เฉินเหมียวเหมี่ยวทำท่าทางเสแสร้งอย่างชัดเจน แม้แต่คนโง่ยังดูออกว่านางกำลังกลั่นแกล้งพวกเขาอยู่
ทุกคน “...”
แต่เวลานี้แม้ทุกคนอยากจะพูดอะไรก็พูดไม่ออก ลำบากใจจนอยากจะร้องไห้อยู่แล้ว ทำได้แต่คุกเข่าและลุกขึ้นยืนให้เฉินเหมียวเหมี่ยวครั้งแล้วครั้งเล่า
ในใจของพวกเขาจึงเจ็บแค้นอย่างมาก เพราะความทะนงศักดิ์ของพวกเขาถูกสตรีชุดขาวผู้นี้เหยียบย่ำยีจนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว!
แต่อีกฝ่ายเป็ถึงผู้าุโระดับหยวนอิน พวกเขาจะทำอย่างไรได้ล่ะ?
ไม่เห็นหรือ ว่าตอนนี้หลี่ฉุนยังนอนอยู่บนพื้น ไม่รู้ว่าเป็หรือตาย?
พวกเขาคับแค้นใจในความไร้เมตตาของเฉินเหมียวเหมี่ยว แต่ก็หวาดกลัวพลังของนาง
เฉินเหมียวเหมี่ยวเอาความแข็งแกร่งของนางตบหน้าพวกเขา เพื่อบอกพวกเขาว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า สำหรับพวกเขาแล้ว คนธรรมดาไม่ต่างอะไรจากมดปลวก แต่สำหรับผู้แข็งแกร่งแล้ว พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรจากมดปลวกเช่นกัน
“เอาละ” หลังจากคุกเข่าและลุกขึ้นยืนอยู่สิบกว่ารอบ ผู้าุโระดับแดนก่อกำเนิดก็เหมือนพอใจกับการลงโทษอันน่าเบื่อนี้แล้ว จึงโบกมือไปมาและเอ่ยขึ้น “ในเมื่อพวกเ้าสำนึกผิดแล้ว ข้าก็จะไม่ถือสาอะไรอีก ข้ามาที่นี่ก็เพื่อพักผ่อน ไม่้าเห็นการนองเื พวกเ้าลุกขึ้นได้แล้ว”
ทุกคนต่างประคองกันลุกขึ้น ฝืนความเ็ปและยืนขึ้นมา
“ขอบคุณผู้าุโ”
“ขอบคุณผู้าุโ”
“อืม” เฉินเหมียวเหมี่ยวมองไปทางอสูรเกราะเหล็กแล้วเอ่ยขึ้น “อสูรเกราะเหล็กตัวนี้...”
เฉินฉู่ชิงไหนเลยจะยังกล้าแย่งอสูรเกราะเหล็กอีก จึงรีบเอ่ยขึ้น “นี่เป็เหยื่อของผู้าุโ พวกผู้น้อยจะกล้าแตะต้องได้อย่างไรล่ะเ้าคะ”
“ไม่ต้อง” เฉินเหมียวเหมี่ยวคลี่ยิ้มราวกับพระโพธิสัตว์ พลางเอ่ยอย่างใจดีมีเมตตา “เ้าบอกว่าจะมอบให้ผู้อื่นเป็ของขวัญ เช่นนั้นก็เอาไปเถอะ”
เฉินฉู่ชิงสีหน้าซีดเผือดในทันที
“ผู้าุโ ผู้น้อยรับไว้ไม่ได้หรอกเ้าค่ะ”
“ข้าให้เ้า เ้าก็แค่รับไป อย่าพูดจาให้มากความ”
น้ำเสียงของเฉินเหมียวเหมี่ยวแฝงไว้ด้วยความเรียบนิ่งอย่างเห็นได้ชัด เฉินฉู่ชิงจึงไม่กล้าปฏิเสธ “เ้าค่ะ...เช่นนั้นผู้น้อยจะขอรับไว้ ขอบคุณผู้าุโเ้าค่ะ”
เฉินฉู่ชิงไม่ใช่คนโง่ อสูรเกราะเหล็กตัวนี้ไม่สามารถเอาไปเฉย ๆ ได้อย่างเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นภายหน้าไม่แน่ว่าอาจนำหายนะมาสู่ตระกูลก็เป็ได้
แต่หากไม่รับไป ก็เท่ากับไม่ให้เกียรติผู้าุโท่านนี้...
