มการวิจัยค้นคว้าพลังจิตของผมพุ่งปรี๊ดติดเพดานเนื่องด้วยการสร้างโรงเรียนและสถานศึกษาวิจัยด้านพลังจิตทำให้สามารถค้นคว้าพลังจิตได้เร็วมากขึ้น

    จำนวนก็คือคุณภาพอย่างหนึ่ง

    คือสัจธรรมเสมอมา

    ผมไม่คิดมากเลือกการค้นคว้าการใช้พลังจิตพื้นฐานFoundation Psionic

    แบบรัวๆเพราะมันจะช่วยลดการใช้พลังจิตให้กับมนุษย์พลังจิตPsyker แต่ละคน

    หมายความว่าโดยทางอ้อมนั้น พลังจิตพื้นฐานFoundation Psionic

    จะทำให้ผมใช้แต้มทางการเมืองมากกว่าเดิมในเวลาที่เราจะทำอะไร

    ผมโยกย้ายคนแก่ๆที่มีความสามารถและมีพลังจิตในรัฐบาลของผมมาสร้างกองทัพผู้มีพลังจิตคอยรับใช้ผมอีกทีหนึ่ง

    และยังช่วยความสามารถในการค้นคว้าทฤษฎีพลังจิตได้ด้วย

    หากบอกว่าพลังจิตพื้นฐานคือการใช้พลังจิตที่มีประสิทธิภาพ

    ทฤษฎีพลังจิต Psionic Theory คือการค้นคว้าในเรื่องที่เราตอนแรกก็ไม่รู้ว่าเราสามารถใช้พลังจิตทำเรื่องเช่นนี้ได้

    ซึ่งการอาศัยคนที่มีอายุและมีพลังจิตมากที่สุดอย่างพวกขุนนางมียศใหญ่เป็นการใช้งานพวกเขาอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการให้พวกเขาไปทำหน้าที่ทางการเมือง

    ผมคิดว่าจะโยนพวกเขาไปเผยแพร่ศาสนาหรือสยบความวุ่นวายหากมีเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้น

    คนมีความสามารถไม่ควรเอาไปไว้ในงานนั่งโต๊ะแต่ใช้พวกเขาอย่างเต็มที่ในภาคสนาม

    และเหนืออื่นใดผมจะได้มีคนที่สามาถรปกป้องคุ้มครองผมโดยตรงได้ด้วย

    คล้ายกับเรื่องGalactic Imperium ที่คุณอ่าน