ตอนที่ 135
ฉัวะ !! สตีฟแหวกร่างของดอกไม้กาฝากออกก่อนจะเห็นซากกระดูกแมลงหลายชิ้นเช่นเคย
“นี่ก็ไม่ใช่ทำไมเมื่อวานตรูยังไม่เห็นดอกไม้สีทองมากขนาดนี้ แต่นี่ตรูเจอมาสิบกว่าดอกแล้วนะเฟ้ยทำไมยังไม่เจอหนูแอนนาอีก” สตีฟพูดหลังจากจัดการดอกไม้ที่มีสีทองมาเป็นสิบแล้วแต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเจอแอนนา
“หรือว่าแอนนาโดนมันย่อยไปแล้ว ไม่สิไม่น่าเป็นไปได้ค่าพลังกายหนูแอนนามากขนาดนั้นต่อให้ลาวาเธอยังแช่ได้สบายๆเลยมั้งแค่น้ำย่อยของดอกกาฝากคงทำอะไรเธอไม่ได้” สตีฟพูดพลางคิดถึงความเป็นไปได้
“ว่าแต่เราก็ยังไม่รู้เลยว่าทำไมป่านี้มันถึงกว้างขนาดนี้ทั้งๆที่มันไม่น่าจะเป็นไปได้” สตีฟมองดูป่าที่ยังกว้างสุดลูกหูลูกตาเช่นเดิมเขายังไม่รู้ความลับของป่าที่มันไม่น่าจะกว้างได้ขนาดนี้
มันต้องมีความลับอะไรสักอย่างสิน่า สตีฟคิดในใจ
“เราลองแบบนี้ดูดีกว่าเราจะลองเดินทางเป็นเส้นตรงดูดีกว่า ไม่แน่ว่ามันอาจจะเป็นเราเองที่เดินเป็นวงกลม” สตีฟพูดก่อนจะหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋ามิติ
ตึง !! เสียงของหนักๆถูกวางลงบนพื้น
“ซากเจ้านี่น่าจะหนักพอทำให้พื้นเป็นรอยได้นะเพราะเราไม่มีเชือกยาวหลายกิโล” สตีฟมองดูซากสัตว์กลายพันธ์ตัวหนึ่งที่เอาออกมามันหนักมากกว่าสองตันเลยทีเดียว
“เอาล่ะออกเดินทางต่อเราต้องเดินเป็นเส้นตรง” สตีฟมองไปด้านหน้าก่อนจะเดินลากซากสัตว์กลายพันธ์ไปเรื่อยๆ
ครืด !! ครืด !! เสียงสตีฟลากร่างของมันไปตามพื้นการเดินทางตามหาดอกกาฝากที่กินแอนนาเข้าไปเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
สองชั่วโมงต่อมา
“ฟู่ว !! เจอดอกไม้สีทองนั่นแค่สี่ดอกเองแต่ก็ยังไม่เจอแอนนา หรือเราจะจัดการดอกไม้สีอื่นๆด้วยดีเผื่อเราเข้าใจผิดว่าเป็นมันที่กินแอนนาเข้าไป” สตีฟพูดหลังจากเดินมาได้สักพักทันใดนั้นเองเขาก็สังเกตุเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติอยู่ด้านหน้า
“นั่นมัน !!” สตีฟอุทานออกมาพลางรีบวิ่งไปดู
“นะ นะ นี่มันซากกระดูกที่เราเททิ้งเอาไว้นี่ แล้วนี่ก็กองไฟกองแรกที่เราทดลองเผาต้นไม้และดอกไม้ดู !!!’ สตีฟอุทานออกมาหลังจากเห็นภาพตรงหน้า (จากตอนที่ 134)
“ถ้าเกิดนี่เราไม่ได้ตาฝาดไปเองล่ะก็ถ้าเราเดินทางไปทางนั้นอีกสิบนาทีเราจะเจอกองกระดูกกองต่อไปจากดอกไม้ที่เราจัดการดอกที่สอง” สตีฟเงยหน้าก่อนจะรีบวิ่งไปโดยไม่ลืมลากซากสัตว์กลายพันธ์ด้านหลังไปด้วยเพื่อให้ร่างหนักๆของมันขูดกับพื้นไปตลอดทาง
เพียงยี่สิบนาทีต่อมาสตีฟก็เจอซากกระดูกกองที่สอง
“จะ จะ เจอจริงด้วย” สตีฟพูดออกมาอย่างตื่นเต้นก่อนจะรีบเร่งเดินทางไปต่อเขาเจอกระดูกกองต่อไป ต่อไป และต่อไปจนกระทั่งในที่สุดเขาก็เจออะไรบางอย่างที่เป็นหลักฐานที่ดีที่สุดที่บ่งบอกว่าเขาเดินทางเป็นวงกลมตลอดสองวันมานี้
