บทที่ 3 พี่ใหญ่เปรียบดั่งบิดา ไม่ยอมก็โดนซัด
ผนังของตำหนักเจียวฝางภายในพระราชวัง ทาด้วยผงที่ทำจากเมล็ดของต้นฮวาเจียว รูปลักษณ์ภายนอกจึงเป็สีชมพูและมีกลิ่นหอม ซึ่งช่วยปกป้องโครงสร้างไม้ของพระราชวังได้เป็อย่างดี
คำว่า ‘เจียว’ หมายถึง มีเมล็ดมาก และยังสื่อถึงการมีบุตรหลานมากมายซึ่งนำมาซึ่งความสุข
หลิวปังมีบุตรชายแล้วแปดคน และฝากความหวังไว้กับพวกเขาอย่างสูง
บุตรชายคนโตนั้นอ้วนท้วนสมบูรณ์ ไม่มีผลงานแต่ก็ไม่มีความผิด ถือว่าธรรมดาสามัญยิ่งนัก
ส่วนรัชทายาทหลิวอิ๋ง เดิมทีหลิวปังรู้สึกว่าบุตรผู้นี้เมตตาและอ่อนแอเกินไป แต่ตอนนี้คำประเมินที่มีต่อเขามีเพียงสามคำ คือ ตีเบาไป!
บุตรคนที่สาม หลิวหรูอี้ที่มีลักษณะคล้ายหลิวปังมากที่สุดและเป็ที่โปรดปรานที่สุด หากไม่ใช่เพราะเหล่าขุนนางทัดทาน หลิวปังถึงกับคิดจะมอบกระบี่พกชื่อ ‘อี้เซียว’ ให้แก่เขา
บุตรคนที่สี่ หลิวเหิง ให้เกียรติผู้มีความสามารถดั่งแขกผู้มีเกียรติ ปฏิบัติต่อขุนนางทุกคนด้วยความเคารพ รักราษฎรดั่งลูกในไส้ แม้แต่สามัญชนที่ก่อสร้างพระราชวัง เขาก็ยังมอบความเห็นอกเห็นใจให้
ส่วนบุตรคนอื่น ๆ อย่างหลิวฮุย หลิวโหย่ว หลิวฉาง และหลิวเจี้ยน อายุยังน้อยเกินไป หลิวปังจึงยังมองไม่ออกว่านิสัยใจคอเป็อย่างไร
"ข้าเองก็รักอาอิ๋ง เขาก็เป็ลูกของพวกเรา" หลิวปังพูดไปตามหน้าที่ เขาััได้ถึงความขอไปทีของฮองเฮาหลวี่ ทั้งสองไม่มีความเสน่หาต่อกันมานานแล้ว
"เพียงแต่รัชทายาทที่อ่อนแอและเมตตาเกินไป เมื่อขึ้นครองราชย์ในภายหลัง จะสามารถกดข่มเหล่าขุนนางผู้มีความชอบและแม่ทัพเก่า ๆ ได้จริง ๆ หรือ?"
"บางครั้งข้าก็คิดว่า การให้อาอิ๋งเป็รัชทายาทนั้น ดูจะใจร้ายกับเขาเกินไปหรือไม่!"
"หากใต้หล้าสงบสุข อาอิ๋งย่อมเป็มหากษัตริย์ที่ปรีชา แต่เหล่าขุนนางเ่าั้ เบื้องหน้าดื่มสุราสำราญกับข้า แต่เื้ักลับซุ่มสะสมกำลังทหาร พวกเขาคิดจะทำอะไรกันแน่?"
