“พี่ใหญ่นั้นมันอะไรหรือขอรับ”มี่เฟิงที่เห็นพี่สาวของตนหยิบบางสิ่งออกจากตะกร้าเขาจึงเอ่ยถามด้วยสีหน้าสงสัย
“เ้านี้มันคือมันชนิดหนึ่งเราสามารถใช้มันมากินแทนแป้งได้”มี่เจินเอ่ยตอบน้องชายของตนแล้วเริ่มลงมือล้างหัวมันตรงหน้าทันที
“แต่มันนี้เรากินไม่ได้นะขอรับ”มี่เฟิงที่จำได้ว่าท่านหมอผีซุงเคยบอกว่ามันนี้คือมันที่ใช้เืของมนุษย์ในการเติบโตเขาจึงเร่งเอ่ยห้ามพี่สาวของตนเสียงเคร่ง
“เหลวไหลมันนี้มันก็เหมือนกับพืชทั่วๆไปนั้นแหละ หากมันเติบโตจากเืของมนุษย์จริงแล้วใครไปใช้เืเลี้ยงพวกมันเล่าโตเต็มป่าเสียขนาดนั้นเ้าต้องใช้คนกี่คนกันจึงจะเลี้ยงพวกมันได้มากมายเสียขนาดนั้น”มี่เจินเอ่ยตอบแล้วนำเริ่มผ่าแบ่งหัวมันให้เป็ชิ้นเล็กๆเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับนำมันขึ้นไปนึ่งเพื่อใช้แทนข้าว
“พี่ใหญ่ถ้าเรากินเ้ามันนี้คนในหมู่บ้านจะกลัวเราได้นะขอรับ”มี่เฟิงที่กลัวว่าเหล่าชาวบ้านจะรังเกียจพวกตนหากพวกเขารู้ว่าพวกตนกินมันที่โตจากเืมนุษย์เช่นนี้
“ก็อย่าบอกให้พวกเขารู้สิ”มี่เจินเอ่ยตอบแล้วเริ่มลงมือทำอาหารตรงหน้าของตนต่ออย่างไม่ใส่ใจคำเตือนของน้องชายของตน
“เฮ้อ”มี่เฟิงที่เห็นว่าพี่สาวนั้นไม่คิดจะฟังคำเตือนของเขาเขาจึงได้แต่ถอนหายใจยาวแล้วเดินออกไปเฝ้าที่หน้าบ้านของตนด้วยสีหน้าเป็กังวล
“พี่รองท่านเป็อะไรหรือเ้าคะ”มี่จวนที่ไม่เข้าใจเื่ที่ทำให้พี่ชายของตนเป็ทุกข์ในตอนนี้นางจึงได้เดินเข้ามานั่งมองหน้าพี่ชายของตนอย่างสงสัย
“ไม่มีอะไรพี่แค่รู้สึกแปลกๆที่พี่ใหญ่ดูคล้ายว่าไม่ใช่พี่ใหญ่ของเราเ้าไม่รู้สึกหรือว่านางเปลี่ยนไปต้องแต่ฟื้นขึ้นมา”มี่เฟิงเอ่ยเสียงเคร่ง
“แต่ข้าชอบพี่ใหญ่ที่กล้าพูดกล้าทำคนนี้นะเ้าคะ”มี่จวนเยบอกด้วยสายตาเป็ประกายเพราะตามเดิมแล้วพี่ใหญ่ของนางนอกจากรับใช้ท่านป้าสะใภ้กับมี่ฮวาแล้วพี่สาวของนางก็เอาแต่เก็บตัวเงียบไม่ออกมาพูดคุยอะไรกับนางและพี่รองเลยเช่นนั้นแล้วพี่ใหญ่ที่พูดคุยยิ้มหัวเราะกับพวกนางจึงทำให้นางที่เป็เด็กชอบพี่สาวคนนี้มากกว่าพี่สาวคนเดิมเป็ธรรมดา
“ก็จริงของเ้าหากให้เลือกพี่สาวคนเดินกับคนใหม่นี้ ข้าเลือกพี่สาวคนนี้ดีกว่า”มี่เฟิงเอ่ยเห็นด้วยกับน้องสาวของตนมี่เจินที่แอบฟังน้องทั้งสองของตนพูดคุยกันนางจึงได้แต่ยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มยินดีแล้วเดินกลับไปงานของตนต่อทันที