“ระ ระ ร่องรอยที่เราทำเอาไว้จากการลากสัตว์กลายพันธ์ตัวนี้” สตีฟมองดูร่องรอยจากการลากสัตว์กลายพันธ์หนักๆตลอดสองชั่วโมงมันอยู่ด้านหน้าเขานี่เอง
“ในที่สุดเราก็พบแล้วความลับของป่านี้ ที่แท้เราก็วิ่งเป็นวงกลมมาตลอดนี่เองไม่แน่ว่าบางทีป่านี้อาจจะกว้างไม่กี่กิโลเมตร เพราะเราแค่เดินสองชั่วโมงกว่าๆก็เดินทางกลับมาที่เดิมแล้ว เราเดินด้วยความเร็วคงที่ประมาณห้ากิโลเมตรต่อชั่วโมงแสดงว่าป่านี้กว้างราวๆสิบตารางกิโลเมตรเท่านั้น” สตีฟพยักหน้าให้กับตัวเอง
แต่อะไรที่ทำให้เราเดินทางเป็นวงกลมล่ะ เราโดนพิษก็ไม่น่าจะใช่ ภาพหลอนงั้นเหรอก็ไม่น่าเป็นไปได้ไม่มีสัตว์กลายพันธ์ตัวไหนในป่านี้ดังนั้นไม่น่าจะมีตัวอะไรมาใช้สกิลใส่เรา สตีฟพยายามคิดแต่ก็หาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงเดินทางเป็นวงกลม
“ในป่านี้ก็ไม่มีอะไรนอกจากต้นไม้และดอกไม้กาฝากนี่” สตีฟมองดูต้นไม้และดอกไม้กาฝากที่อาศัยอยู่ด้วยกัน
“อ๊ะหรือว่าเป็นเพราะดอกไม้กาฝากกับต้นไม้ ไม่แน่ว่าบางทีพอมันรวมตัวกันแล้วจึงทำให้เกิดกลายเป็นอะไรบางอย่างที่ทำให้ระบบตรวจสอบไม่ได้เพราะไม่รู้จัก และไม่แน่ว่าพวกมันอาจจะปล่อยพลังงานหรือละอองเกษรอะไรบางอย่างในอากาศทำให้ป่านี้กลายเป็นป่าลวงตาทำให้สิ่งมีชีวิตที่หลงเข้ามาติดข้างในหาทางออกไปไม่ได้” สตีฟเริ่มจินตนาการแต่เขาไม่รู้เลยว่าการจินตนาการของเขานั้นมันถูกเกือบจะทั้งหมด
ใช่แล้วล่ะเดิมทีต้นไม้พวกนี้เป็นเพียงต้นไม้ธรรมดาเหมือนกับต้นไม้ที่สตีฟเจอแต่ทว่าพอมีกาฝากพวกนี้มาอาศัยอยู่กับต้นไม้พวกนี้แล้ว ต้นไม้พวกนี้ดันเปลี่ยนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตอีกประเภทที่ระบบไม่สามารถตรวจสอบได้ และเจ้ากาฝากพวกนี้ได้ทำให้ต้นไม้ที่มันอาศัยอยู่นั้นปล่อยก๊าซบางชนิดออกมาหลังจากสังเคราะห์แสงซึ่งก๊าซที่ปล่อยออกมานั้นได้ทำให้สิ่งมีชีวิตที่สูดดมเข้าไปจะมีการมองเห็นเรื่องทิศทางผิดเพี้ยนไปซึ่งไม่ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นจะพยายามหาทางออกเท่าไหร่ก็จะไม่สามารถทำได้นั่นเอง
ป่าแห่งนี้นั้นพวกคนป่าเผ่าต่างๆที่อาศัยอยู่ในป่าอเมซอนตั้งชื่อให้มันว่าป่าวงกตลวงตานั่นเอง พวกคนป่าพวกนั้นต่างหลีกเลี่ยงป่านี้กันทั้งนั้น
“เอาล่ะในเมื่อเรารู้แล้วว่าป่านี้ทำให้เราเดินเป็นวงกลม ถึงแม้ตอนนี้เราจะหาวิธีออกจากป่านี้ไม่ได้แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าสามารถสำรวจป่านี้ให้ทั่วๆได้ด้วยการเดินไปลากเส้นไปคราวนี้ล่ะมั่นใจได้เลยว่าจะหาหนูแอนนาเจอแน่ๆ” สตีฟพูดอย่างมั่นใจเขาจะเดินลากซากสัตว์กลายพันธ์นี่ไปให้ทั่วป่าเลย
หลายชั่วโมงต่อมา