หลิวปังกุมมือหลวี่จื้อ สองสามีภรรยาหาโอกาสเปิดอกคุยกันได้อย่างยากยิ่ง โดยเฉพาะหลังจากที่ร่วมกันรุมตีรัชทายาท ดูเหมือนว่าพวกเขาจะค้นพบความเข้าขาเหมือนในวันวานอีกครั้ง
"แล้วเหตุใดวันนี้ท่านถึงไม่เห็นด้วย?" ฮองเฮาหลวี่รู้สึกหวั่นไหวในใจ แต่เื้ัของนางไม่ใช่เพียงตัวนางเองอีกต่อไป หากแต่เป็ขุมกำลังของผู้มีความชอบที่มีตระกูลหลวี่เป็แกนนำ
อู่หยางโหวฝานไคว่ และเจี้ยนเฉิงโหวหลวี่ซื่อจือ ย่อมไม่มีทางเห็นด้วยกับการที่หลิวอิ๋งสละตำแหน่งรัชทายาท
"ข้าเริ่มมองเ้าเด็กนี่ไม่ออกแล้ว" หลิวปังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา พร้อมยิ้มแล้วว่า "ข้าไม่รู้ว่าเขา้าถอยเพื่อรุก หรือว่าอยากจะทิ้งตำแหน่งนี้ไปจริง ๆ กันแน่"
หลวี่จื้อเองก็ไม่ทราบความคิดของบุตรชาย นางเป็สตรีที่เฉลียวฉลาด ในเมื่อยามนี้สามีไม่ได้พำนักอยู่เคียงข้างตลอดเวลา สิ่งเดียวที่นางปรารถนาคือการฟูมฟักบุตรชาย
"ยามนี้ยังเช้าอยู่นัก เ้ากับข้าพักผ่อนต่ออีกสักนิดดีหรือไม่?" ตาแก่เ้าเล่ห์หัวเราะ หึหึ แล้วก็พลิกตัวขึ้นคร่อมอีกครั้ง
วันต่อมา ณ หอเทียนลู่
หลิวอิ๋งมาที่นี่อย่างไม่เต็มใจ ส่วนโจวชางมีสีหน้าปลาบปลื้ม รัชทายาทผู้รักการอ่านกลับมาแล้ว!
หลิวอิ๋งจะไม่รู้ได้อย่างไรว่า จักรพรรดิฮั่นฮุ่ยตี้ก็ไม่เต็มใจจะอ่านหนังสือเช่นกัน ทั้งไม่ชอบที่จะต้องปั้นหน้ายิ้มแย้มให้ทุกคน หรือแม้แต่ต้องไปพูดจาสอนหลักการไร้สาระให้เหล่าน้องชาย
แต่ในฐานะรัชทายาท เขายังไม่ทันได้เสวยสุขจากความร่ำรวยมหาศาล กลับต้องใช้ชีวิตเหมือนเดินบนน้ำแข็งบาง เพราะเกรงว่าจะถูกบิดาแท้ ๆ อย่างหลิวปังถอดถอนตำแหน่ง
หารู้ไม่ว่าหลิวปังเป็คนตรงไปตรงมา เขาไม่ชอบให้บุตรชายมาแสดงละครต่อหน้า ยิ่งเ้าของร่างเดิมอย่างฮั่นฮุ่ยตี้แสร้งทำตัวเป็รัชทายาทผู้ทรงศีลเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้หลิวปังไม่พอใจเท่านั้น
พ่อของเ้าเป็ใคร? พี่ใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลแห่งอำเภอเพ่ย ผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งราชวงศ์ต้าฮั่น
ฐานะในปัจจุบันล้วนได้มาด้วยผลงานทางทหาร แต่ผลปรากฏว่ารัชทายาทของตน กลับไปคลุกคลีอยู่กับพวกบัณฑิตคหบดีที่น่าเบื่อหน่ายทั้งวัน เขาจะไม่โกรธได้อย่างไร
"พี่ใหญ่ ท่านกลับมาแล้ว" เมื่อหลิวเหิงเห็นหลิวอิ๋งก็ทำตามหน้าที่โดยการเตรียมคำนับ แต่กลับถูกหลิวอิ๋งห้ามไว้
