เล่มที่1 บทที่8 ใครมันกล้าขวางทางข้า
“น่าขำสิ้นดี ทำผิดแล้วคิดจะจากไปง่ายๆ คิดจะไปตำหนักนภาปราณยุทธเพื่อถีบตัวเองอีกหรือไร”
เสียงสูงจากใครบางคนดังขึ้นพร้อมกับเงาของคนผู้หนึ่งก้าวขึ้นมาก่อนจะเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าจั่วเฉิน
จั่วเฉินขมวดคิ้ว แววตาฉายประกายเย็นเยียบถึงตอนนี้แล้วยังมีใครกล้าขวางทางเขาอีก
บรรดาศิษย์คนอื่นๆ เผยสีหน้าแตกต่างกันออกมาบางคนก็แค่นหัวเราะ ในที่สุดก็มีคนทนไม่ไหวแสดงตัวออกมา ถึงอย่างไรจั่วเฉินก็เป็แค่คนไร้ค่าที่พวกเขาเหยียบย่ำดูแคลนมาตลอดสามปีจู่ๆ จะให้ขึ้นมาเหยียบอยู่บนหัวพวกเขาได้อย่างไร
“ทำร้ายลูกหลานสกุลเจียงของข้า ชีวิตของเ้าหลังจากนี้จะต้องเป็ทาสรับใช้สกุลเจียงเพื่อชดใช้!”ผู้มาใหม่เอ่ยขึ้นก่อนจะซัดฝ่ามือมาทางจั่วเฉิน
จั่วเฉินคลี่ยิ้มเย็น เป็เพราะเขาจัดการเจียงเฉินเทียนไปสกุลเจียงจึงไม่อาจกล้ำกลืนความโกรธแค้นนั้นลง คิดว่าตัวเขาหัวเดียวกระเทียมลีบเลยสามารถรังแกกันได้ง่ายๆ กระมัง
ตำหนักนภาปราณยุทธถือเป็จุดเปลี่ยนสำคัญทั้งยังเกี่ยวพันถึงเส้นทางในการพัฒนาของเขา วันนี้จั่วเฉินได้สิทธิมาแล้วทั้งที แต่สกุลเจียงกลับคิดจะขวางทาง
ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาดต่อให้เป็เง็กเซียนมาเอง ก็อย่าหวังจะว่าจะขัดขวางเขาได้เลย
“ไสหัวไป!”
จั่วเฉินชกหมัดออกไปอย่างเกรี้ยวกราดทันใดนั้นก็มีจุดลำแสงรวมตัวเกิดขึ้น ก่อนจะพุ่งเข้าใส่กลางฝ่ามือที่ซัดเข้ามา
ตู้ม!
ขุมพลังอันกล้าแกร่งสาดกระจายราวกับพยัคฆ์คลั่งที่พึ่งตื่นขึ้น
คนสกุลเจียงเซถลาถอยออกไปสามก้าว ก่อนจะเงยหน้ามองจั่วเฉินด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อตัวเขาเป็ถึงหัวหน้าองครักษ์ของสกุลเจียง มีพลังระดับหลอมรวมขั้นห้า ซึ่งนับว่าแข็งแกร่งกว่าศิษย์ของสำนักสลายดาราทุกคน
หากวัดกันที่ระดับพลังแล้วต่อให้ศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักลงมือเอง ก็ไม่สามารถประมือกับเขาได้ทว่าบัดนี้ ตัวเขากลับไม่สามารถจัดการกระทั่งจั่วเฉินที่ตัวคนเดียวได้
ทว่าก็ดูออกได้ไม่ยากว่าจั่วเฉินเองก็มีสภาพไม่สู้ดีเท่าไรแม้พลังระดับหลอมรวมจะวัดกันที่พละกำลังเป็หลัก พลังปราณเป็รอง แต่จั่วเฉินก็มีพลังแค่ระดับหลอมรวมขั้นสองเท่านั้นเมื่อปะทะกับคนจากสกุลเจียงที่มีระดับพลังหลอมรวมขั้นห้าแล้ว ถือว่าต่างกันถึงสามขั้นย่อยเลยทีเดียวดีที่จั่วเฉินพัฒนาขึ้นบ้างแล้ว เขาจึงพอจะรับมือได้โดยที่ไม่ได้มีสภาพอนาถเท่าไรนัก