“เอาล่ะนี่เป็นดอกไม้สีทองดอกสุดท้ายในป่าแล้วนึกไม่ถึงเลยมันจะมีเป็นร้อยเหอะๆ” สตีฟมองดูดอกไม้สีทองที่ติดอยู่บนต้นไม้เขารีบจุดไฟก่อนจะแหย่มันไปที่เจ้าดอกกาฝากบนต้นไม้
กี๊ซ !! ทันทีที่มันโดนไฟมันก็ร้องออกมาทันทีมันพยายามฟาดเถาวัลย์ของมันไปทั่วแต่แน่นอนสตีฟพยายามหลบหลังจากเผามันได้ไม่นานการโจมตีของมันก็เริ่มอ่อนแรงลงก่อนร่างของมันจะค่อยๆหลุดลงมาจากต้นไม้
ตุ่บ !! เสียงร่างของกาฝากหลุดลงมาจากต้นไม้สตีฟตรวจสอบดูก็พบว่ามันตายเสียแล้วเขารีบใช้มือแหวกร่างของมันทันที
“หนูแอนนา !!!” ในที่สุดสตีฟก็เจอกับแอนนาที่กำลังเปลือยอยู่เนื่องจากชุดของเธอโดนย่อยไปหมดแล้ว
“คะ คะ คุณลุงเหรอคะ” แอนนาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงเธอค่อยๆลืมตาขึ้นมาก่อนจะเห็นหน้าสตีฟที่มองเธออย่างเป็นห่วง
“ใช่ลุงเองไม่เป็นไรแล้วนะ เจ็บตรงไหนมั้ย” สตีฟรีบถามอาการเธอก่อนจะหยิบผ้าออกมาเช็ดคราบเหนียวๆซึ่งน่าจะเป็นน้ำย่อยออกให้หมดก่อนจะหยิบผ้าอีกผืนมาห่อร่างของเธอเอาไว้ก่อน
“หนะ หนะ หนู....” แอนนาพยายามจะพูดอะไรบางอย่างแต่เธอพูดออกมาอย่างยากลำบากมากเพราะนี่ก็เกือบสองวันแล้วที่เธอไม่ได้กินน้ำเลยทำให้คอของเธอแห้งผากไปหมด
“หนูบาดเจ็บงั้นเหรอไหนตรงไหน” สตีฟรีบพูดพลางพยายามหาแผลเขานึกไม่ถึงว่าค่าพลังกายเป็นพันแบบแอนนาจะบาดเจ็บได้นี่แสดงว่าน้ำย่อยนั่นจะต้องร้ายกาจมากน่ะสิ
“คะ คะ คือว่าหนู....” แอนนาพยายามจะพูดอีกครั้งแต่ก่อนที่เธอจะพูดจบก็มีเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นมาเสียก่อนซึ่งมันเป็นเสียงที่ดังมากๆจนสตีฟตกใจ
โคร่ก !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! ตอนนั้นเองเสียงท้องของแอนนาก็ร้องอย่างดังจนสตีฟถึงกับผงะเพราะเขาไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่าจะเจอเด็กอายุเก้าขวบที่ท้องร้องได้ดังขนาดนี้ นี่ถ้าบอกว่าเป็นเสียงท้องร้องของสัตว์ที่ตัวใหญ่เท่ากับเครื่องบินเขาก็เชื่อ
“เอ่อ...ที่พยายามจะพูดนี่คือพยายามจะบอกลุงว่าหนูหิว ???” สตีฟลองถามเธอดูหลังจากตั้งสติได้
“ค่ะ” แอนนาพยักหน้าช้าๆก่อนจะหลับไปเพราะความหิว
“เหอะๆตรูก็หลงเป็นห่วงตั้งนานนึกว่าได้รับบาดเจ็บที่ไหนได้หิวนี่เอง ฮ่ะๆๆๆ” สตีฟอดหัวเราะออกมาไม่ได้
ก็นะเกือบสองวันแล้วนี่นาที่หนูแอนนาไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องเลยแถมแต่ละมื้อเธอก็กินเท่าๆกับคนห้าหกคนกิน ไม่แปลกหรอกที่จะหิวขนาดนี้ เพราะถ้าให้เทียบน้ำหนักอาหารที่เธอควรจะกินในสองวันนี้มันมากกว่ายี่สิบกิโลเสียอีก สตีฟคิดในใจก่อนจะเตรียมทำอาหารอ่อนๆให้เธอกินเนื่องจากไม่ได้กินน้ำและอาหารมาเกือบสองวันจึงต้องทำอาหารอ่อนๆอย่างพวกโจ๊ก ข้าวต้มหรือซุปเท่านั้น
