บทที่ 9 ประธานบริษัทที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ฉินซุ่ยอัน วัยสามขวบครึ่ง
ภาพวิดีโอคอลบนจอขนาดั์แสดงให้เห็นเหล่าผู้บริหารระดับสูงที่นั่งกันหน้าสลอนอยู่ในห้องประชุมใหญ่ บรรยากาศในตอนนี้กลับตกอยู่ในความเงียบงันจนน่าอึดอัด ได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบา ๆ
ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาที เหล่าผู้บริหารที่ถือตัวว่ามีประสบการณ์โชกโชนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เื่ประธานบริษัทคนใหม่อย่างดุเดือดจนห้องประชุมเกือบจะะเิ แต่ทันทีที่ ฉินฮ่าวเฉิน ประธานใหญ่ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จแสดงความโกรธเกรี้ยวผ่านสายตาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลก ทุกคนก็พากันปิดปากเงียบกริบราวกับเป็ใบ้ไปพร้อม ๆ กัน
ใช่แล้ว... ฉินกรุ๊ปเพิ่งมีการประกาศแต่งตั้งประธานบริษัทคนใหม่อย่างเป็ทางการเมื่อเช้านี้ และเ้าของตำแหน่งที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศคนใหม่มีชื่อว่า ฉินซุ่ยอัน
ฉินฮ่าวเฉินตัดสินใจอย่างเด็ดขาดโดยไม่ปรึกษาใคร เขาโอนหุ้นทั้งหมด 65 เปอร์เซ็นต์ที่เขาถือครอง ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลสูงถึง 70,000 ล้านหยวน (ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท) ให้กับลูกสาวตัวน้อยของเขาแต่เพียงผู้เดียว นับแต่วินาทีนี้เป็ต้นไป ฉินฮ่าวเฉินได้ลดบทบาทตัวเองลงเป็เพียง ‘คนทำงาน’ หรือ ‘ลูกจ้าง’ ที่มีหน้าที่หาเงินเข้ากระเป๋าเพื่อเลี้ยงดูประธานบริษัทตัวน้อยเท่านั้น!
เมื่อเหล่าผู้บริหารได้รับหนังสือแจ้งมติการประชุมเื่ ‘การเข้ารับตำแหน่งประธานคนใหม่’ พวกเขาก็แตกตื่นกันไปทั้งฉินกรุ๊ป แม้จะรู้ดีว่าคุณหนูเล็กที่หายตัวไปนานถึงสามปีได้กลับมาสู่อ้อมอกครอบครัวแล้วเป็เื่ที่น่ายินดีที่สุดในรอบศตวรรษ แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าท่านประธานฉินจะ ‘เสียสติ’ ถึงขั้นยกอาณาจักรหมื่นล้านหยวนที่สร้างมาด้วยหยาดเหงื่อให้เด็กที่มีอายุเพียงสามขวบครึ่ง!
เฮ่อเหยียน ผู้ช่วยคนสนิทยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลังประธาน พลางลอบสังเกตสีหน้าเ้านายอย่างระมัดระวัง เขาทำงานกับฉินฮ่าวเฉินมานานจนรู้ดีว่านี่คือครั้งที่สองที่ท่านประธานโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด ครั้งแรกที่เขาเห็นอารมณ์แบบนี้คือเมื่อสามปีก่อน... วันที่ห้องนอนของคุณหนูอันอันว่างเปล่าและเธอถูกลักพาตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
“เฮ่อเหยียน”
ฉินฮ่าวเฉินเหลือบมองเวลา เขาเสียเวลากับการประชุมไร้สาระนี้มามากพอแล้ว
“จดชื่อไว้ ใครที่ไม่อยากอยู่ในฉินกรุ๊ปอีก ภายในสิบนาทีคนพวกนั้นต้องไสหัวไปให้หมด รวบรวมรายชื่อส่งมาให้ฉัน”
“รับทราบครับท่านประธาน!”
เฮ่อเหยียนรับคำทันที
ฉินฮ่าวเฉินไม่ชายตามองคนในจอวิดีโออีก เขาเดินออกจากห้องทำงานด้วยท่าทางน่าเกรงขาม ทิ้งให้เหล่าผู้บริหารเหงื่อตกด้วยความหวาดกลัว ‘การกลับมาของคุณหนูตระกูลฉินจะเป็เื่ดีหรือร้ายกันแน่? เพียงแค่สามขวบครึ่งก็สั่นคลอนบริษัทได้ขนาดนี้ แล้วถ้าโตขึ้นจะขนาดไหน...’