พละกำลังของจั่วเฉินในตอนนี้มีหนึ่งพันหนึ่งร้อยจินส่วนหัวหน้าหน่วยองครักษ์สกุลเจียงมีหนึ่งพันสามร้อยจิน แถมยังมีพลังปราณที่แข็งแกร่งกว่าเล็กน้อย
ตอนนี้คนมากมายกำลังเฝ้ามองการต่อสู้นี้อยู่ไม่เว้นแม้แต่หลงซินเย่ที่เฝ้าดูอยู่จากด้านข้างด้วยสายตาที่ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
“สกุลเจียงนับเป็อะไร ต่อหน้าข้าแล้วก็เป็แค่สุนัขตัวใหญ่เท่านั้นแหละ”จั่วเฉินเอ่ยเสียงเหี้ยม เพียงแค่ก้าวเดินออกไปก็ทำให้พื้นดินสั่นไหว
ความแตกต่างของระดับพลังไม่ถือว่าเป็อะไรถึงแม้คนผู้นี้จะแข็งแกร่ง แต่ถึงอย่างไรก็มีพลังอยู่แค่ระดับหลอมรวมเท่านั้น ส่วนร่างกายก็แข็งแกร่งกว่าจั่วเฉินเพียงเล็กน้อยจั่วเฉินจึงยังพอมีโอกาสชนะอยู่
“กล้าลบหลู่สกุลเจียงของข้าต่อให้เ้าตายก็ไม่น่าเสียดายหรอก เ้าในตอนนี้ไม่มีโอกาสแม้แต่จะเป็ทาสแล้ว” คนสกุลเจียงกล่าวพร้อมสีหน้าโเี้ก่อนจะหยิบเอาหอกยาวที่สะพายอยู่ด้านหลังออกมาจ้วงแทงไปทางจั่วเฉินอย่างไม่ยั้งมือ
กลิ่นอายอันตรายพลันปรากฏขึ้น แม้ร่างกายของจั่วเฉินจะแข็งแกร่งทว่าเขาเพิ่งจะปลุกพลังสำเร็จได้ไม่นาน จึงไม่มีเคล็ดวิชาปราณโบราณสักอย่าง ทำให้มีกระบวนท่าในการรับมือจำกัดพออีกฝ่ายโจมตีเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง จั่วเฉินจึงตกเป็รองอย่างช่วยไม่ได้ ทำได้แค่หลบหลีกหอกที่จ้วงแทงเข้ามา
‘หากมีเคล็ดวิชาปราณโบราณสักอย่าง คงไม่รับมือยากเช่นนี้’
จั่วเฉินคิดในใจ ทว่าน่าเสียดายที่มีเวลากระชั้นชิดหลายวันที่ผ่านมาเขาต้องเร่งพัฒนาระดับพลัง จึงไม่มีเวลาฝึกฝนเคล็ดวิชาปราณโบราณเพิ่ม
“หือ... เคล็ดวิชาปราณโบราณหรือ”พอเห็นหอกที่จ้วงแทงเข้ามาไม่หยุดแล้ว จั่วเฉินพลันนึกถึงท่วงท่าหนึ่งขึ้นมาได้
ขาทั้งสองข้างของจั่วเฉินก้าวออกมาตามสัญชาตญาณสองแขนยกสูงเหนือศีรษะ ก่อนจะประนมเข้าด้วยกันจนเกิดเป็ท่วงท่าประหลาด พริบตาต่อมาเขาก็ใช้สองมือสะบั้นลงไป
ในการสะบั้นมือครั้งนี้แฝงไปด้วยจังหวะลึกลับบางอย่างหลังจากผ่าลงมาในองศาพิสดารแล้ว ทั่วทั้งร่างก็เคลื่อนไหวอย่างราบรื่นจนกลายเป็ท่วงท่าเดียวกัน
ตู้ม!
