"ศิษย์พี่เกิดอะไรขึ้นขอรับ"
เมื่อเปลี่ยนชุดเสร็จชายหนุ่มก็พุ่งเข้ามาด้วยสีหน้าที่แตกตื่น จนทั้งหยางเหมยกุ้ยและหลี่อิงที่กำลังอึ้งงันพากันมองมาที่ศิษย์น้องของพวกนางด้วยความโล่งใจ
"พวกเราโดนจู่โจมน่ะ แต่ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว"หยางเหม่ยกุ้ยกล่าว
ลั่วอู่หลินที่ได้ยินก็แสร้งทำเป็นตกใจก่อนจะทำสีหน้าที่รู้สึกผิดออกมา "ศิษย์พี่ไม่เป็นอะไรมากใช่หรือไม่ ข้าผิดเองที่ไปล่าสัตว์นานเกินไป เลยไม่ได้สนับสนุนพวกท่าน"
"หุหุ ศิษย์น้องดูเจ้าสิ พวกเราไม่ได้เป็นอะไรจริงๆมีแผลเล็กๆเท่านั้นเอง"หยางเหมยกุ้ยกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มเพื่อให้เขาสบายใจ ชายหนุ่มที่เห็นบาดแผลของพวกนางก็เยียวยาให้ในทันทีจนผิวของพวกนางกลับมาไร้ซึ่งบาดแผลดังเดิม ก่อนที่จะนำเอาสัตว์อสูรในแหวมิติออกมาทำอาหารให้พวกนางได้กินกัน
ต้องบอกก่อนว่าสัตว์อสูรเหล่านี้ล้วนเป็นชายหนุ่มที่ล่ามันมาเมื่อก่อนที่จะทดสอบเข้าตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วง เมื่ออยู่ในแหวนมิติพวกมันก็ประดุจโดนหยุดเวลาเอาไว้และสดใหม่ตลอดเวลาไม่เน่าเสียแต่อย่างใด
ค่ำคืนนี้ดูเหมือนว่าจะได้พักผ่อนแต่ความจริงนั้นไม่เลย เพราะพวกเขาต้องคอยสอดส่องความผิดปกติอยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ใครจู่โจมพวกเขาได้อีก
เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงเช้าของวันใหม่ ทั้งสามจึงออกเดินทางต่อไปในทันที การเดินทางครั้งนี้ของพวกเขาต้องบอกว่าราบลื่นยิ่งจะมีก็เพียงพวกสิ้นคิดไม่กี่คนที่จู่โจมพวกเขาเพื่อแย่งชิงสมัติและก็มีบางคนก็โดนความงามของหยางเหมยกุ้ยดึงดูดมา
จนทั้งลั่วอู่หลินและหลี่อิงต้องตกลงกันว่าจะต้องให้นางปกปิดใบหน้าเอาไว้ เพราะความงดงามของศิษย์พี่ใหญ่คนนี้มันโดดเด่นเย้ายวนเกินไปและอีกไม่นานคงได้สร้างปัญหาเอามากๆ
ในขณะที่พวกเขาบินทะยานมาได้พักใหญ่เบื้องหน้าปรากฏวิหารขนาดใหญ่ที่ด้านหน้ามีทั้งมนุษย์ เผ่าอสูร หรือแม้แต่ปีศาจที่กำลังดูเชิงก่อนอยู่แต่ยังไม่ได้ลงมือต่อสู้กันแต่อย่างใด
ทั้งสามยังไม่คิดที่จะเข้าไปใกล้เนื่องจากพวกเขาไม่ได้รู้จักหรือคุ้นเคยกับชุดอาภรณ์ที่มนุษย์เหล่านั้นใส่อยู่เลย หรือก็คือมนุษย์เหล่านี้ไม่ได้มาจากดินแดนระดับสูงเหมือนพวกเขาแต่กลับมีคนที่มีตบะสูงสุดอยู่ที่บรรพชนขั้นที่สองอยู่เกือบสิบคนด้วยกัน ลั่วอู่หลินจึงสันนิฐานได้ว่าพวกเขามาจากดินแดนที่เหนือกว่า และคงไม่ใช่ที่อื่นนอกจากดินแดนเซียนหรือไม่ดินแดนสวรรค์
"อ๊า ศิษย์พี่ข้าว่าดูเชิงอยู่ไกลๆดีกว่านะขอรับ อย่าพึ่งเข้าไปเลยเพราะพวกเราไม่รู้ว่าพวกนั้นเป็นมิตรหรือไม่"ชายหนุ่มกล่าวเสนอ พวกนางก็พอจะเข้าใจได้ ในดินแดนแห่งนี้นอกจากพวกเขาทั้งสามคนก็ไม่อาจที่จะเชื่อใจใครได้อีก ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจยืนมองดูอยู่ไกลๆ
ในเดียวกัน บริเวณหน้าวิหารดูเหมือนบรรยากาศจึงยิ่งตึงเครียดเข้าไปใหญ่ ผู้นำของเผ่ามนุษย์คือชายคนหนึ่งที่มีตบะอยู่ที่บรรพชนขั้นที่สองสวมอาภรณ์สีแดงดำลวดลายหงษา บนหน้าอกของเขามีสัญลักษณ์ที่รูปเปลวเพลิงประดับเอาไว้ หากลั่วอู่หลินได้เห็นใกล้ๆคงจะรู้ได้ทันทีว่าชายคนนี้มาจากหอประมูลตระกูลฮั่ว อีกทั้งเบื้องหลังของเขาก็มีชายหญิงที่ระดับเดียวกันอยู่สองถึงสามคน
ส่วนทางด้านเผ่าอสูรนั้น นำโดยชายร่างกำยำอาภรณ์ขาวลายพยัคฆ์ อีกทั้งยังมีชายอีกคนที่มีเกล็ดสีเขียวประดับอยู่บนร่างกายเล็กน้อยสวมอาภรณ์ลวดลายอสรพิษถือพัดโบกสบัดไปมาราวกับคนชายเจ้าสำราญ
สุดท้ายคือทางด้านเผ่าปีศาจ ผู้นำของพวกเขาคือชายหนุ่มและหญิงสาวที่มีลักษณะคล้ายกับมนุษย์ทุกประการสวมอาภรณ์สีดำดวงตาสีแดงโลหิต จะมีแตกต่างจากมนุษย์ก็มีเพียงใบหูที่ยาวกว่าเล็กน้อยเพียงเท่านั้น ทว่ากับแผ่รัศมีที่ดูน่าอันตรายยิ่งเมื่อเทียบกับขุมกำลังของอสูรและมนุษย์
"น้องชายดูเผ่าปีศาจนั่นไว้ พวกมันคือเผ่าพันธุ์เดียวกับเจ้าหญิงมาร เผ่าเทพมารโลหิต มีอำนาจในการบ่งการเลือดของเป้าหมายได้เงื่อนไขคือต้องนำเลือดของตนเองผสมเข้าไปในเลือดของอีกฝ่าย นับว่าอันตายมาก"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวทักลั่วอู่หลินเมื่อได้ยินก็ถึงกับคิ้วขมวดในทันที สิ่งมีชีวิตล้วนแต่ต้องมีเลือดไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ดังนั้นความสามารถนี้ช่างดูน่าอันตรายยิ่งนัก
"แต่เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ถึงอย่างไรส่วนหนึ่งของเส้นลมปราณเจ้าก็มาจากเจ้าหญิงมารดังนั้นตรรกะที่ทำไม่ได้เจ้าล้วนทำได้ทั้งหมด อีกทั้งหากไม่ใช่ชนชั้นผู้นำของเผ่าพันธุ์จริงๆก็ไม่มีใครบงการโลหิตของเจ้าได้"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวอย่างมั่นใจ เส้นลมปราณนี้คือสิ่งที่นายท่านของนางใช้ทั้งชีวิตในการศึกษาและสร้างมันขึ้นมาเชียวนะแล้มมันจะธรรมดาได้อย่างไร
'นั่นสินะข้าก็ลืมข้อนั้นไป ไม่เช่นนั้นข้าจะมีภรรยาเป็นลูกครึ่งปีศาจได้อย่างไรโดยที่ไม่โดยพลังความมืดกัดกิน'ลั่วอู่หลินกล่าวในใจสายตาของเขาก็พลันมองไปยังเผ่าเทพมารโลหิตด้วยความหลากหลาย ในใจมีความคิดอยู่หลายอย่างด้วยกันว่าจะทำอย่างไรกับพวกมันดี ในหนึ่งก็อยากทำลายให้สิ้นเพราะเป็นเผ่าพันธุ์ที่คิดจะฆ่าผู้มีพระคุณของเขา อีกใจหนึ่งก็อยากจะละเว้นเพราะเป็นเผ่าพันธุ์ของเจ้าหญิงมารที่ก็เป็นภรรยาของผู้มีพระคุณของเขาอีกเช่นกัน
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้นด้านหน้าวิหารตอนนี้ก็คล้ายกับจะมีปากเสียงกันขึ้นมาไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ อสูร หรือปีศาจพวกเขาก็ต่างดูถูกเหยียดหยามกันไปมา จะมีเพียงผู้นำไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังคงนิ่งเฉยอยู่ได้ เนื่องจากพวกเขารู้ดีหากสั่งจู่โจมฝั่งไหนอีกฝั่งหนึ่งก็จะเข้ามาแทรกแซงในทันทีและนั่นไม่เป็นผลดีกับทุกฝ่าย
เมื่อเวลาผ่านไปสักพักใหญ่ๆประตูวิหารก็เปิดขึ้น ไม่ว่าขุมกำลังไหนต่างก็มองมันดวงตาเป็นประกาย ก่อนที่พวกเขาจะพุ่งทะยานเข้าไปพร้อมๆกันและแน่นอนที่สุดว่าย่อมมีกระทบกระทั้ง ซึ่งคนเหล่านั้นก็เลือกที่จะต่อสู้กันในทันทีโดยที่คนอื่นๆไม่ได้ขัดขวางหรือว่าช่วยเหลือแต่อย่างใด เพราะสมบัติที่อยู่ด้านในสำคัญกว่า
"ฮ่าๆๆเผ่าพยัคฆ์หิมะสีคราม พวกเรามาร่วมมือกันกำจัดเผ่ามนุษย์ไปไม่ดีกว่าหรือ แล้วสมบัติในนี้ใครจะได้ไปก็แล้วแต่โชคชะตา"ผู้นำชายของเผ่าเทพมารโลหิตกล่าว นามของเขาคือจางฉุน
"หึ อย่ามาพูดให้ขำ เผ่าปีศาจไว้ใจไม่ได้ หากเจ้าต้องการจะปะทะกับมนุษย์พวกนั้นก็ปะทะไป พวกเขาเผ่าพยัคฆ์หิมะจะใช้กำลังของพวกเราในการหาสมบัติและแย่งชิงด้วยตัวเอง"ผู้นำเผ่าพยัคฆ์หิมะสีครามนาม ซูฮ่าว กล่าวอย่างมาดมั่น ด้วยอุปนิสัยของเผ่าพยัคฆ์ที่ชื่นชอบต่อสู้กันแบบตรงไปตรงมาและเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีเขาจึงได้ปฏิเสธไป
"เหอะ ความซื่อตรงโง่ๆของเจ้าวันนี้ข้าเห็นด้วย เผ่าอสรพิษมรกตของข้าก็ไม่นิยมร่วมมือกับเผ่าพันธุ์ปีศาจที่เจ้าเล่ห์เช่นกัน"ชายผู้นำเผ่าอสรพิษ หยินเสียวปา กล่าวออกมาเช่นนั้น ทำให้จางฉุนหัวเสียและบึ่งตึงไป
ทางฝั่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์ตอนนี้พวกเขาค่อนข้างระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่ได้หวั่นเกรงแต่อย่างใดหากจะเกิดการปะทะขึ้นจริงๆ
"ฮั่วยี่ ดูเหมือนเผ่าปีศาจกำลังว่านล้อมเผ่าอสูรอยู่นะเราจะเอาอย่างไรดี"หญิงสาวคนหนึ่งลอยมาอยู่ข้างๆและกล่าวถาม ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้นำของเผ่ามนุษย์เพียงยิ้มบางๆรับนางและกล่าวตอบ
"ไม่เป็นอะไร ไม่มีทางที่พวกมันจะร่วมมือกันได้อยู่แล้ว เผ่าอสูรหยิ่งในศักดิ์ศรีจะตาย อีกทั้งเผ่าอสูรประเภทพยัคฆ์ยิ่งแล้วใหญ่ พวกเขาไม่คิดที่จะร่วมมือหรอก ตอนนี้บอกคนของเราให้เตรียมพร้อมไว้เมื่อถึงโถงตำหนักใหญ่เมื่อใด เมื่อนั้นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงจะเริ่มขึ้น"
"อืม ข้า ฮั่วหลิง และคนอื่นๆจะเตรียมพร้อมให้ดี"หญิงสาวกล่าวและถอยหล่นออกไป
ทั้งสามเผ่าพันธุ์พากันทะยานร่างด้วยความเร็วที่ไม่มีใครยอมใคร โดยหารู้ไม่ว่าด้านหลังสุดในเวลานี้มีกลุ่มเล็กของลั่วอู่หลินกำลังตามมา อีกทั้งทั้งสามคนยังเก็บรวบรวมสมบัติแหวนมิติของผู้ที่กระทบกระทั้งกันจนเกิดการต่อสู้แล้วตกตายลงไปอีกด้วย เพราะนี่คือการเก็บเกี่ยวโดยที่ไม่ต้องใช้กำลังหรือสมองเลยสักนิด