เมื่อออกจากห้องทำงาน ฉินฮ่าวเฉินถามบอดี้การ์ดถึงที่อยู่ของลูกสาว พอรู้ว่าฉินเชียนอี้พาเธอไปวิ่งเล่นในสวน ความขุ่นมัวจากการประชุมก็มลายหายไปทันที เขาวาดภาพรอยยิ้มน่ารักของอันอันในหัว พลางเร่งฝีเท้าเดินไปหา ‘เ้าตัวน้อยจอมกวนใจ’ ของเขา
ในขณะเดียวกัน ณ สวนดอกไม้ของคฤหาสน์
ฉินเชียนอี้ยืนปิดตาอยู่ริมพุ่มไม้
“อันอัน ซ่อนเรียบร้อยหรือยังครับ?”
อันอันขดตัวมุดเข้าไปในพุ่มดอกไม้อย่างมิดชิด ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงเล็ก ๆ
“พี่หก อันอันซ่อนเรียบร้อยแล้วค่ะ!”
“โอเค! งั้นพี่จะไปหาแล้วนะครับ”
ฉินเชียนอี้ปล่อยมือแล้วหันกลับมา
อันอันซ่อนตัวอยู่ใต้พุ่มไม้ เอามือเล็ก ๆ ปิดปากหัวเราะคิกคักด้วยความตื่นเต้น ดวงตากลมโตโค้งเป็รูปพระจันทร์เสี้ยวอย่างมีความสุข ทว่าในจังหวะนั้นเอง เธอััได้ถึงบางอย่างที่นุ่มนิ่มและอุ่น ๆ กำลังซุกไซ้อยู่ข้างหลังเธอ ยัยหนูจึงหันไปมองด้วยความสงสัย
ฉินเชียนอี้มองหาจากมุมสูง เขาเห็นปลายเสื้อสีชมพูวับ ๆ แวม ๆ อยู่ในพุ่มไม้ ‘อันอันซ่อนตัวได้น่าเอ็นดูเกินไปแล้ว’ เขาแอบยิ้มพลางเดินวนรอบพุ่มไม้แล้วแกล้งบ่นเสียงดัง
“เอ... อันอันซ่อนอยู่ที่ไหนกันนะ หายากจังเลย... ลองดูตรงนี้ดีกว่า!”
เขาแหว่งพุ่มไม้ที่มีเสียงแกรกกรากออกทันที แต่แล้วเขาก็ต้องยืนตัวแข็งทื่อ
“อัน... อันอัน นี่มัน...”
ในพุ่มไม้นั้นไม่ได้มีแค่ฉินซุ่ยอันที่นั่งขดอยู่ แต่ยังมี ‘ห่านขาว’ ตัวใหญ่ั์ ขนของมันขาวสะอาดราวกับหิมะที่เพิ่งตกใหม่ คอยาวระหงและท่าทางเย่อหยิ่งของมันดูน่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถูก ‘ห่านตัวใหญ่ขนาดนี้หลุดเข้ามาในเขตสวนส่วนตัวของคฤหาสน์ได้ยังไงกัน!’
อันอันเงยหน้ามองพี่ชายด้วยแววตาตื่นเต้นระคนดีใจ
“พี่หกคะ ห่านขาวตัวใหญ่นี่เหมือนอันอันเลยค่ะ มันก็หลบอยู่ในพุ่มไม้เหมือนกัน~”
เธอลูบขนห่านนุ่มฟูเบา ๆ
“พี่หกคะ ห่านขาวกำลังเล่นซ่อนแอบกับเราอยู่ใช่ไหมคะ?”
ฉินเชียนอี้ถึงกับอึ้ง ‘ดูทรงแล้วไม่น่าจะมาเล่นซ่อนแอบนะ แต่น่าจะเป็อาหารบำรุงที่หนีออกมาจากห้องครัวมากกว่า’ แต่พอเห็นสายตาไร้เดียงสาของน้องสาว เขาก็ใจไม่แข็งพอจะบอกความจริง
“อา... อาจจะใช่ละมั้งครับ”
ห่านขาวตัวนั้นส่งเสียง
“ก้าบ ก้าบ!”