หลังจากไตร่ตรองดีแล้ว เฉินฉู่ชิงก็ขบกรามแน่นแล้วเอ่ยขึ้น “ผู้าุโเ้าคะ ผู้น้อยซาบซึ้งในเมตตาของท่าน นี่เป็น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากผู้น้อย ขอผู้าุโโปรดรับไว้ด้วยเ้าค่ะ”
นางหยิบถุงผ้าถุงหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ และส่งให้เฉินเหมียวเหมี่ยวด้วยมือทั้งสองข้าง ท่าทางนอบน้อมอย่างมาก
ถุงผ้านี้ดูไม่เล็กไม่ใหญ่ ไร้ซึ่งความพิเศษใด ๆ เทียบกับงานปักที่เฉินเหมียวเหมี่ยวเคยเห็นตอนไปเดินเล่นที่เมืองโบราณในชาติก่อนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่คนที่เหลือ ทันทีที่เห็นถุงผ้า ต่างก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ โดยไม่ได้นัดหมาย
เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่เข้าใจ ก็แค่ถุงเงินถุงหนึ่งเท่านั้นเอง เหตุใดต้องใเพียงนี้ด้วย?
แต่ใช้เงินซื้ออสูรเกราะเหล็ก จะเป็การดูิ่ผู้บำเพ็ญเพียรเกินไปกระมัง
เฉินเหมียวเหมี่ยวได้แต่นึกตำหนิอยู่ในใจ ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า “เ้าคิดจะทำอะไรกัน เก็บไปซะ ข้าดูขาดแคลนของเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้งั้นหรือ พูดไปจะถูกคนหัวเราะเยาะเสียเปล่า ๆ”
คนอื่น ๆ ได้ฟังก็รู้สึกสับสน จริงด้วย นางเป็ถึงผู้าุโระดับแดนก่อกำเนิด จะมีสายตาตื้นเขินเช่นเดียวกับพวกเขาได้อย่างไร ที่แค่เห็นถุงเฉียนคุนก็ตื่นตระหนกแล้ว ต่อให้เป็ถุงเฉียนคุนของตระกูลเฉินก็ตาม
เพราะผู้าุโระดับนี้ สมบัติ์อันใดบ้างที่จะไม่มี ถุงเฉียนคุนก็เป็แค่ของเล็กน้อยเท่านั้น
เฉินฉู่ชิงเห็นเฉินเหมียวเหมี่ยวไม่มีทีท่าสนใจ แถมน้ำเสียงยังแฝงความไม่พอใจเอาไว้เล็กน้อย จึงได้แต่อธิบายเสียงอ่อน “ผู้าุโเข้าใจผิดแล้วเ้าค่ะ ของสิ่งนี้ไม่ใช่ของผู้น้อย แต่เป็ของที่ตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวของเราเตรียมเอาไว้ เพื่อมอบให้กับผู้มีพระคุณของตระกูลเฉินของเรา ผู้าุโไม่เพียงจัดการอสูรเกราะเหล็กแทนพวกเรา ยังไม่ถือสาที่ผู้น้อยล่วงเกิน บุญคุณยิ่งใหญ่เช่นนี้ผู้น้อยจึงยากจะลืมได้ นี่เป็น้ำใจเพียงเล็กน้อยของตระกูลเฉินของเรา ขอผู้าุโได้โปรดรับไว้ด้วยเ้าค่ะ”
เฉินฉู่ชิงไม่ได้โกหก ถุงเฉียนคุนนี้เป็ของที่ตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวเตรียมไว้เอาใจแขกพิเศษจริง ๆ
แต่แขกคนนั้นที่พวกเขาสนใจกลับมีตบะบารมีเพียงระดับแดนสร้างแก่นเท่านั้น แต่บัดนี้เมื่อมีผู้าุโระดับแดนก่อกำเนิดปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแดนสร้างแก่นจะสำคัญอะไรอีก?
