ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 135 สัญญาสิบปี

            หลินหยางพูดต่อว่า “ผู้อาวุโส ท่านอย่าลืมนะว่า เมื่อครู่นี้ท่านเพิ่งจะใช้กำลังแย่งชิงร่างกายของข้าไปเองนะแล้วข้าจะช่วยท่านเก็บวิญญาณดาบนี่เพื่อฟื้นฟูพลังของท่านเองทำไม?”

            “หึ เจ้าโง่!!” วาจาที่จักรพรรดิฟ้าใช้กล่าวกับหลินหยางนั้นเต็มไปด้วยความคิดดูถูกดูแคลนสุดขีด“ข้าจะชิงร่างกายของเจ้า จำเป็นต้องใช้กิเลนแดงช่วยด้วยรึ?เก็บมันไว้ มันจะเป็นผลดีกับเจ้าอย่างมหาศาล!!”

            “ข้าจะเชื่อท่านได้อย่างไร?”

            “ข้าจำเป็นต้องโกหกมดปลวกตัวหนึ่งด้วยรึอย่างไร?”

            หลินหยางเงียบไปทันที

            จักรพรรดิฟ้าเองก็ไม่คิดจะพูดอะไรไปมากกว่านี้แล้วเหมือนจะบอกกับหลินหยางว่า อยากเก็บก็เก็บไป ไม่อยากก็ช่างมัน

            “อย่างนั้นช่างมัน ไม่เสี่ยงน่าจะดีกว่าเพลิงอัสนีม่วงต่างหากที่สำคัญสำหรับข้า” อยู่ๆ หลินหยางก็โพล่งขึ้นมาจากนั้นก็เลื่อนสายตากลับลงมามองเพลิงพิสดาร เร่งพลังฟ้าดินขึ้นเพื่อเตรียมที่จะดูดกลืนพลังเพลิงอัสนีม่วงแล้ว

            เห็นได้ชัดว่า วิญญาณดาบของดาบกิเลนแดงนั้นได้พลังความร้อนจากเพลิงอัสนีม่วงคอยหล่อเลี้ยงเอาไว้หากหลินหยางดูดกลืนเพลิงอัสนีมาหมดแล้วเกรงว่าวิญญาณดาบดวงนี้ก็คงจะดับสูญไปตลอดกาล

            “เจ้า!!!!”

            จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วพิโรธแล้ว!!

            แต่เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ทำอะไรหลินหยางไม่ได้เหมือนกันการอาละวาดเมื่อครู่นี้ได้เผาผลาญพลังงานของเขาไปไม่น้อยตอนนี้จึงทำได้แค่พูดคุยกับหลินหยางเท่านั้น ไม่สามารถแทรกแซงการกระทำใดๆ ของหลินหยางได้อย่างสิ้นเชิง

            แต่วิญญาณดาบกิเลนแดงดวงนี้มันสำคัญกับตัวเขาเป็นอย่างมากอย่างที่ไม่อาจปล่อยให้มันหายไปได้!!!!

            “ช่างเถอะ ไอ้หนู... ข้าจะให้โอกาสเจ้าสักครั้งก็แล้วกัน!!!!”

            หลินหยางยิ้มขึ้นที่มุมปาก ดูเจ้าเล่ห์เหลือคณา

            “โอกาสอะไรหรือ? ผู้อาวุโส?”เขาถามกลับไปด้วยท่าทาง “ออดอ้อน” สุดขีด

            “ไม่ต้องมาไม้นี้เลย!!” จักรพรรดิฟ้าตอกกลับอย่างเย็นชา“ข้าไม่มีทางยอมปล่อยร่างกายของเจ้าไปหรอกนะแต่สวรรค์อุตส่าห์ส่งกิเลนแดงกลับมาอยู่ข้างกายข้าอีกครั้งข้ายอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้มันสลายไปง่ายๆ แบบนี้...”

            จักรพรรดิฟ้าเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นเหมือนเขาจะตัดสินใจได้เด็ดขาดแล้ว จึงกัดฟันพูดขึ้นมาว่า “ข้าจะให้โอกาสเจ้าหนึ่งครั้งในการประลองกับข้าโดยมีร่างกายนี้เป็นเดิมพัน!!”