อย่างระแวดระวัง ดวงตาเล็ก ๆ ของมันจ้องมองฉินเชียนอี้เหมือนพร้อมจะพุ่งเข้าไปจิกได้ทุกเมื่อ แต่พอมันหันไปหาอันอัน มันกลับเอาคอมาไซ้ที่แขนเธออย่างออดอ้อน ฉินเชียนอี้เริ่มกังวล เขาถอยหลังไปสองก้าวแต่ก็นึกได้ว่าน้องสาวกำลังกอดมันอยู่ เขาจึงรวบรวมความกล้าก้าวเข้าไปหาอีกครั้ง
“อันอัน เราไปเล่นซ่อนแอบที่อื่นกันต่อดีไหมครับ? ส่วนห่านตัวนี้ เดี๋ยวพี่ให้บอดี้การ์ดพาไปส่งที่ห้องครัวก่อนนะ”
“ห้องครัวเหรอคะ?”
อันอันเอียงคอสงสัย
“พี่หกคะ ห่านขาวหิวแล้วเหรอคะ?”
‘ไม่ใช่ มันนั่นแหละที่จะถูกกิน!’ ฉินเชียนอี้ได้แต่ตามน้ำไป
“ใช่ครับ! มันคงจะหิวแล้วล่ะ”
เขาโบกมือเรียกบอดี้การ์ด
“รีบมาพาห่านตัวนี้ไปห้องครัวซะ”
บอดี้การ์ดรีบวิ่งเข้ามาเพื่อจะจับคอห่าน แต่ทันทีที่มือสากเข้าใกล้ ห่านขาวกลับกางปีกกว้างอ้าปากส่งเสียงขู่คำรามดังลั่น
“ก้าาาบ! ก้าาาบ!”
จนบอดี้การ์ดผงะไปตาม ๆ กัน
อันอันมองท่าทางเกรี้ยวกราดของห่านแล้วพูดออกมาอย่างจริงจัง
“พี่หกคะ... ห่านขาวดูเหมือนจะไม่หิวนะคะ มันดูเหมือนไม่อยากไปห้องครัวเลยสักนิดเดียว~”
น่าแปลกที่พอสิ้นเสียงเล็ก ๆ ของอันอัน ห่านขาวที่กำลังคลุ้มคลั่งก็ดูเชื่องลงทันที ราวกับมันฟังภาษาคนออก ทั้งฉินเชียนอี้และบอดี้การ์ดต่างไม่กล้าใช้กำลังเพราะกลัวจะพลาดไปโดนอันอันเข้า ระหว่างที่สถานการณ์กำลังคุมเชิงกันอยู่นั้น ฉินเชียนอี้ก็เหลือบไปเห็นร่างสูงสง่าที่คุ้นเคยกำลังเดินตรงมา ‘รอดแล้ว! ผู้ช่วยชีวิตตัวจริงมาแล้ว!’
“พ่อครับ!”
ฉินฮ่าวเฉินเดินเข้าสู่สวนดอกไม้ด้วยมาดท่านประธานบริษัทผู้ทรงเกียรติ แต่ภาพที่เห็นคือลูกสาวตัวกลมของเขากำลังนั่งจุ้มปุ๊กอยู่กับห่านขาวตัวเบ้อเริ่มในพุ่มไม้ เขาขมวดคิ้วมองฉินเชียนอี้เป็เชิงตำหนิ
“พ่อครับ ห่านตัวนี้หลุดมาจากห้องครัว แต่อันอันดูจะชอบมันมากเลยครับ”
พอสิ้นเสียงพี่ชาย ฉินฮ่าวเฉินก็ได้ยินเสียงนุ่มฟูของลูกสาว
“คุณพ่อขา~ คุณพ่อมาดูนี่สิคะ ห่านขาวตัวนี้น่ารักมากเลย ลูบแล้วนิ่มสุด ๆ เหมือนตุ๊กตาเลยค่ะ~”
อันอันอวดห่านราวกับเป็ของล้ำค่าพลางชวนคุณพ่อ
“คุณพ่ออยากลองลูบดูบ้างไหมคะ?”