หากนางสามารถเชิญผู้าุโท่านนี้ไปเป็แขกของตระกูลเฉินได้ เช่นนั้นท่านพ่อท่านแม่ พี่น้องสายตรง และคนในตระกูลต้องชื่นชมนางอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นฐานะของนางในตระกูลเฉินก็จะสูงส่งขึ้น จนอาจเทียบกับเฉินจื่ออีก็เป็ได้
อีกอย่าง หากผู้าุโท่านนี้พอใจ และรับนางเป็ศิษย์ เช่นนั้นไม่เท่ากับนางจะมีฐานะสูงส่งขึ้นหรอกหรือ?
เฉินฉู่ชิงยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น อยากจะยัดถุงเฉียนคุนใส่มือของเฉินเหมียวเหมี่ยวให้รู้แล้วรู้รอด
เฉินเหมียวเหมี่ยวเองก็จับประเด็นสำคัญได้ทันที นางหรี่ตาลง “ตระกูลเฉิน เ้าหมายถึงตระกูลเฉินเมืองฟ่านเฉิงใช่หรือไม่?”
เฉินฉู่ชิงรู้สึกดีใจ ผู้าุโก็รู้จักตระกูลเฉินด้วยงั้นหรือ เช่นนั้นความหวังของนางก็ยิ่งมีมากขึ้นแล้วน่ะสิ?
“เ้าค่ะ ตระกูลเฉินเมืองฟ่านเฉิง”
เฉินเหมียวเหมี่ยวกำลังคิดว่าจะทำเช่นไรจึงจะสามารถกลับตระกูลเฉินได้ ไม่น่าเชื่อว่าอยากได้สิ่งใดก็ได้อย่างนั้น ช่างดีจริง ๆ
“เ้าชื่ออะไร?”
“เรียนผู้าุโ ผู้น้อยมีนามว่า เฉินฉู่ชิง มาจากตระกูลเฉินตำบลอวิ๋นหลัวเ้าค่ะ”
เฉินฉู่ชิง?
เฉินฉู่ชิง...
เฉินเหมียวเหมี่ยวท่องชื่อนี้ซ้ำไปซ้ำมาในใจ จากนั้นภาพความทรงจำที่เลือนรางในหัวก็ค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้น
ที่แท้เฉินฉู่ชิงไม่ใช่ใครอื่น เป็คุณหนูตระกูลเฉินแห่งตำบลอวิ๋นหลัว ในตอนที่เ้าของร่างเดิมถูกส่งมาอยู่ที่ตำบลอวิ๋นหลัว ก็ถูกเฉินฉู่ชิงข่มเหงรังแกไม่น้อยเลยทีเดียว
นางจำกัดอาหารของเ้าของร่างเดิม แย่งของทุกอย่างของเ้าของร่างเดิมไป อีกทั้งยังให้เ้าของร่างเดิมคุกเข่าขอร้องนาง หากไม่ขอร้อง นางก็ต้องทนหิวไปสามวันสามคืน เ้าของร่างเดิมแทบจะดึงชายกระโปรงของนางเพื่ออ้อนวอน แต่นางกลับไม่แยแสและยังเห็นเป็เื่สนุก
ไม่ใช่แค่นี้ นางยังให้บ่าวรับใช้ตบตีเ้าของร่างเดิมอีกด้วย
แรกเริ่มเหล่าบ่าวรับใช้เกรงว่าตระกูลหลักจะจับตาดู จึงแอบลงมือในที่ที่ไม่มีใครเห็น แต่เมื่อเห็นว่าตระกูลหลักไม่เคยส่งใครมาดูแลเ้าของร่างเดิมเลย ตระกูลเฉินที่อวิ๋นหลัวจึงกล้าทำเื่เลวร้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ
ที่เลวร้ายที่สุดก็คือ ครั้งหนึ่งนางเกือบทุบตีเ้าของร่างเดิมจนตายคามือ
แต่เ้าของร่างเดิมกลับดวงแข็ง สามารถเอาชีวิตรอดไปได้...