            หืม?

            หลินหยางคาดไม่ถึงว่าจะเป็นแบบนี้

            ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ตัวเขาในสายตาของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั้นไม่ต่างอะไรจากมดปลวกเลยสักนิดอีกฝ่ายไม่ได้สนใจอะไรเขาเลยแม้แต่น้อย

            แต่ตอนนี้ เพราะวิญญาณดาบกิเลนแดงดวงนี้ที่เขาบังเอิญมาเจอมันทำให้เขาถึงกลับมีโอกาสที่จะประลองกับตัวตนสุดแข็งแกร่งแบบนั้นเลยหรือ?

            ถึงแม้ว่ามันจะต้องเป็นการต่อสู้ที่โหดหินสุดขีดอย่างแน่นอนก็ตามอีกทั้งสิ่งที่ใช้เดิมพันยังเป็นร่างกายของตัวเองอีกต่างหากแต่หลินหยางกลับไม่รู้สึกหวั่นเกรงเลยแม้แต่น้อย

            เพราะเขาสาบานไว้แล้วว่าตัวเองจะต้องเป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่าจักรพรรดิฟ้าให้ได้!!

            จักรพรรดิฟ้ากล่าวต่อไปอย่างเย็นชาว่า

            “ถ้าเจ้าเก็บดวงวิญญาณดาบนั่นไว้ ข้าจะมอบวิธีฝึกฝนวิชาพลังจิตให้เจ้าไปเริ่มฝึกฝนตั้งแต่ตอนนี้แล้วอีกสิบปีหลังจากนี้ ข้าจะโจมตีแค่ครั้งเดียว ถ้าหากพลังจิตของเจ้าสามารถป้องกันการโจมตีของข้าได้ข้าจะยอมปล่อยร่างสถิตภูตอัคคีร่างนี้ไปก็ได้ เจ้ากล้ารับคำท้านี้หรือไม่?”

            “อืม...” หลินหยางเงียบไป “สิบปี กับการโจมตีแค่ครั้งเดียว?”

            “พูดมาก!! ถ้าให้เวลาสั้นไปหรือข้าลงมือเต็มกำลัง เจ้าจะกล้ายอมรับคำท้าหรือ?” จักรพรรดิฟ้าเหมือนจะกำลังแสยะยิ้มอย่างเย็นชา

            “ข้าให้เวลาเจ้าสิบปีแถมรับการโจมตีของข้าแค่หนึ่งครั้งถ้าแค่นี้เจ้ายังไม่กล้าละก็ อย่างนั้นเจ้าก็เลิกฝันลมๆ แล้งๆ อย่างการก้าวข้ามข้าไปแล้วรีบยกร่างกายนี้มาให้ข้าให้มันจบๆไปซะ”

            อีกฝ่ายกำลังพูดกระตุ้นหลินหยางอยู่

            แต่หลินหยางเองก็ตอบรับทันทีโดยไม่ได้คิดพิจารณาอะไรมากมาย

            ตอนนี้เขายังมีภารกิจที่ต้องออกไปตามหาแม่ของเขารออยู่เขาจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเพิ่มพลังตัวเองให้สูงขึ้นให้ได้และในเมื่อมีโอกาสดีแบบนี้วางอยู่ตรงหน้าแล้ว เขาจะยอมทิ้งมันไปเฉยๆ ทำไมเล่า?

            ใช้เวลาสิบปีเพื่อรับการโจมตีแค่ครั้งเดียว?

            ต่อให้ต้องเดิมพันด้วยชีวิตและความตายต่อให้ศัตรูจะเป็นจักรพรรดิฟ้าที่เคยเป็นถึงตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกเขาก็ไม่กลัว!!!!