"พอเถอะ เป็พี่น้องกันแท้ ๆ จะมาทำพิธีรีตองพวกนี้ไปเพื่ออะไร?" หลิวอิ๋งบิดี้เี เขาไม่ได้นั่งคุกเข่าอ่านหนังสือเหมือนน้องชายหลิวเหิง แต่กลับนอนตะแคงลงบนพื้น ไม่นานนักก็มีเสียงกรนดังขึ้น
"เมื่อก่อนพี่ใหญ่ไม่ได้เป็เช่นนี้..." หลิวเหิงส่ายหน้า มารดาของเขาคือพระสนมปั๋วซึ่งไม่เป็ที่โปรดปราน ในบรรดาพี่น้อง เขาจึงทำตัวเรียบง่ายและไม่โดดเด่นมาโดยตลอด
อาจารย์ที่กำลังสอนหนังสือ พลิกหน้าหนังสืออย่างใจเย็น ทว่ากลับได้ยินเสียงกรนที่สม่ำเสมอ
"ท่านอาจารย์ พี่ใหญ่หลับอีกแล้วขอรับ" จ้าวอ๋องหลิวหรูอี้ยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ เ้าเด็กคนนี้เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เขารู้ว่าหลิวอิ๋งขี้ขลาด จึงไม่เกรงใจอีกต่อไป
อาจารย์ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการชิงดีชิงเด่นระหว่างรัชทายาทและจ้าวอ๋อง จึงทำเป็มองไม่เห็นและสอนหนังสือให้เหล่าองค์ชายต่อไป
แต่เสียงกรนของหลิวอิ๋งนั้นดังเกินไป จนทำให้อาจารย์โกรธแต่ไม่กล้าพูด
"เหตุที่ฝ่าาสามารถครองใต้หล้าได้..."
"ครอก! ฟี้!"
เขายังพูดไม่จบประโยค รัชทายาทก็ใช้เสียงกรนขัดจังหวะเสียแล้ว อาจารย์โกรธจนวางหนังสือลงทันที เขาถึงกับคิดว่ารัชทายาทจงใจกลั่นแกล้งตน
"พักผ่อนกันก่อนเถิด" อาจารย์ยิ้มอย่างจนใจ ตั้งใจจะไปคุยกับโจวชาง
การบังคับให้หลิวอิ๋งมาที่นี่ ก็เป็เพียงแค่การเปลี่ยนที่นอนเท่านั้นเอง
"เฮ้ย!" หลิวหรูอี้ในตอนนี้โอหังเหมือนมารดาของเขา เขาถีบหลิวอิ๋งเข้าอย่างจัง
"เมื่อครู่เ้ากรนเสียงดังเกินไป รบกวนการเรียนของพวกเรา! รีบลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะไปบอกเสด็จพ่อ!"
ที่เอวของหลิวหรูอี้มีกระบี่พกซึ่งเป็ของพระราชทานจากหลิวปัง จ้าวอ๋องภาคภูมิใจในสิ่งนี้มาก และถือว่าเป็สัญลักษณ์ของการเป็ที่โปรดปราน
หลิวอิ๋งขยี้ตาพลางพึมพัม "เ้ากล้ารบกวนการนอนของข้าหรือ?"
เมื่อเห็นพี่ชายที่มีสีหน้าโกรธเคือง หลิวหรูอี้ก็รู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย แต่เขาก็นึกถึงคำกำชับของมารดาพระสนมชีว่า พี่ชายที่ไม่ได้เื่ของเ้าน่ะ ต่อให้ถูกรังแกแค่ไหน ก็ไม่มีทางโต้ตอบเด็ดขาด
"ใช่! เ้ากรนเสียงดังเกินไป!"
หลิวเหิงเห็นดังนั้นไม่เพียงแต่ขมวดคิ้ว หลิวหรูอี้ยังคงเป็จ้าวอ๋องที่เอาแต่ใจเพราะเป็ที่โปรดปราน แต่พี่ใหญ่ยังคงเป็รัชทายาทผู้ใจดีจนถูกคนอื่นรังแกเหมือนเมื่อก่อนหรือ?
"หาว~" หลิวอิ๋งบิดี้เีหนึ่งที จากนั้นจึงลุกขึ้นยืน "ข้าเป็พี่ชายของเ้าใช่หรือไม่?"
"ใช่แล้วจะทำไม?" หลิวหรูอี้เติบโตเร็วมาก ตอนนี้เตี้ยกว่าหลิวอิ๋งเพียงครึ่งศีรษะเท่านั้น
"พี่ใหญ่เปรียบดั่งบิดา วันนี้ข้าจะสั่งสอนเ้าแทนเสด็จพ่อเอง!" หลิวอิ๋งพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว อาศัยจังหวะที่หลิวหรูอี้ไม่ทันตั้งตัว ทุ่มเขาลงกับพื้น จากนั้นก็ถอดรองเท้า เล็งไปที่ก้นแล้วฟาดลงไป
"นี่สำหรับที่เ้ารบกวนการนอนของข้า!"
"นี่สำหรับที่พ่อเ้าเอารองเท้าตีข้าเมื่อวาน!"
"นี่สำหรับที่เ้าถีบข้า!"
เห็นได้ชัดว่าหลิวอิ๋งกำลังระบายแค้นใส่ตาแก่เ้าเล่ห์ เมื่อวานท่านตีข้า วันนี้ข้าจะตีลูกรักของท่าน
"พี่ใหญ่ ข้าสำนึกผิดแล้ว หยุดตีเถิด!" หลิวหรูอี้ถูกตีจนร้องโอดครวญ ั้แ่เด็กจนโต เขาได้รับความรักจากบิดามารดาอย่างมาก ไม่เคยถูกใครทุบตีเช่นนี้มาก่อน
"จำไว้ พี่ใหญ่เปรียบดั่งบิดา! ต่อไปเ้าปฏิบัติต่อเสด็จพ่ออย่างไร ก็จงปฏิบัติต่อข้าอย่างนั้น! ไม่ยอมก็โดนซัด! ข้าเห็นเ้าครั้งหนึ่ง จะตีเ้าครั้งหนึ่ง!"
ในตอนนั้นน้องห้าหลิวฮุยเห็นเหตุการณ์ จึงรีบเข้าไปเก็บรองเท้าที่หลิวอิ๋งโยนทิ้งไว้
"น้องห้า เ้าช่างรู้ความที่สุด! วันหน้าถ้าข้าเห็นนางกำนัลที่สาวสวยและหน้าตางดงาม ข้าจะเลือกไว้ให้เ้าล่วงหน้าเลย"
หลิวฮุยทั้งขำทั้งร้องไห้ พี่ใหญ่ในวันนี้แม้จะยิ้มอยู่ตลอดเวลา แต่กลับทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวลึก ๆ
หลิวอิ๋งเดินออกจากหอเทียนลู่ วันนี้ได้สั่งสอนน้องชายผู้โง่เขลาแทนเสด็จพ่อ ถือว่าปฏิบัติภารกิจเกินเป้าหมายแล้ว
เขาเดินกลับไปยังตำหนักเจียวฝางตามความเคยชิน แต่กลับเห็นหลวี่จื้อผู้ทรงเกียรติในตำแหน่งฮองเฮากำลังทำผักดองอยู่
เมื่อฤดูหนาวมาถึง ผู้คนยากที่จะหาผักสดรับประทานได้
"เสด็จแม่ ท่านกำลังทำผักดองจี้อีกแล้วหรือ?"
‘จี้’ คือผักดองของตระกูลผู้มีอันจะกิน รสชาติดีกว่าผักดอง ‘จู’ ที่ชาวบ้านทั่วไปรับประทานมาก
"ใช่ เมื่อก่อนตอนอยู่ที่อำเภอเพ่ย เพื่อที่จะผ่านพ้นฤดูหนาว ทุกปีต้องยุ่งอยู่กับเื่นี้พักหนึ่ง" หลวี่จื้อราวกับนึกถึงชีวิตในอดีตที่อำเภอเพ่ย บนใบหน้าจึงปรากฏรอยยิ้มที่สงบเงียบ
ยังไม่ทันที่หลิวอิ๋งจะตอบกลับ ก็ได้ยินเสียงโจวชางรีบร้อนวิ่งเข้ามา "ฮองเฮาแย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! รัชทายาททุบตีจ้าวอ๋องแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"