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
ตอนนี้ฟ้าได้มืดลงเสียแล้วส่วนสตีฟก็กำลังต้มข้าวต้มปลาอยู่ในหม้อถึงแม้เครื่องปรุงจะมีน้อยแต่สตีฟก็พอจะมีวัตถุดิบติดกระเป๋า
“อือ....” เสียงครวญครางของแอนนาทำให้สตีฟหันกลับไปมองก่อนจะเห็นแอนนาที่กำลังพยายามลุกขึ้นนั่ง
“ตื่นแล้วเหรอหนูแอนนากินนี่ก่อนสิ” สตีฟเห็นว่าแอนนาตื่นแล้วก็รีบเดินเข้าไปก่อนจะหยิบน้ำออกมาและค่อยๆป้อนเธอให้ดื่มช้าๆ
อึก !! อึก !! อึก !! เสียงแอนนากำลังดื่มน้ำเข้าไปอย่างกระหาย
“นี่หนูหลับไปเหรอคะคุณลุงทำไมหนูถึงหิวน้ำจัง หิวข้าวด้วย” แอนนาถามสตีฟดูเหมือนว่าเธอยังตามเรื่องไม่ค่อยทันเท่าไหร่
“อืม..หนูหลับไปก่อนหนูหลับหนูจำอะไรได้บ้าง” สตีฟถาม
“หนูจำได้ว่าคุณลุงกระโดดฟิ้วขึ้นท้องฟ้าไป ตอนนั้นเองหนูก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมาอุ้มหนู และก็รู้สึกมืดรอบๆตัวเต็มไปด้วยน้ำ หนูพยายามจะพูดก็พูดไม่ได้รู้สึกตัวอีกทีก็เจอหน้าคุณลุงแล้วค่ะ” แอนนาพยายามนึกและเล่าให้สตีฟฟัง
โคร่ก !! เสียงท้องของเธอร้องออกมา
“คุณลุงคะหนูหิวจังเลย...อ๊ะนั่นคุณลุงกำลังต้มอะไรอยู่เหรอคะ” แอนนาเห็นว่ามีอะไรบางอย่างกำลังถูกต้มอยู่
“อาหารของหนูแอนนาคนเก่งยังไงล่ะ หนูนอนพักก่อนนะเดี๋ยวลุงไปตักมาให้ ลุงจะป้อนหนูเองไม่ค่อยมีแรงล่ะสิ” สตีฟพูดหลังจากเห็นว่ามือของเธอยังยกไม่ขึ้น
“เอ๊ะ...ทำไมหนูถึงไม่มีแรงเลยล่ะคะ” แอนนาพึ่งจะรู้สึกตัวก่อนเธอจะนึกอะไรขึ้นได้
“อ๊ะคุณลุงทำไมชุดของหนูถึงเปลี่ยนไปล่ะคะ แล้วปีเตอร์ไปไหน ปีเตอร์ของหนูไปไหน” แอนนาร้องโวยวายหลังจากเห็นว่าชุดที่ใส่นั้นไม่ใช่ชุดเดิม
“ชุดหนูขาดน่ะลุงเลยเปลี่ยนให้ แล้วปีเตอร์อะไรเหรอ มันคืออะไร” สตีฟถามแอนนา
“ปีเตอร์คือคุณเต่าทองตัวเล็กที่หนูจับได้ค่ะ หนูเอาใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อหนูว่าจะเอากลับไปเป็นเจ้าสาวให้เจ้าไวท์เสียหน่อย” แอนนาพูด
เหอะๆที่แท้ที่หนูแอนนาโดนเจ้าดอกไม้นั่นกินเข้าไปเป็นเพราะเธอมีเต่าทองอยู่ในกระเป๋าเสื้อนั่นเอง แล้วจากฟังที่เธอพูดเจ้าไวท์อะไรนั่นน่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงคนละสายพันธ์กันแน่นอนเพราะในอเมริกาตรูยังไม่เคยเห็นแมลงมาก่อนเลย สตีฟคิดในใจ
“ตอนที่หนูหลับปีเตอร์มันคงบินหนีไปแล้วล่ะมั้งเอาไว้เราไปจับตัวใหม่กันมั้ย” สตีฟพูด
“ก็ได้ค่ะหนูคิดไปคิดมาปีเตอร์(เต่าทอง)มันคงไม่เหมาะกับไวท์เท่าไหร่หนูคิดว่าเจ้าไวท์(กระรอก)มันคงไม่ชอบ” แอนนาพยักหน้า (สัตว์เลี้ยงของแอนนาคือกระรอกน้ำแข็งที่สตีฟจับได้ตอนที่ 13)
สตีฟเห็นดังนั้นก็ยิ้มออกมาก่อนจะเดินไปตักข้าวต้มปลามาและค่อยๆป้อนให้แอนนากินทีละคำ
เอาล่ะรอให้หนูแอนนาแข็งแรงแล้วเราค่อยหาวิธีออกจากป่านี้กัน สตีฟคิด
จบ...