            “ได้ ข้ายอมรับคำท้า” หลินหยางพยักหน้ารับ

            “หึ อย่างน้อยเจ้าก็ยังพอมีความกล้าอยู่บ้าง!!”จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วเหมือนจะกำลังพยักหน้าอยู่ที่ไหนสักแห่ง “ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมตัวได้แล้ว”

            พูดเสร็จ จักรพรรดิฟ้าก็ได้ส่งมอบแก่นหลักสำคัญของวิธีฝึกวิชา “พลังจิต”ให้กับหลินหยาง

            พูดถึงพลังจิตแล้ว ในทวีปชี่อู่มันเป็นศาสตร์ที่ลึกลับมากๆ

            เป้ยเค่อแห่งราชอาณาจักรเทียนฉางเป็นหนึ่งในยอดฝีมือของวิถีพลังจิตที่มีอยู่น้อยนิดในทวีปชี่อู่นี้ซึ่งมีสัดส่วนแค่หนึ่งในสิบล้านคนเท่านั้นที่มีพลังนี้

            ต้นกำเนิดพลังงานของพลังจิตคือ “จุดเนี่ยนไห่”ซึ่งเป็นจุดที่ถูกเปิดขึ้นอยู่ในสมองจากนั้นจึงค่อยเพิ่มระดับพลังจิตให้สูงมากขึ้นโดยใช้วิธีการฝึกสมาธิโดยเวลาต่อสู้นั้น ผู้ใช้พลังจิตจะใช้พลังของตัวเองควบคุมสิ่งของต่างๆ เข้าต่อสู้

            โดยหลักการพื้นฐานของการต่อสู้ก็คือ วิถียุทธ์พึ่งพลังฟ้าดินวิถีพลังจิตพึ่งสิ่งของ

            ในภพภูมิขั้นสูงนั้นยอดฝีมือที่แท้จริงล้วนเป็นผู้ที่สามารถใช้ได้ทั้งวิถียุทธ์และพลังจิตนอกจากร่างกายภายในจะมีความแข็งแกร่งดุจนักรบเทวะแล้วพลังจิตยังช่วยให้พวกเขาสามารถใช้อุปกรณ์เวทมนตร์ที่มีความสามารถเฉพาะตัวอีกด้วยระดับนั้นต่างหากที่เรียกได้ว่าสามารถถล่มฟ้าทะลายดินได้อย่างแท้จริง

            แต่เดิมนั้นหลินหยางไม่มีโอกาสเข้าถึงวิธีการฝึกวิชาพลังจิตได้เลยความทรงจำของจักรพรรดิหลีหั่วดูเหมือนจะตั้งใจปิดบังส่วนนี้เอาไว้ ซึ่งตอนนี้ประตูสู่โลกใบใหม่ที่หลินหยางไม่เคยมีโอกาสได้เห็นกำลังจะเปิดออกต่อหน้าเขาแล้ว

            หลินหยางนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าวิญญาณดาบกิเลนแดงภายใต้การแนะนำของจักรพรรดิฟ้าเสียงพูดของจักรพรรดิฟ้าดังก้องอยู่ในหัวของเขาว่า

            “ข้าจะใช้พลังของตัวเองดูดเอาวิญญาณแดงเข้ามาในหัวของเจ้าก่อนเพื่อที่จะช่วยเปิดจุดเนี่ยนไห่ของเจ้าหลังจากนั้นให้เจ้าหล่อเลี้ยงกิเลนแดงเอาไว้ข้างในนั้นห้ามเกิดข้อผิดพลาดขึ้นแม้แต่นิดเดียว”

            “ฮ่ะฮ่ะ ผู้อาวุโสข้าก็ขอร้องท่านอย่าเผลอทำผิดพลาดด้วยเหมือนกันเล่า ไม่อย่างนั้นต่อให้ต้องตายข้าก็จะลากวิญญาณกิเลนแดงตามไปด้วย”

            “หึ ชีวิตของมดปลวกอย่างเจ้ามันเทียบกับวิญญาณกิเลนแดงไม่ได้หรอก!! วางใจเถอะ ในเมื่อข้าพูดแล้วว่าจะให้เวลาสิบปีก็คือสิบปีไม่มีวันผิดคำพูดเด็ดขาด!!”