เ้าของร่างเดิมอาศัยอยู่ที่ตำบลเล็ก ๆ แห่งนี้ถึงห้าปี ผิวกายทั่วร่างเต็มไปด้วยาแ จนแทบไม่เหลือเนื้อดี
สุดท้าย…ความอดทนของเ้าของร่างเดิมก็หมดสิ้น และก็ต้องจบชีวิตลง
ทว่าเฉินฉู่ชิงที่อยู่ตรงหน้า เห็นได้ชัดว่าไม่เหมือนกับคนในความทรงจำของเ้าของร่างเดิมเลย
ด้วยรูปร่างที่ดูอรชรอ้อนแอ้น ใบหน้าดูมีเสน่ห์ขึ้นไม่น้อย ราวกับเปลี่ยนแปลงไปภายในหนึ่งคืนก็มิปาน ดังนั้นเฉินเหมียวเหมี่ยวจึงจำนางไม่ได้
แน่นอนว่าคนที่เปลี่ยนไปไม่ได้มีแค่เฉินฉู่ชิง ยังมีร่างกายนี้ของนางด้วย เพราะเฉินฉู่ชิงเองก็จำเฉินเหมียวเหมี่ยวไม่ได้เช่นกัน
เฉินเหมียวเหมี่ยวจึงยิ่งรู้สึกสงสัยมากขึ้น แต่กลับเผยรอยยิ้มที่คุ้นเคยออกมา พลางเอ่ย “ในเมื่อเป็คนตระกูลเฉิน ของขวัญนี้ข้าจะรับเอาไว้ก็แล้วกัน”
เมื่อเห็นเฉินเหมียวเหมี่ยวเก็บถุงเฉียนคุนเข้าไปในแขนเสื้อ เฉินฉู่ชิงก็ดีใจอย่างมาก
ผู้าุโยอมรับถุงเฉียนคุนเช่นนี้ ชีวิตข้าก็มีความหวังแล้ว!
“ข้าได้ยินมาว่าตระกูลเฉินยังมีบุตรสาวสายตรงจากตระกูลหลักผู้หนึ่งอยู่ที่ตำบลอวิ๋นหลัว นามว่า...เฉินเหมียวเหมี่ยว นางยังอยู่หรือไม่?”
“นางหรือเ้าคะ?” เมื่อได้ยินผู้าุโถามถึงเฉินเหมียวเหมี่ยว เฉินฉู่ชิงก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะหลายปีมานี้มีคนถามถึงเฉินเหมียวเหมี่ยวอยู่บ่อยครั้ง นางจึงเอ่ยตอบพร้อมสายตารังเกียจ “นางไร้คุณธรรมสตรี มีจิตใจรวนเร ทั้ง ๆ ที่มีว่าที่สามีอยู่แล้วยังแอบคบชู้สู่ชาย ต่อมาเมื่อเื่แดงจึงถูกจับได้ นางรู้สึกละอายใจต่อตระกูลเฉิน อับอายผู้คน จึงแอบหนีไปตอนกลางคืนเ้าค่ะ”
“หนีไปนานเพียงใดแล้วงั้นหรือ?”
“หนีไปได้สามปีแล้วเ้าค่ะ เมื่อไม่มีตระกูลเฉินคุ้มครอง เกรงว่านางคงตายอย่างน่าอนาถไปนานแล้วกระมัง”