เพียงปะทะกันครั้งเดียว จั่วเฉินก็ทำลายพลังอันแข็งแกร่งที่มาพร้อมกับหอกทวนไปไม่เพียงเท่านั้น ตัวหอกยังถูกสะท้อนกลับ คนสกุลเจียงผู้นั้นร้องโหยหวนก่อนจะถูกอัดกระเด็นตามออกไป ขณะที่ตัวลอยเคว้งอยู่กลางอากาศก็ถึงกับกระอักเืออกมาดูออกได้ไม่ยากว่าบอบช้ำแค่ไหน ตรงกันข้าม จั่วเฉินเพียงคำรามเสียงต่ำออกมาเท่านั้นสีหน้าย่ำแย่ลงเล็กน้อยพร้อมกับเซถอยหลังไปสามก้าว
คนสกุลเจียงมีพลังระดับหลอมรวมขั้นห้าแท้ๆกลับถูกผู้ที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นสองอัดจนกระเด็น
“แข็งแกร่งขนาดนี้เชียว กระบวนท่านี้...ถึงจะไม่ใช่เคล็ดวิชาปราณโบราณ แต่กลับเหนือว่าเคล็ดวิชาการต่อสู้ไม่น้อย”
จั่วเฉินตาเป็ประกายในใจก็รู้สึกตกตะลึง เขาเองก็ไม่คิดว่าจะเกิดผลลัพธ์เช่นนี้ ที่ลงมือไปเมื่อครู่ก็แค่ป้องกันตัวตามสัญชาตญาณเท่านั้น
“เป็ไปได้อย่างไรเ้ามีพลังแค่ระดับหลอมรวมขั้นสองเท่านั้น” หัวหน้าหน่วยองครักษ์พึมพำ ได้แต่นอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นเมื่อรับรู้ได้ถึงความเ็ปรุนแรงในร่าง ใบหน้าของเขาก็พลันมืดครึ้มลงจวนจะเสียสติ
สายตาจั่วเฉินกลายเป็เย็นเยียบก่อนจะประกาศกร้าวจนมีไอสังหารแผ่กระจาย
“เจียงเฉินเทียนรวมหัวกับผู้าุโหลี่ขโมยยาลูกกลอนเืัของข้าไปข้าทำลายขาเขาไปข้างหนึ่งถือเป็เื่ปกติ อีกอย่าง ข้าเอาชนะเขาอย่างโปร่งใส ตัวเขาไร้ฝีมือเองไม่อาจถือโทษใครได้ สกุลเจียงของเ้าไม่มีจิตใจยอมรับความพ่ายแพ้ ไม่แปลกเลยที่ผ่านมาหลายสิบปีแล้วยังเป็ได้แค่สกุลเล็กๆที่ไม่มีการพัฒนา”
“เ้าจะพูดอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ทำร้ายนายน้อยสกุลเจียงของข้าแล้วคิดหรือว่าเื่นี้จะจบง่ายๆ ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านักไม่มีใครช่วยเ้าได้หรอก ตาย เ้าจะต้องตาย!”คนสกุลเจียงคำรามลั่นด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว
ทว่าในตอนนั้นเอง จั่วเฉินพลันเบนสายตาออกไปก่อนจะพบว่ามีเงาคนกลุ่มใหญ่กำลังเคลื่อนที่มา แต่ละคนกุมหอกทวนไว้ในมือ
“หน่วยองครักษ์ของสกุลเจียงสินะคิดจะล้อมจับข้าหรือไร” จั่วเฉินหรี่ตาก่อนที่สองมือจะกำหมัดแน่น
คนของสกุลเจียงกลุ่มใหญ่เข้าปิดล้อมจั่วเฉินเพื่อไม่ให้เขามีโอกาสถอยหนีหอกทวนมากมายชี้มาทางจั่วเฉิน ลำพังเพียงแค่แสงสะท้อนจากคมหอกก็ทำให้ผู้คนหวาดกลัวจนใจสั่นแล้ว
“พอแล้ว!” สิ้นเสียงใสอันเย็นเยียบหลงซินเย่ที่ไม่ได้พูดอะไรจนถึงเมื่อครู่ก็ก้าวออกมา “จั่วเฉินเป็ผู้ติดตามที่ข้าหลงซินเย่เลือกการที่พวกเ้าสกุลเจียงทำเช่นนี้ไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาหรือ หรือการที่ข้าจะเลือกใครสักคนเป็ผู้ติดตามจะต้องให้สกุลเจียงมาตัดสิน”
หลงซินเย่แสดงท่าทางแข็งกร้าวหลังจากกวาดตามองเหล่าคนสกุลเจียงแล้วจึงค่อยเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ จั่วเฉิน
พอเห็นท่าทีของหลงซินเย่แล้วคนสกุลเจียงต่างก็มองหน้ากัน ฉายแววหวาดระแวงในดวงตา พวกเขาคิดไม่ถึงว่าหลงซินเย่จะออกหน้าช่วยจั่วเฉินในเวลาเช่นนี้
“คุณหนูหลง ท่านหมายความว่าอย่างไร เป็จั่วเฉินที่ทำร้ายนายน้อยสกุลเจียงของข้าวันนี้พวกข้าจึงมาลงโทษ ท่านเป็คนนอก ไม่มีสิทธิมาก้าวก่ายเื่นี้” ผู้แข็งแกร่งจากสกุลเจียงผู้หนึ่งก้าวออกมาพร้อมขมวดคิ้ว
“ลงโทษอย่างนั้นหรือ เมื่อครู่ข้าตรวจสอบเื่นี้แล้วเป็เจียงเฉินเทียนที่ไม่เจียมตัวต่างหาก เพราะไร้ความสามารถจึงถูกซัดกลับ ทั้งหมดเป็การทำตัวเองทั้งนั้นไม่อาจถือโทษใครได้ จั่วเฉินไม่มีความผิด หรือต่อให้เขาผิดจริงแล้วจะอย่างไรเล่า ข้าจะคุ้มครองเขาหากสกุลเจียงกล้าลงมือก็ถือว่าเป็ปรปักษ์กับสกุลหลงของข้า!”เสียงหลงซินเย่ดังกังวาน ไม่เพียงพูดให้เหล่าคนสกุลเจียงฟังเท่านั้น ทว่าดังพอให้ทุกคนที่อยู่ณ ที่นี้ได้ยินด้วย
ใครกล้ามีเื่กับจั่วเฉินก็เท่ากับมีเื่กับหลงซินเย่อย่างนั้นหรือ
คนสกุลเจียงได้ยินดังนั้นก็หน้าเปลี่ยนสีพากันถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
ไม่ต้องพูดถึงเื่ที่สกุลหลงเป็สกุลที่สืบทอดตำแหน่งเ้าเมืองภูมิหลังกล้าแกร่ง ต่อให้หลงซินเย่จะเป็เพียงเยาวชนรุ่นหลังทว่าก็ไม่ใช่บุคคลที่สกุลเจียงจะสามารถมีเื่ด้วย
หลงซินเย่มีพร์น่ากลัว เป็บุคคลชั้นแนวหน้าของราชวงศ์เซิ่งเทียนวันหน้าย่อมมีอนาคตรุ่งเรือง แถมตอนนี้ยังเป็บุคคลที่ตำหนักนภาปราณยุทธ้ารับเป็ศิษย์หากนางรุ่งโรจน์ ก็จะพาให้คนรอบข้างได้ดีไปด้วย แม้แต่สกุลหลงเองก็จะผงาดขึ้นตามถึงตอนนั้น สกุลเจียงจะนับเป็อะไรได้ การมีเื่กับหลงซินเย่เพราะจั่วเฉินคนเดียวถือว่าไม่คุ้มค่า!
“ไสหัวไปเถอะถือโอกาสที่เื่ยังไม่บานปลายรีบจากไป หากยังไม่รู้จักชั่วดีเช่นนั้นก็อย่าโทษข้าแล้วกัน พวกเ้าเองก็เห็นพรสววรค์ของจั่วเฉินแล้ว หากเขาพัฒนาขึ้นตอนนั้นก็ถึงคราวพินาศของสกุลเจียงเ้าแล้ว” หลงซินเย่โบกมือและเอ่ยออกมา
เมื่อได้ยินคำพูดของหลงซินเย่ คนสกุลเจียงก็มีสีหน้าย่ำแย่หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก็เลือกที่จะถอยออกไปอย่างจนปัญญา ไอสังหารที่เกิดขึ้นพลอยสลายหายไปด้วยเื่นี้จึงถือว่าจบลงไปส่วนหนึ่ง
จั่วเฉินเห็นดังนั้นก็เบาใจก่อนจะยกมือคารวะหลงซินเย่
“ขอบคุณคุณหนูใหญ่ เื่ในวันนี้ข้าจะจดจำไว้”
“ดี!”หลงซินเย่ตอบด้วยดวงตาเป็ประกาย
เดิมทีหลงซินเย่มาสำนักสลายดาราเพื่อตามหาผู้ติดตามไว้ช่วยงานเท่านั้นคิดไม่ถึงว่าจะได้เจอคนมีพร์ที่มีห้าตราปราณโบราณเช่นจั่วเฉิน แม้จะยังเทียบนางไม่ได้แต่ก็ถือว่าไม่แย่เท่าไรนัก
แต่ถึงจะพูดว่าตอนนี้จั่วเฉินโดดเด่นมากแล้วก็ตามทว่าหากไม่ใช่เพราะปลุกพลังได้ช้าไปหน่อย เขาก็คงมีสิทธิได้เป็ศิษย์ของตำหนักนภาปราณยุทธไปแล้วหลงซินเย่ย่อมรับรู้ได้จากสิ่งที่เขาแสดงออกมาในวันนี้ คาดว่าวันหน้า จั่วเฉินจะต้องไม่ใช่ธรรมดาแน่ต่อให้ไม่สามารถเป็ยอดผู้กล้าแกร่งระดับแนวหน้า อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็บุคคลที่มีชื่อเสียงไปทั่วสักแถบหนึ่ง
การได้รับคำมั่นจากจั่วเฉินเช่นนี้ จึงถือเป็การการันตีสิ่งที่นางจะได้ในอนาคต นี่จึงเป็เหตุผลที่หลงซินเย่ช่วยเหลือจั่วเฉินหากจั่วเฉินเป็คนที่ไร้ความสามารถและขี้ขลาดล่ะก็ มีหรือที่นางจะยอมมีเื่กับสกุลเจียง
“แม้เ้าจะเป็ผู้ติดตามของข้าทว่าข้าก็ไม่ได้เข้มงวดมากนัก หลังจากที่ติดตามข้าไปตำหนักนภาปราณยุทธแล้ว ขอเพียงเ้าทำตัวดีๆวันหน้าอาจได้เลื่อนเป็ศิษย์เอกก็ได้ ถึงตอนนั้น พวกเราก็ถือว่าเป็ศิษย์พี่ศิษย์น้องกันเ้าก็อย่าเรียกข้าว่าคุณหนูใหญ่เลย ฟังแล้วข้ารู้สึกไม่ดี เรียกข้าว่าศิษย์พี่หญิงเป็อย่างไร”หลงซินเย่ว่าต่อ
“ได้ ศิษย์พี่หญิง” จั่วเฉินยิ้ม
“ข้าให้เวลาเ้าเตรียมตัวครึ่งวันพรุ่งนี้เช้า พวกเราจะออกเดินทางไปตำหนักนภาปราณยุทธกัน” เอ่ยจบ หลงซินเย่ก็หมุนตัวจากไป