            “ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มกันเลยเถอะ”

            พอพูดจบ หลินหยางก็เริ่มผ่อนคลายร่างกายจากนั้นก็ปล่อยให้พลังจิตอันแข็งกล้าของจักรพรรดิฟ้าก้อนหนึ่งทะลุออกจากจิตสำนึกของเขาจากนั้นก็มุ่งตรงเข้าไปกระจายล้อมรอบวิญญาณดาบกิเลนแดงที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ

            ฟึบ

            วิญญาณดาบกิเลนแดงที่สัมผัสได้ถึงพลังจิตของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั้นใบดาบอันเรียวบางของมันพลันสั่นกระตุกขึ้นมา จากนั้นมันก็ส่งเสียงร้องเบาๆ ออกมาด้วยความยินดีราวกับสัตว์เลี้ยงที่ถูกปล่อยให้เร่รอนอยู่นานได้พบกับเจ้านายที่พลัดพรากจากกันไปหลายปีก็ไม่ปานมันพลันพุ่งตามพลังของจักรพรรดิฟ้ากลับเข้ามาในหัวของหลินหยาง

            หลินหยางรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบดุจน้ำแข็งที่พวยพุ่งออกมาจากบริเวณระหว่างคิ้วของเขา

            “ผ่อนคลายไว้ อย่ากดดัน”

            จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วตอนนี้ดูระมัดระวังเป็นพิเศษดาบกิเลนแดงนั้นมีความสำคัญกับเขามากเกินกว่าจะปล่อยให้เกิดข้อผิดพลาดได้

            หลินหยางสูดหายใจเข้าไปลึกๆ อีกครั้ง ผ่อนคลายร่างกายจากนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่าความรู้สึกอันเย็นเยือกนั่นมันหยุดอยู่ที่บริเวณด้านล่างของสมองส่วนหลังกลายเป็นความรู้สึกชาๆ อ่อนๆ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไร

            “เอาละ หลินหยาง ข้าจะทำการเปิดจุดเนี่ยนไห่ให้เจ้าแล้วเตรียมตัวซะ!!”

            โพละ

            หลินหยางพลันรู้สึกว่าบริเวณสมองส่วนหลังของเขามีเปลวเพลิงเล็กๆลุกไหม้ขึ้น ทำให้โลกในความคิดของเขาที่ดั้งเดิมแล้วมีแต่ความมืดมิดพลันถูกส่องสว่างขึ้นเป็นห้องว่างเล็กๆที่มีขนาดประมาณหลายสิบตารางเมตรขึ้น

            หลังจากนั้นหลินหยางก็สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ในห้องว่างสุดพิสดารนั่นได้

            ดาบผลึกเปลวเพลิงเล่มหนึ่งที่ตอนนี้ได้ฟื้นฟูขนาดกลับมาเท่าเดิมแล้ว- กิเลนแดง และชายคนหนึ่งที่ดูสง่างามซึ่งกำลังสวมใส่เสื้อคลุมแบบจอมยุทธ์ที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงทั่วทั้งตัว- จักรพรรดิฟ้าหลีหั่ว

            หลังจากเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งปีกว่าในที่สุดหลินหยางก็มีโอกาสได้เห็นตัวตนระดับสูงสุดท่านนี้อีกครั้ง

            เพียงแต่ครั้งนี้ทั้งสองคนไม่ได้อยู่ในความสัมพันธ์แบบศัตรูคู่อาฆาตที่ถ้าข้าไม่ตายเอ็งก็ต้องตายแบบนั้นอีกแล้ว

            หลินหยางรู้สึกได้ว่าจุดเนี่ยนไห่ของตัวเองนั้นมันก็คือโลกเล็กๆ อีกใบที่ตั้งอยู่อย่างสันโดษจากโลกความเป็นจริงตัวเขาเองสามารถเข้าไปตรวจสอบภายในห้องนั้นได้อย่างอิสระเสรีซึ่งตอนนี้เขาเห็นจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วที่ไม่มีเวลามาสนใจตัวเขาเลยเห็นแต่จักรพรรดิฟ้ากำลังปลดปล่อยพลังงานอันเข้มข้นสีแดงใส่เข้าไปในตัวของวิญญาณดาบกิเลนแดง