ยามอิ่ว(17.00-18.59) ท้องฟ้าที่เริ่มมืดลงทำให้มี่เจินที่ทำกับข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้วต้องออกมานั่งรอบิดาของตนด้วยความเป็ห่วงแต่เพียงไม่นานที่ตะวันตกดินมี่เฉิงก็กลับมาพร้อมกับหมูป่าตัวเขื่องที่อยู่บนหลังของเขาพร้อมๆกับกระต่ายป่าที่ถูกร้อยด้วยเชือกหลายสิบตัวห้อยตัวอยู่ที่เอวของมี่เฉิงจนดูคล้ายเข็มขัดที่ทำจากขนสัตว์เส้นหนาที่เอวของเขามี่เจินที่เห็นเช่นนั้นนางจึงเร่งออกไปรับพ่อของตนด้วยรอยยิ้มตื่นเต้นทันทีเมื่อเห็นว่าที่หลังของพ่อของตนนั้นมีหมูตัวใหญ่อยู่
“ท่านพ่อได้หมูป่ามาหรือเ้าคะ”มี่เจินรับเข็มขัดกระต่ายที่บิดาปลดมาให้แล้วจึงใช้สายตามองสำรวจหมูบนไหล่ของบิดาของตนด้วยสายตายินดี
“อืม ตัวนี้เราจะเก็บเอาไว้กินในหน้าหนาว”มี่เฉิงเอ่ยแล้ววางหมูตัวเขืองเอาไว้ที่หน้าประตูทางเข้าห้องครัว
“มากินข้าวเย็นก่อนสิเ้าคะ”มี่เจินที่เห็นว่าน้องๆของตนนั้นหิวแล้วนางจึงได้เรียกบิดาที่กำลังล้างตัวอยู่ที่ตุ่มข้างบ้านขอองตนพร้อมกับเริ่มยกอาหารขึ้นโต๊ะรอการมาถึงของบิดาของตนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“นี้คืออะไร”มี่เฉิงทีเพิ่งมาถึงเอ่ยถามบุตรสาวของตนด้วยความแปลกใจที่เห็นว่าที่โต๊ะนั้นมีมันหน้าตาแปลกๆ ตั้งอยู่ที่โต๊ะของตน
“มันเืเ้าค่ะ”มี่เจินเอ่ยตอบพร้อมกับมองไปที่พ่อของตนเพื่อรอให้เขาคีบอาหารเป็คนแรก
“มันเื นี้คือมันเืหรือ”มี่เฉิงเอ่ยพร้อมกับมองลงไปที่ถ้วยมันตรงหน้าของตนแล้วมองมาที่บุตรสาวของตนด้วยสีหน้าเคร่ง
“ใช่เ้าค่ะ”มี่เจินเอ่ยตอบพร้อมกับคีบมันในถ้วยของตนขึ้นมากินเพื่อเป็การบอกคนในครอบครัวของตนว่ามันตรงหน้าของตนนั้นสามารถกินได้จริงๆ
“มี่เจินนั้นมันเืนะ เ้ากินมันเข้าไปได้เช่นไร”มี่เฉิงเอ่ยถามด้วยท่าทีแตกตื่น
“มันก็รสชาติดีอยู่นะขอรับ”มี่เฟิงที่เห็นว่าพี่สาวของตนไม่มีอาการผิดปกติใดๆเขาจึงได้ลองคีบมันเข้าปากของตนอย่างกลั้นใจแต่เมื่อได้ลิ้มรสของมันที่อยู่ในปากของตน เขาก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงพึงพอใจและเมื่อมี่จวนเห็นเช่นนั้นนางจึงไม่รอช้ารีบคีบมันที่หอมกลุ่นอยู่ตรงหน้าของตนด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันที
“หวานอร่อยมากเลยเ้าค่ะ”มี่จวนหันไปเอ่ยบอกบิดาของตนด้วยสายตาเป็ประกายแห่งความสุข
“นี้พวกเ้ากำลังทำอะไร”มี่เฉิงที่เห็นว่าลูกๆของตนกำลังทำในสิ่งที่ผิดจากคำพูดของหมอผีซุงหมอผีประจำหมู่บ้านของพวกตน เขาจึงได้มองดุไปที่ลูกๆของตนอย่าง้าตำหนิ
“ท่านพ่อเราไม่มีข้าวจะกินแล้วนะเ้าคะ”มี่เจินเอ่ยบอกความจริงให้พ่อของตนได้รู้ด้วยสายตาเคร่งเครียด
“แต่เราก็ไม่จำเป็ต้องกินมันที่โตด้วยเืเช่นนี้”มี่เฉิงเอ่ยพร้อมกับมองไปที่ลูกๆของตนด้วยความละอายใจที่ตอนนั้นเลี้ยงดูลูกๆไม่ดีพอจนพวกเขาต้องไปกินของที่โสมมเช่นมันในจานตรงหน้าของตน
“ท่านพ่อท่านเข้าป่ามานานหรือยังเ้าคะ”มี่เจินที่เห็นสายตาที่พ่อใช้มองมาที่ตนและน้องๆนางจึงได้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ก็นานแล้วเ้าถามพ่อทำไมหรือ”มี่เฉิงเอ่ยถามบุตรสาวของตนด้วยความสงสัย
“ตลอดเวลาที่ท่านพ่อเข้าป่าล่าสัตว์ท่านพ่อเคยพบผู้ใดกรีดเืเลี้ยงมันพวกนี้หรือไม่ละเ้าคะ”มี่เจินเอ่ยถามพร้อมกับมองไปที่บิดาของตนด้วยสีหน้าเคร่ง
“ใช่ไหมละเ้าคะท่านพ่อที่เข้าป้าแทบทุกวันยังไม่เคยพบแล้วหมอผีที่แทบจะไม่เคยเข้าป่าจะรู้ได้เช่นไรเ้าคะว่ามันเืนี้เติบโตได้จากเืของมนุษย์”มี่เจินที่เห็นว่าบิดาของนางในตอนนี้กำลังลังเลที่จะเชื่อนางนางจึงได้เอ่ยบอกบิดาของตนอีกครั้ง
“ท่านพ่อกินเถอะขอรับในเมื่อเราไม่มีเงินซื้อข้าวกิน เช่นนั้นเราก็กินมันนี้แทนข้าวไปตลอดหน้าหนาวที่จะถึงนี้เถอะขอรับ”มี่เฟิงที่ตอนนี้เริ่มจะเห็นด้วยกับพี่สาวของตนแล้วเยบอกบิดาของตนด้วยสีหน้าเคร่งเพราะหากพวกเขาสามารถนำมันเืมาใช้เป็อาหารในหน้าหนาวที่จะถึงได้ครอบครัวของพวกเขานั้นก็จะสามารถผ่านหน้าหนาวนี้ไปได้อย่างไม่ไม่ลำบากมากนัก
“นี้พวกเ้าคิดเห็นเช่นเดียวกับพี่สาวของเ้าหรือ”มี่เฉิงเอ่ยพร้อมกับมองไปที่ลูกทั้งสามของตนอย่างหนักใจด้วยเขาในตอนนี้ยังคงมีความเชื่อว่ามันตรงหน้านั้นเติบโตจากเืของมนุษย์
“ท่านพ่อกินเถอะเ้าค่ะมันนี้อร่อยกำลังดีเลยนะเ้าคะ”มี่จวนเอ่ยพร้อมกับคีบมันไปป้อนให้กับบิดาของตนด้วยสายตาคาดหวัง
“ก็ได้”มี่เฉิงที่ตัดสินใจจะใช้มันเืแทนข้าวเพื่อช่วยให้ตนและครอบครัวผ่านพ้นหน้าหนาวที่จะถึงนี้เขาจึงได้ตัดสินใจอ้าปากรับมันจากลุกสาวคนเล็กของตนด้วยสีหน้าฝืนทน แต่เมื่อเขาได้เคี้ยวอาหารในปากสีหน้าของเขาก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็ความพึงพอใจเพราะเนื้อััที่หนึบหยุ่นและความหนาวที่กำลังดีทำให้มี่เฉิงยกยิ้มขึ้นมาอย่างพึงพอใจในที่สุด
“รสชาติดีใช่หรือไม่ขอรับ”มี่เฟิงเอ่ยกับบิดาของตนด้วยรอยยิ้มบาง
“อืม”มี่เฉิงเอ่ยตอบรับอย่างเสียไม่ได้
“เช่นนั้นวันพรุ่งนี้ข้ากับน้องๆจะไปขุดมันเืมาเก็บเอาไว้กินในหน้าหนาวนะเ้าคะ”มี่เจินเอ่ยกับบิดาของตนด้วยน้ำเสียงนุ่ม
“ไม่เป็ไรเ้ากับจวนเออร์อยู่เตรียมหมูเอาไว้เป็อาหารในหน้าหนาวเถอะเดี๋ยวพ่อกับอาเฟิงจะออกไปขุดมันในป่าเอง”มี่เฉิงเอ่ยพร้อมกับมองสบไปที่มี่เฟิงบุตรชายของตนด้วยสายตาจริงจัง
“เช่นนั้นข้าฝากท่านพ่อกับอาเฟิงเก็บผลไม้ในป่ามาให้ข้าด้วยนะเ้าคะ”มี่เจินเอ่ยพร้อมกับมองไปที่น้องชายและพ่อของตนด้วยสายตาออดอ้อน
“ได้ขอรับเดี๋ยวข้าจะเก็บทั้งกุ่ยเถา(กีวี่) เฉ่าเหมย(สตอเบอร์รี่)เลยนะขอรับ”มี่เฟิงเอ่ยตอบรับด้วยความยินดี
“ขอบใจเ้ามาก”มี่เจินเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงยินดีและแล้วมื้ออาหารของพวกเขาก็เริ่มต้นขึ้นมาด้วยความสุข เมื่อทุกคนได้พูดคุยตกลงทุกอย่างได้อย่างลงตัวแล้วนั้นเอง
หิมะที่ตกหนักกว่าทุกปีทำให้การใช้ชีวิตของชาวบ้านในหมู่บ้านเซินเฉียวลำบากมากกว่าปีก่อนถึงสองเท่าแต่สำหรับส้มจี๊ดที่อยู่ในร่างของมี่เจินที่เห็นหิมะเป็ครั้งแรกมองออกไปที่นอกหน้าต่างด้วยความตื่นเต้นนั้นจึงทำให้คนในครอบครัวมองมาที่นางด้วยความแปลกใจไม่น้อยเลยทีเดียว
“ไม่ใช่พี่ใหญ่เคยบอกกับข้าว่าไม่ชอบหิมะไม่ใช่หรือเ้าคะแล้วทำไมวันนี้พี่ใหญ่จึงได้ดูดีใจนักละเ้าคะ”มี่จวนเอ่ยถามพี่สาวของตนด้วยสีหน้าสงสัย
“ไม่มีอะไรพี่เพียงแค่คิดถึงเื่ดีๆเท่านั้น”มี่เจินเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางแล้วปิดหน้าต่างตรงหน้าของตนลงแล้วรีบเข้าไปตรวจดูอาหารที่นางกักตุนเอาไว้ด้วยรอยยิ้มพึงพอใจเพราะไม่ว่าจะเป็หนังหมูที่นางนำมาเจียวเพื่อเก็บน้ำมันเอาไว้ใช้จนได้กากาหมู่จำนวนมากเอาไว้ทำอาหารแล้วยังมีเนื้อหมูที่ที่นางตากแห้งเอวแล้วยังมีหมูที่นางใช้ถังไม้เก็บเนื้อที่สดใหม่เอาไว้ที่ข้างบ้านเพื่อรอทำหารแต่เพราะความโชคดีที่หิมะตกลงมาในคืนนั้นนั้นจึงทำให้นางมีตู้เย็นที่ได้จากธรรมชาติมาช่วยให้นางสามารถเก็บรักษาเนื้อพวกนี้เอาไว้ได้อย่างพอดิบพอดี
“พี่ใหญ่เราต้องระวังเอาไว้ให้มากๆนะขอรับ วันนี้ตอนที่ข้าเข้าไปส่งเนื้อให้ท่านลุง ทำให้รู้ว่าหน้าหนาวปีนี้มาเร็วกว่าทุกปีทำให้บ้างบ้านมีอาหารที่กักตุนไว้ไม่เพียงพอบ้างทีหากพวกเขามาเห็นที่เก็บเนื้อของเราอาจจะเกิดเื่ร้ายขึ้นกับเราก็เป็ได้นะขอรับ”มี่เฟิงเอ่ยเตือนพี่สาวของตนด้วยน้ำเสียงเคร่ง
“เช่นนั้นเราสมควรขุดดินเพื่อฝั่งลังไม้นี้เอาไว้แล้วใช้ฟางมาปิดเอาไว้ดีหรือไม่”มี่เจินเอ่ยเสนอความเห็นของตน
“เอาเช่นนั้นก็ดีที่เหลือเดี๋ยวพ่อกับอาเฟิงจะเป็คนเฝ้าเนื้อพวกนี้เอง”มี่เฉิงเอ่ยบอกลูกทั้งสองของตนเสียงเข้ม
จวนตระกูลอิน
“ตอนนี้ข้าก็ทำในส่วนที่ข้าสามารถช่วยได้หมดแล้วที่เหลือก็ปล่อยให้เป็ไปตามลิขิตของ์เถอะ”ผู้เฒ่าพเนจรหรือผู้เฒ่าต๋า(ต๋าจิวหลง)เอ่ยบอกอินฮูหยิน(กวางเหมยหลัน)และนายท่านอิน(อินจินอี้)ด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่นางกวางที่ได้ยินถึงกับเบิกตากว้างด้วยความใเพราะตอนนี้ถึงแม้ว่าลูกชายของนางจะรอดจากความตายแล้ว แต่รูปโฉมของลูกชายของนางกลับมีรอยแผลเป็ที่เป็เหมือนรอยแผลไฟไหม้อยู่ที่หน้าซีกซ้ายของลูกชายของนางอยู่
“แล้วรอยแผลเป็บนหน้าลูกชายของข้าละเ้าคะ”นางกวางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“เื่นั้นจะเป็ข้าไม่สามารถช่วยเขาได้แต่หากเขาพบดาวนำโชคของเขาเมื่อใด รอยแผลบนใบหน้าของเขาจะหายไปพร้อมๆกับโชคชะตาอันรุ่งโรจน์จะกลับมาคืนสู่เขาอย่างแน่นอน”ผู้เฒ่าต๋าเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มบางพร้อมกับชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าอันมืดมิดที่ตอนนี้มีเพียงดวงดาวที่ส่องแสงสว่างอยู่กลางท้องนภาแค่เพียงดวงเดียวเท่านั้น
“ดาวดวงนั้นเกี่ยวข้องอะไรกับลูกชายของข้าหรือเ้าคะ”นางกวางเอ่ยถามพร้อมกับมองมาที่ชายชราตรงหน้าของตนด้วยสีหน้าสงสัย
“ดาวดวงนั้นจะนำพาพวกท่านไปพบกับดาวนำโชคของเขา”ผู้เฒ่าต๋าเอ่ยพร้อมกับยกยิ้มเศร้าให้กับโชคชะตาของหญิงสาวผู้มาจากแดนไกล
“แสดงว่าหากข้าสามารถหาดาวนำโชคพบตระกูลของข้าก็จะรอดพ้นจากเคราะห์กรรมในครั้งนี้ใช่หรือไม่ขอรับ”อินจินอี้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“ใช่หากท่านหานางพบเคราะห์กรรมในครั้งนี้ของคุณชยก็จะผ่านพ้นไปด้วยดี”ผู้เฒ่าต๋าเอ่ยแล้วมองสบไปที่คนทั้งสองด้วยรอยยิ้มบาง
“แล้วนางผู้นั้นเป็ใครหรือขอรับแล้วเราจะรู้ได้เช่นไรว่านางผู้นั้นคือดาวนำโชคของบุตรชายของข้าจริงๆ”นายท่านอิน(อินจินอี้)เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ดวงดาวจะนำพาไปหาบุบผาแดงดอกงามผู้เปี่ยมด้วยปัญญาเอง”ผู้เฒ่าต๋าเอ่ยแล้วจึงได้เงยขึ้นไปมองดวงดาวเหนือหัวของตนด้วยรอยยิ้มบาง
“บุบผาแดงหรือเ้าคะ”นางกวางเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่เข้าใจนัก
“อืมบุบผาแดง”ผู้เฒ่าต๋าพยักหน้าตอบแล้วมองไปตามที่มาของเสียงและสั่งให้คนรับใช้ยกหลวมยามาวางไว้ที่ข้างของตนราวกับรู้ล่วงหน้าว่าจะมีคนมาตามเขาในวันนี้
“ท่านผู้เฒ่าช่วยไปรักษาท่านพ่อของข้าด้วยขอรับ”เสียงเหนื่อยหอบร้องะโเสียงดังจากที่หน้าประตูเมื่อเขานั้นถูกเหล่าผู้คุ้มกันกักตัวอยู่ที่หน้าประตู
“เห็นทีว่าเวลาที่ข้าจะอยู่ที่แห่งนี้จะหมดลงแล้วจะอย่างไรข้าก็ต้องขอตัวแล้ว”ชายชราเอ่ยพร้อมกับสะพายหลวมยาแล้วเดินจากไปโดยไม่สนใจเสียงเรียกจากสองผัวเมียที่เื้ัของตนเลย
ยามซือ(09.00-10.59) รถม้าจากตระกูลหลินก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูของตระกูลอิน
“คุณหนูหลินเชิญทางนี้เ้าค่ะ”ลี่ลี่สาวใช้คนสนิทของนางกวาง (กวางเหม่ยหลัน) เอ่ยพร้อมกับผายมือเชิญว่าที่นายหญิงน้อยของตระกูลด้วยรอยยิ้มกว้าง
“พี่เวยเป็เช่นไรบ้างข้าเพิ่งกลับมาถึงเมืองหลวงเมื่อวานก็รีบมาหาพี่เวยในนี้เลยได้ข่าวว่าได้ท่านหมอพเนจรมาช่วยรักษาเขาคงอาการดีขึ้นมากแล้วใช่หรือไม่”เสียงหวานเอ่ยถามสาวใช้ตรงหน้าของตน
“ก็ถือว่าขึ้นขึ้นมากแล้วเ้าค่ะ”ลี่ลี่เอ่ยตอบพร้อมกับเร่งพาหญิงสาวไปพบผู้เป็นายของตน
“คาราวะท่านแม่เ้าค่ะ”หลินหลิงม่านที่เข้ามาถึงเอ่ยทำความเคารพว่าที่แม่สามีของตนด้วยท่าทางนอบน้อม
“ตามสบายเถอะม่านเออร์”นางกวางเอ่ยพร้อมกับเข้าไปช่วยพยุงตัวของว่าที่ลูกสะใภ้ของตนขึ้นมายืนด้วยสายตาอบอุ่น
“เ้าคงได้ยินข่าวเื่อาการป่วยของอาเวยมาแล้ว”นางกวางที่รู้ว่าลูกของตนต้องกลายเป็คนอัปลักษณ์เอ่ยพร้อมกับมองไปที่หญิงสาวตรงหน้าของตนด้วยสายตาเศร้าเพราะสงสารในโชคชะตารักของลูกชายของตน
“ข้าได้ยินมาบ้างแล้วเ้าค่ะท่านแม่”หลิงม่านเอ่ยตอบนางกวางด้วยสีหน้าเคร่ง
“แล้วเช่นนั้นเ้าคิดเช่นไรหากที่ใบหน้าของอาเวยจะมีแผลอยู่บนใบหน้าของเขาอยู่บ้าง”นางกวางเอ่ยพร้อมกับมองไปที่หญิงสาวตรงหน้าของตนด้วยสายตาคาดหวังด้วยเพราะนางหวังว่าหญิงสาวที่เป็คนรักของของบุตรชายของนางมานานกว่าสามปีจะเป็บุบผาแดงของบุตรชายของนาง
“ท่านแม่ข้ารักพี่เวยมากกว่าชีวิตของข้าเองเช่นนั้นแล้วไม่ว่าพี่เวยจะมีหน้าตาเป็ไรข้ายอมสามารถยอมรับพี่เวยได้เ้าค่ะ”หลิงม่านเอ่ยบอกนางกวางด้วยสายตาจริงจัง
“ม่านเออร์แม่ขอบใจเ้ามากที่รักบุตรชายของแม่อย่างจริงใจ”นางกวางเอ่ยพร้อมกับกุมมือของว่าที่ลูกสะใภ้ของตนอย่าง้าขอบคุณในความรักที่หญิงสาวตรงหน้ามีต่อลูกชายของตน
เรือนเจียงเหลียง(เรือนของอินหงเวย)
เพล้ง! หงเวยที่เห็นรูปลักษณ์ของตนจากกระจกด้านข้างเตียงเขวี้ยงจอกชาไปที่บานกระจกด้วยความใ
“หน้าของข้าเป็อะไร!”หงเวยหันไปเอ่ยถามซานซาคนสนิทของตนด้วยน้ำเสียงเคร่ง
“คุณชายใจเย็นๆก่อนขอรับ”ซานซาที่เห็นท่าทางเป็กังวลของผู้เป็นายเดินเข้าเอ่ยบอกนายของตนด้วยท่าทางกล้าๆกลัวๆ
“หน้าของข้าเป็อะไร”หงเวยที่ยกมือขึ้นมาจับแผลเป็ที่อยู่บนใบหน้าของตนเอ่ยถามอีกครั้งด้วยท่าทางเกรี้ยวกราดซานซาที่เห็นท่าไม่ดีจึงรีบสั่งให้คนไปตามฮูหญิงผู้เป็มารดาของผู้เป็นายด้วยความเร่งรีบ
“ใจเย็นก่อนขอรับนายน้อย”ซานซาได้แต่เอ่ยบอกผู้เป็นายของตน ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“หึใจเย็นหรือ เ้าบอกให้ข้าใจเย็นทั้งๆที่หน้าตาของข้าอัปลักษณ์เช่นนี้หรือ”หงเวยหันไปตะคอกถามคนสนิทของตนอย่างใส่อารมณ์
“อาเวย!”นางกวางที่ได้ข่าวว่าบุตรชายของตนตื่นจากการหลับใหลแล้วจึงรีบเข้ามาหาบุตรชายของตนด้วยความยินดี เป็ั้แ่ที่เฒ่าต๋ารักษาบุตรชายของนางบุตรชายของนางก็เข้าสู่ภาวะจำศีลตลอดเวลาที่ผ่านมา
“ท่านแม่อย่าเข้ามาใกล้ข้าขอรับ”หงเวยที่กลัวว่าแม่จะใกลัวใบหน้าอันอัปลักษณ์ของเขาเขาจึงได้ร้องห้ามแม่ของเขาั้แ่ที่นางยืนอยู่หน้าประตู
“อาเวยไม่เป็ไรนะลูกเฒ่าต๋าบอกว่าบุบผาแดงจะช่วยให้ลูกของแม่กลับมาเป็เช่นเดิมไม่เป็ไรนะลูกแม่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกของแม่กลับมาเป็เช่นเดิม”นางกวางที่ไม่สนใจคำห้ามปรามของบุตรชายของนางเดินเข้ามาโอบกอดบุตรชายของนางด้วยน้ำตานองหน้าพร้อมๆกับใช้มือลูบแผ่นหลังของบุตรชายของนางอย่าง้าปลอบโยน
“แล้วมันต้องใช้เวลานานเท่าใดหรือขอรับท่านแม่”หงเวยเอ่ยถามนางกวางเสียงสั่นเครือจากความหวาดกลัวด้วยเพราะอีกไม่นานเขาจะต้องเข้าพิธีแต่งงานกับหญิงคนรักของตนแล้วจึงทำให้เขาอดที่จะกลัวว่าจะถูกคนรักทอดทิ้งเพราะใบหน้าอันอัปลักษณ์นี้
“กรี๊ดด!”หลิงม่านที่ฝืนคำสั่งของนางกวางเดินเข้ามาหาคนรักของตนร้องออกมาด้วยความใเพราะทิศที่นางเดินเข้ามาในห้องทำให้นางเห็นใบหน้าซีกซ้ายของหงเวยทำให้นางกรี๊ดร้องออกมาด้วยความใที่เห็นว่าใบหน้าอันหล่อเหล่าของหงเวยเต็มไปด้วยแผลจากไฟไหม้เช่นนั้น