            เขากำลังหล่อเลี้ยงวิญญาณดาบอยู่

            หลินหยางสามารถสัมผัสได้ถึงความสำคัญของดาบกิเลนแดงที่มีต่อจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วเพราะวิญญาณดาบนั่นถึงกับทำให้จักรพรรดิฟ้ายอมประนีประนอมกับเขาได้ขณะเดียวกันเขาก็รู้ตัวว่า หลังจากตอนนี้ไปตัวเขาจะถูกบีบให้ต้องวิ่งอยู่ในสนามแข่งครั้งใหญ่เป็นเวลานานนับสิบปีที่มีร่างกายของตัวเองเป็นเดิมพัน

            หากแพ้ ก็เท่ากับตาย

            หลินหยางไม่ได้พูดอะไร เขารอแบบเงียบๆ ให้จักรพรรดิฟ้าทำการหล่อเลี้ยงวิญญาณดาบกิเลนแดงให้เสร็จใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยาม ก็มองเห็นร่างกายของจักรพรรดิฟ้าที่ตอนนี้ดูเลือนรางเต็มทีมันคือสภาพที่เกิดขึ้นเพราะพลังงานถูกใช้งานไปเกือบจนหมดแล้วนั่นเอง

            “รับไว้!!”

             จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วที่กำลังจะหายไปนั้นได้ทิ้งตำราสีทองเล่มหนึ่งให้ไว้กับหลินหยางบนนั้นเขียนไว้ด้วยตัวอักษรที่ดูเลือนราง

            “นี่คือ ‘ตำราฝึกเทพ’ ที่ข้าใช้ในการฝึกฝนมันคือหนึ่งในวิธีฝึกฝนวิถีพลังจิตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ข้าไม่มีทางเอาเปรียบเจ้าอยู่แล้วพลังจิตที่ข้าสั่งสมไว้ทั้งหมดจนถึงตอนนี้ถูกใช้ไปจนเกือบหมดเกลี้ยงแล้วหลังจากนี้อีกสิบปี พวกเราจะมาประลองกันในสถานที่แห่งนี้ ถ้าหากเจ้าแพ้ร่างกายนี้ก็จะต้องตกเป็นของข้า!!”

            คำพูดของเขานั้นชัดเจนเข้าใจง่าย ถึงแม้ว่าจะดูบ้าอำนาจไปหน่อยแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความองอาจน่าเกรงขามอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

            หลินหยางรับตำรานั่นมาแล้วถามว่า “ถ้าข้ามีจุดที่ไม่เข้าใจล่ะ?”

            “สามารถถามข้าได้เมื่อข้าตื่นขึ้นมาแล้วจะตอบให้ แต่ข้าจะตอบแค่คำถามที่เป็นพื้นฐานที่สุดเท่านั้นแต่ถ้าคิดจะถามทางลัดละก็ หึ...”

            “หลินหยางเข้าใจแล้ว” หลินหยางย่อมไม่คาดหวังว่าผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้จะมาดูแลอะไรเขาเป็นพิเศษอยู่แล้วการที่สามารถประลองอย่างเท่าเทียมได้ ก็นับว่าอีกฝ่ายยอมให้เขามากแล้ว

            “แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งถือเป็นคำแนะนำของข้าก็แล้วกัน เวลาสิบปีเหมือนจะนานแต่ที่จริงไม่นานเลย ถ้าหากเจ้าแบ่งพลังจิตของเจ้ามาหล่อเลี้ยงกิเลนแดงละก็เจ้าจะได้รับข้อดีอันมหาศาลอย่างที่เจ้าคาดไม่ถึงด้วยแต่มันจะลดความเร็วในการฝึกฝนของเจ้าไปด้วย... เจ้าจะจัดการกับมันอย่างไร เจ้าลองคิดคำนวณดูเองก็แล้วกัน”

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน